หายนะธุรกิจร้านอาหาร...ตกเป็นจำเลยในวิกฤติโควิด




ธุรกิจร้านอาหารวิกฤตสุดในรอบ 60 ปี เจ็บตัวระนาวตั้งแต่หาบเร่ แผงลอย ไปจนถึงภัตตาคารระดับหรู แถมตกเป็นจำเลยฐานเป็นแหล่งแพร่เชื้อโควิด นำมาสู่การลิดรอนสิทธิ์จากมาตรการห้ามนั่งกินในร้าน เท่ากับฆ่ากันทั้งเป็นโดยไม่มีมาตรการเยียวยาใดๆ แจง...ยื่นหนังสือร้องเรียนถึงภาครัฐแต่ไม่มีเสียงตอบรับ โชคดีที่มีสื่อมวลชนช่วยออกข่าวกระทุ้ง ทำให้เริ่มมีการเข้ามาช่วยเหลือ เช่นโครงการซื้อข้าวกล่องไปแจกแคมป์คนงานก่อสร้าง แต่ช่วยได้ไม่ทั่วถึงและเป็นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ยังดีที่แบงก์ออมสินจัดสินเชื่อมาช่วยร้านอาหาร 2 พันล้านบาท ทำให้พอประคองตัวไปได้อีกระยะ จี้ภาครัฐช่วยร้านอาหารในพื้นที่สีแดง ทั้งเรื่องเสริมสภาพคล่อง ลดค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ฯลฯ อย่างน้อย 2 เดือนหรือจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายดีขึ้น


Interview : คุณฐนิวรรณ กุลมงคล

นายกสมาคมภัตตาคารไทย


จากสถานการณ์โควิด-19 ช่วงนี้เหนื่อยมากไหม

เหนื่อยมาก อย่างไรก็ขอขอบคุณสื่อมวลชนที่ช่วยนำเสนอข่าว ซึ่งตัวหนังสือที่เราส่งให้รัฐบาล เขาอ่านแล้วอาจจะไม่อิน แต่จากการที่ส่วนตัวมีโอกาสได้พูดคุยกับสื่อมวลชน ทำให้เสียงดังถึงรัฐบาล รวมถึงกระทรวงต่างๆ เราได้รับการตอบรับที่ดีมาก โดยส่วนตัวทำร้านอาหารมากว่า 20 ปี ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่โหดสุด ขณะที่คนที่อยู่ในวงการมาก่อนเรา มีท่านหนึ่งทำมากว่า 60 ปี เขาก็บอกไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อนเลย ขณะเดียวกันยังมีรายที่เพิ่งเข้ามาลงทุนทำร้านอาหารในปี 2562-2563 มีการลงทุนไปกว่า 15 ล้านบาท ซึ่งมา ณ เวลานี้ ก็ยังไม่สามารถคืนทุนได้เลย และมีวี่แววว่า 15 ล้านบาทที่ลงทุนไปก็จะไม่ได้คืนด้วย แถมบางรายที่เพิ่งเข้ามาก็มีหนี้เพิ่ม บางรายถึงกับต้องขายบ้านขายคอนโดมิเนียม เพราะเจอปัญหาขาดทุน มีหนี้สินเพิ่ม

