top of page
556550.jpg
553309.jpg

ภาษี 15% : ไทยได้มากกว่าเสีย?

  • Mar 4
  • 1 min read


หลังศาลสูงสุดอเมริกาเบรกภาษีตอบโต้และทรัมป์หันมาใช้มาตรา 122 เก็บภาษีทุกประเทศ 15% เป็นเวลา 5 เดือน ซึ่งแม้จะมีความไม่แน่นอนต่อไปอีกระยะ แต่ถือเป็นผลดีในระยะสั้นของส่งออกไทยที่เสียภาษีน้อยลงจากที่เคยถูกเก็บ 19% โดยผู้นำเข้าฝั่งอเมริกาจะเร่งนำเข้าใน 5 เดือนนี้ในภาวะที่ภาษีถูกลง รวมทั้งเพื่อชดเชยสินค้าในสต๊อกของปีที่แล้วที่เริ่มร่อยหรอ ในขณะเดียวกันสินค้าส่งออกของไทยที่ยังดีเสมอต้นเสมอปลายคือสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ ที่การส่งออกจะยังคงดีต่อเนื่อง ส่วนในเรื่องการเจรจาทางการค้าของไทย-อเมริกายังคงเดินหน้าต่อไป แม้จะมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง แต่ก็เป็นความไม่แน่นอนที่พอจะคาดการณ์ได้ อีกทั้งมองว่าการเจรจาที่ล่าช้ากว่าประเทศอื่นจะเป็นประโยชน์กับไทยมากกว่า


Interview : คุณวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย


ศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกามีการตัดสินว่าการเก็บภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไม่สามารถทำได้ เรื่องนี้จะเป็นบวกหรือลบอย่างไร

 

คิดว่าทิศทางยังไปแบบเดิมๆ คือยังมีความไม่แน่นอนจากการตัดสินใจของทรัมป์อีกหลายรูปแบบ ถึงแม้ว่าตัวภาษีตอบโต้ถูกยกเลิกไปแล้วโดยคำสั่งของศาลสูง แต่ทรัมป์ก็สามารถใช้อำนาจของประธานาธิบดี โดยใช้มาตรา 122 ได้อีก 150 วัน คือจากวันนี้สามารถใช้ได้ทันที เริ่มบังคับใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ตามที่เขาประกาศครั้งแรกบอกว่าจะเก็บภาษี 10% แต่พอผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง เขาก็เปลี่ยนไปเป็น 15% คือสูงสุดเท่าที่อำนาจเขามี ซึ่งถ้ามองตามภาพประธานาธิบดีทรัมป์ เดิมทีเขาเก็บภาษีทั่วโลกอยู่ที่อัตราประมาณ 10-20% เป็นก้อนใหญ่ๆ หมายความว่าแต่ละประเทศอาจจะได้ไม่เท่ากัน แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ประมาณนี้ มีบางประเทศอย่างจีนถูกเก็บ 50% แต่พอรูปแบบเดิมถูกยกเลิกไป ตอนนี้ทุกประเทศได้รับเท่ากันคือ 15% สูงสุดเท่าที่อำนาจประธานาธิบดีทำได้ แต่คำสั่งนี้มาตรานี้ใช้ได้แค่ 150 วัน ซึ่งกฎหมายเขาระบุไว้อย่างนี้ เป็นเรื่องที่ต้องให้มีการปรับตัวหรือว่ามีวิธีการอื่นใด ในความหมายนั่นก็คือ การเจรจาในช่วง 150 วัน ต้องมีกับทุกประเทศ 

จริงๆ แล้ว นอกเหนือจากมาตรา 122 ยังมีมาตราอื่นที่ทรัมป์ยังสามารถทำได้ แต่อาจจะต้องไปผ่านกระบวนการ เช่นผ่านกระทรวงพาณิชย์ หรือผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ความหมายก็คือว่าไม่ใช่อำนาจโดยตรงของประธานาธิบดี แต่ถามว่าทำได้หรือไม่ คือทำได้ เพราะเคยทำมาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น มาตราที่เขาอ้างเป็นเรื่องของความมั่นคง เขาก็เอาเรื่องเหล็กกล้า อะลูมิเนียม เข้ามาด้วยเพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เขาก็สามารถทำได้ เพียงแต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเป็นคนเสนออนุมัติ ก็จะทำไม่ได้โดยอัตโนมัติหรือเป็นคำสั่งโดยตรงจากประธานาธิบดี ซึ่งถือว่าเป็นวิธีหนึ่งในการคานอำนาจซึ่งกันและกัน ระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือแม้กระทั่งฝ่ายราชการของสหรัฐ กฎหมายเขาค่อนข้างเขียนไว้เพื่อการป้องกันเรื่องพวกนี้