เรายอมรับว่าวิกฤตครั้งนี้มันเป็นสงครามโลก เวลาเกิดสิ่งที่มันร้ายขนาดนี้ทั้งโลกเราก็ต้องเอาชีวิตรอดไว้ก่อน ขณะเดียวกันส่วนตัวก็ฟังคุณหมอท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่าในทางคุณหมอเห็นว่าเศรษฐกิจเสียไม่เป็นไร แต่ว่าเอาชีวิตคนไว้ ตรงนี้เป็นมุมของเราชาวพุทธ มีเมตตา จริงๆ อยากจะบอกว่าเราเข้าใจ ใน 1 ปีที่ผ่านมาเราเป็นเด็กดีมาก ถ้าจำได้ปี 2563 ตอนที่เราปิดร้านล็อกดาวน์ครั้งแรก 21 มีนาคม ร้านอาหารยังเอาอาหารกล่องไปส่งบุคลากรทางการแพทย์ ยังคุยกันเฮฮาว่าเราหยุดเชื้อช่วยชาติ ช่วงนั้นรู้สึกว่าเราติดเชื้อ 100 กว่าคน แต่เหมือนว่าคุณหมอก็เล่นใหญ่เหมือนกัน ขี่ช้างจับตั๊กแตน ปรากฏว่ารัฐบาลกู้เงินมา 1 ล้านล้านบาท เพื่อจะมาเยียวยา ทุกคนได้รับการช่วยเหลือหมด หยุดโน่น หยุดนี่ หยุดหมด ซึ่งเรารู้สึกดีมาก เพราะก็หยุดการเดินของดอกเบี้ย การผ่อนชำระ บ้าน รถ ทุกอย่างหยุดหมด ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศต้นๆ ในเรื่องสาธารณสุขดี

แต่พอมารอบนี้ รัฐบาลเหมือนหมดเงินเยียวยาแล้ว กู้เงินรอบใหม่ 5 แสนล้านบาท น่าจะนำมาใช้ในเดือนสิงหาคมหรือกันยายนนี้

อย่างไรก็ดี มาตรการที่เกิดขึ้นตอนนี้ มันเหมือนว่าเราเดินไปไหนมันมีเชื้อโรคไปหมดเลย และเชื้อมันกลายพันธุ์ เราก็เข้าใจ เราก็อยากอยู่บ้าน แต่ว่าถ้าเราอยู่บ้านต้องรอรับโทรศัพท์เจ้าหนี้ ค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ซึ่งแพงโหดมาก ซึ่งสมัยก่อนเราเปิดร้านได้ เรามีรายได้ 70% เราจ่ายค่าเช่าตามที่ตกลงได้ ตอนขายดีเขาเก็บค่าเช่าเราเท่านี้ แต่ตอนนี้ขายไม่ดี เขาก็ยังเก็บค่าเช่าเราเท่านี้

ตอนนี้เรากำลังคุยกันว่าเราโดนลิดรอนสิทธิ์ เพราะจริงๆ เราควรจะเปิดขายได้ รัฐบาลมองว่าเราเป็นสถานที่เสี่ยง ซึ่งเป็นสถานที่เสี่ยงจริงไหม ยังไม่เคยเจอว่าคนมาติดเชื้อกันในร้านอาหาร แต่คุณหมอเขาก็ยืนยันว่าติดเชื้อตอนเปิดแมสก์กินข้าว ทำให้เรามีความเสี่ยง

เราก็ถามว่าอยู่บ้าน แล้วกินข้าววงเดียวกัน ในบ้านแคบๆ หรือบ้านที่ไม่มีความระมัดระวังก็เสี่ยงเหมือนกันใช่ไหม รอบวันที่ 29 เมษายน ทาง ศบค.ชุดใหญ่ก็บอกว่า ความเสี่ยงมาจากครอบครัว คนข้างนอกบ้านเอามาติดคนในครอบครัว ซึ่งเราเห็นเยอะเลย พ่อแม่ปู่ย่าตายายติดจากคนทำงาน แล้วเอามาติดในบ้าน เราก็เสียใจอีกรอบว่าติดจากคนในบ้าน จากที่ทำงาน ติดจากร้านอาหาร เขาบอกว่าร้านอาหารเป็นที่สังสรรค์ เป็นที่สาธารณะมีความเสี่ยง แต่รอบนี้เขาบอกว่ามีคนตายด้วย

เราก็เข้าใจทุกอย่าง แต่ว่าค่าเช่าต้องจ่ายทุกวันที่ 5 เงินเดือนต้องจ่ายลูกน้อง ขาดไปวันเดียวลูกน้องก็ขาดใจ เพราะเขาต้องไปจ่ายค่าเช่าบ้าน ขณะเดียวกันไฟแนนซ์ก็ทวงตลอด ธนาคารก็ทวง เหล่านี้ ถ้ามันหยุดและเราหยุดเหมือนกัน เราก็อยู่ได้ อย่างนี้คุณหมอก็ต้องไปบอกนายกรัฐมนตรีว่า เราให้ทุกคนเขาหยุด รัฐบาลต้องหยุดทุกอย่าง แต่คุณหมอบอกว่า หมอจะหยุดการแพร่ระบาดให้ได้ ไม่เป็นไร คนตายต้องลดลง

อย่างไรก็ตาม แต่ละมาตรการของ ศบค.ที่ออกมา มันฆ่าเราทั้งเป็น ผู้ประกอบการ 1 แสนรายตายไปทันที แล้วจะเอาเงินที่ไหน ที่ผ่านมาไม่ให้นั่งในร้านแต่ให้ซื้อกลับบ้าน แล้วลูกน้องจะทำอย่างไร คือต้องกลับไปอยู่บ้าน จะเอาเงินที่ไหนให้ลูกน้องกลับไปกินข้าว คือลูกน้องบอกว่าถ้ามาร้านเขายังทานข้าวที่ร้านได้ แต่เมื่อที่ร้านลูกค้าก็เหลือ 10% หรือบางคนเป็นศูนย์ แล้วยังต้องเอาอาหาร วัตถุดิบที่ซื้อไว้ขาย ให้ลูกน้องไปทานที่บ้านหรือ มันก็อึ้ง ถึงบอกว่าถ้าไม่มีเหตุแบบนี้เราจะไม่ว่ารัฐบาลเลย

ช่วงที่ผ่านมา เราก็มาคิด สุดท้ายเราก็บอกว่า ถ้าเราไม่ตั้งสติแล้ว เราจะช่วยเพื่อนไม่ได้เลย เพราะมาตรการออกมาแล้ว ราชกิจจาก็ประกาศแล้ว เราก็เลยบอกว่าให้เรามานั่งก่นด่ากันก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะประกาศออกมาแล้ว ตอนนี้เราต้องการอะไร ตอนนี้ก็คือว่าถ้าคุณหมอคิดว่าการสาธารณสุขต้องทำแบบนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีและ ศบค.ก็ต้องเยียวยาเราเท่านั้นเอง เราก็เลยบอกว่าเมื่อรายได้ลด ทำอย่างไร ก็หารายได้ให้เรา ขณะเดียวกัน วันนั้นมีเรื่องแคมป์คนงาน ซึ่งคนงานก็ได้เงิน 50% รัฐบาลจะมีการส่งข้าวส่งน้ำให้ เราก็บอกว่าข้าวที่ส่ง ให้มาจ้างเรา ซึ่งตอนนี้ก็ตกลงได้ระดับหนึ่งที่ได้ร้านอาหารที่เป็นแผงลอยได้ไปทั่วกรุงเทพฯ 50 เขต ต้องไปทวงกันเองสำหรับแผงลอย ไปทวงกับทางสมาคมแผงลอยที่ได้โควตามา 2 แสนกล่องใน 16 วัน ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม

ส่วนสมาคมภัตตาคารที่เสนอข้าวกล่องวันละ 2 แสนกล่อง 30 วัน สุดท้ายกระทรวงแรงงานให้มาทั้งหมด 7 แสนกล่อง 16 วัน สมาคมภัตตาคารแบ่งมาได้ 4 แสนกล่อง ตอนนี้เริ่มทำเอกสารจัดซื้อจัดจ้างจากกระทรวงแรงงานว่าร้านไหนที่จะได้ไปรอบแรก ที่จะไปจัดส่ง และอีก 8 วันข้างหน้า ก็จะทำอีกรอบหนึ่ง ก็กระจายไปคนละ 200-300 กล่อง ก็จะได้ช่วยเพื่อนผู้ประกอบการร้านอาหารได้ แต่ก็ไม่ได้หวังเฉพาะของกระทรวงแรงงาน เราก็หวังว่าจะมีกระทรวงต่างๆ ตอนนี้เราเห็นรัฐมนตรีหลายท่านเสียสละเงินเดือนเพื่อจะไปจ้างทำข้าวกล่องแจกประชาชนผู้ทุกข์ยาก