 

เดิมทีถ้าติดตามมาตั้งแต่ต้นจะสงสัยว่าทำไมกฎหมายเขาเป็นแบบนี้ ทำไมประธานาธิบดีสั่งได้ทุกอย่าง แต่พอมีคำสั่งศาลสูงออกมา ก็เป็นอันหนึ่งที่บอกว่า ยังมีอะไรที่คานอำนาจกันอยู่ และทิศทางในการที่จะใช้กฎหมายอะไรต่างๆ ก็จะเริ่มอยู่ในกรอบในกฎเกณฑ์มากขึ้น พอจะประเมินเหตุการณ์ได้ล่วงหน้า เรียกว่าง่ายขึ้นกว่าเดิม เพียงแต่แน่นอนว่าคงหนีไม่พ้นการเจรจา เพราะทางทรัมป์เขาเป็นนักเจรจาอยู่แล้ว ดังนั้น หลังจากนี้คงจะมีเรื่องของความไม่แน่นอนต่อไปอีก เพียงแต่ว่าจะอยู่ในรูปแบบที่พอจะคาดการณ์กันได้บ้าง


ก่อนหน้าคุณวิศิษฐ์เคยพูดถึงศาลสูงสหรัฐอเมริกาว่าจะตัดสินว่าทรัมป์ทำไม่ได้ในเรื่องภาษีตอบโต้ พอผลก็ออกมาอย่างที่เห็น แต่ทรัมป์ก็คงจะมีไม้เด็ดอะไรออกมาอีกแน่

 

ใช่ ไม้เด็ดไม้แรกเอาออกมาใช้ก่อนแล้ว ที่ใช้ได้ด่วนๆ และสั่งได้เลยคือมาตรา 122 สามารถสั่งได้เลยโดยไม่ต้องไปผ่านใคร ทีนี้ยังมีอีก 2-3 มาตราที่เกี่ยวข้องในเชิงการค้า ยกตัวอย่างเช่นมาตรา 301 หรือมาตรา 232 แน่นอนว่า 2 มาตรานี้ก็คงไม่ใช่ประธานาธิบดีที่สั่งได้ทันที แต่ต้องผ่านกระบวนการสอบสวนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน เช่นสำนักงานการค้าสหรัฐอเมริกา หรือกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐอเมริกา เรื่องเหล่านี้จะต้องมีกฎมีเกณฑ์อาจจะต้องผ่านขั้นตอน 1, 2, 3 ให้ถูกต้องก่อน 


ไทยเราก็หยุดเจรจาไปพักใหญ่ เพิ่งได้มาเปิดเจรจารอบใหม่

 

คงได้เจรจากันต่อ คือถ้าให้ดูจากสถานการณ์ จากกรอบ 150 วันที่เป็นอำนาจของประธานาธิบดี ขณะที่สหรัฐอเมริกาเองก็ต้องปรับ ซึ่งเป็นการเจรจากับทวีปต่างๆ เพื่อยังสามารถใช้ถ่วงอำนาจเป็นแรงกดดันระหว่างการเจรจาด้วยเช่นกัน และแน่นอนอย่างที่บอกเขายังมีมาตราอื่นๆ ที่เขาใช้ได้ ซึ่งเรื่องการเจรจาคงไม่ได้หยุด ยังคงเดินหน้าต่อไป


ถือเป็นเรื่องที่น่าห่วงสำหรับไทยไหมว่าจะโดนหนักกว่าเก่าเสียอีก 

 

ณ เวลานี้ถือว่าน้อยลงมาระดับหนึ่ง เพราะเดิมทีล่าสุดที่เราได้ปรับตัวเลขมาอยู่ที่ 19% ก็ใช้มาหลายเดือนแล้ว เริ่มเข้าสู่ระบบ เริ่มเข้าที่เข้าทาง แน่นอนว่าการเจรจาต่อรองระหว่างผู้ซื้อผู้ขายช่วงแรกๆ จะเหนื่อยมาก เนื่องจากราคาผู้ขายจะต่อไปถึงมือผู้บริโภคจะแพงขึ้นเยอะถ้าคิดตามราคาปกติทั้งหมด คือสินค้าทุกอย่างจะแพงขึ้นไปประมาณ 19% ตามที่ผู้นำเข้าเสียภาษีไป