อย่างนี้เท่ากับว่าคอนเซปต์วิธีคิดแบบนี้มันถูกต้อง คือวินวิน ทั้งเจ้าของร้านอาหารและผู้คนที่ได้รับปัญหาก็ได้อาหารไปทานฟรี สังคมนี้ก็จะหมุนเวียนกันไปได้ ก็ต้องขอบคุณจริงๆ สำหรับสื่อมวลชนหลายท่าน ส่วนตัวก็เสนอเหมือนเดิม ลดค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ลดดอกเบี้ย เงินต้น พอเราเสนอเรื่องข้าวกล่องออกไปสื่อมวลชนก็ช่วยขยายความนี้ รัฐบาลขานรับ นายกรัฐมนตรีขานรับว่าให้รัฐมนตรีหลายกระทรวงไปซื้อข้าวกล่องจากร้านอาหารไปแจกคน ซึ่งในความจริงเรามีผู้ประกอบการใน 10 จังหวัดเป็นแสนราย มันก็ไม่ทั่วถึง แต่เราก็พยายามกระจายให้ทั่วถึง แต่ว่าด้วยความที่เราบอกว่า วันนึงร้านอาหารร้านนึง เขาควรจะมีรายได้สัก 5,000 บาท ซึ่งเป็นร้านเล็กๆ คือ 50-100 กล่อง ตอนนี้ทางกระทรวงแรงงานเขาตีตัวเลขที่กล่องละ 40 บาท


ถ้าช่วยแบบนี้ จะต่อลมหายใจร้านอาหารได้แค่ไหน จะถึงวันเปิดประเทศ 120 วันไหม

เราคงไม่ไหวหรอก คงไม่ถึงขนาดนั้น ตอนนี้มีแต่ความช่วยเหลือจากกระทรวงแรงงานออกมาจำนวน 7 แสนกล่องถึงวันที่ 27 กรกฎาคมนี้ คือไม่ได้มีแค่มาตรการตรงนี้ ในส่วนเราเองเราก็ต้องขอมาตรการเรื่องสินเชื่อ ดอกเบี้ยพิเศษ ซึ่งตอนนี้ทางธนาคารออมสินออกมาแล้วประมาณ 2 พันล้านบาทสำหรับช่วยร้านอาหาร ตรงนี้เพื่อที่จะช่วยให้เข้าถึงสินเชื่อพิเศษให้ได้อย่างน้อยรายละ 1 แสนบาท ในจำนวนงบ 2 พันล้านบาทก็จะช่วยได้ประมาณ 2 หมื่นราย ซึ่งวงเงินที่เราเคยคำนวณแล้วคือ 3 หมื่นล้านบาทถึงจะช่วยผู้ประกอบการร้านอาหารได้ทั้งระบบ


ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือเรื่องเงิน ผู้ประกอบการจะเป็นอย่างไร

คนที่เขามีกำลังก็มี คนที่มีสายป่านเขาก็คงไม่รบกวน เพราะคงไม่มีใครอยากกู้เงินแบงก์ ไม่อยากเป็นลูกหนี้ มีจำนวนหนึ่งที่เขาดูแลตัวเองได้ แต่จำนวนที่อ่อนแอ เปราะบางเหล่านี้ อาจจะมีสัก 1 แสนราย ซึ่งต้องการเข้าถึงสินเชื่อ ต้องการมีรายได้มากขึ้น เราก็ต้องทำทุกอย่าง ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ หาเงินมาเติม ซึ่งเรื่องใดที่รัฐบาลช่วยได้ อย่างการไฟฟ้าที่กำไรมหาศาล ลดค่าไฟให้หน่อยได้หรือไม่ อาจจะช่วยลดสัก 60 วัน ให้ทุกอย่างมันคลี่คลายขึ้น จริงๆ อาจจะมีจังหวัดที่เป็นสีแดงเข้มซึ่งลำบาก อย่างบางจังหวัดเขานั่งทานได้ ก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร

38 views0 comments