 

ทั้งนี้ ช่วงที่ผ่านมาจะมีลักษณะผู้ซื้อผู้ขาย ผู้นำเข้าผู้ส่งออกของไทย พยายามช่วยผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการลดราคา หรือบางรายที่เป็นเคสใหญ่ๆ ที่มีการซื้อขายกันเป็นปีล่วงหน้ามักจะใช้ภาษีคนละครึ่ง หรือ 1 ใน 3 ความรับผิดชอบนี้หมายความว่าในกระบวนการที่ผู้นำเข้าจะเสียภาษี ผู้ขายซึ่งเป็นผู้ส่งออกจะช่วยแบ่งเบาภาระเพื่อให้คนที่จะเอาของไปขายสามารถยังขายต่อได้ แต่แน่นอนก็มีบางรายการสินค้า ถ้าเป็นสินค้าที่ไม่ได้แข่งขันกันสูง และมีผู้ผลิตอยู่น้อยราย สินค้าเหล่านี้มักจะถูกขายไปตามสาขาที่ตั้งใหม่แล้วผลกระทบก็ลงไปถึงผู้บริโภคแล้ว เอาเป็นว่ายอมรับระดับหนึ่งแล้วว่าผู้บริโภคต้องซื้อแพง ก็เป็นเรื่องที่ผ่านไปหลายเดือน ตอนนี้ราคาสินค้าก็ได้ถูกส่งผ่านไปถึงผู้บริโภค เพราะผู้ผลิต ผู้ส่งออก อาจจะไม่สามารถช่วยอุดหนุนเรื่องของต้นทุนได้นานมากเกินไป เพราะสุดท้ายก็จะกินทุนเข้าเนื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทไทยแข็งค่ามาก ส่วนใหญ่เราก็เริ่มมีการพูดคุยเจรจาบอกว่าสิ่งที่ช่วยเราก็อาจจะผ่อนคลายสัก 3 เดือน บางราย 6 เดือน ขณะที่บางรายที่เขามีความสามารถสูงก็อาจยาวเป็นปีก็มี อันนี้ไม่เหมือนกันสักรายเลยเท่าที่สอบถามมา


ในภาคเอกชนผู้ส่งออก จะทำอย่างไรกันต่อไปดี

 

ระยะสั้นก็คือตอนนี้ต้องเร่งส่งออกเลย เพราะเชื่อว่าผู้นำเข้าก็เร่งนำเข้าอยู่เหมือนกัน มันมีสัญญาณให้เห็นเหมือนกันว่าในช่วงปลายปีที่ผ่านมามียอดลดลง ก็เริ่มมีการกลับมาส่งออกมากขึ้นในเดือนมกราคมก่อนที่จะมีคำสั่งของศาลสูง ดังนั้น ความหมายก็คือว่าปลายทางสต๊อกเริ่มหมดแล้ว ที่ปีที่แล้วมีการนำเข้าไปในช่วงต้นปีมากๆ เพื่อเอาไปประกันความเสี่ยงไว้ สุดท้ายแล้วก็เริ่มใช้ไปจนจะหมด จะต้องสั่งซื้อใหม่ เชื่อว่าจะเป็นสัญญาณที่ดีในช่วง 2-3 เดือนนี้ที่จะสามารถผลักดันการส่งออกได้มากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนที่ยังมีอยู่ ก็ยังทำให้เรายังต้องเดินเกมเหมือนเดิมต่อเรื่องการเจรจาในกลุ่มประเทศอื่นๆ  หรือการที่เราจะไปเจรจาที่เราอาจจะไม่เคยส่งตรงไปที่เขา แต่ส่งผ่านไปยังประเทศอื่นอะไรทำนองนี้ ก็ยังต้องทำต่อเนื่อง


ผู้ส่งออกอาจจะหวังว่าการใช้มาตรา 122 ใช้ได้แค่ 5 เดือนเท่านั้น หลังจากนั้นแล้วเราอาจจะได้ประโยชน์ก็ได้ ซึ่งจะหวังอย่างนั้นไม่ได้ใช่ไหม

   

ไม่ได้ อันนี้ถือว่าเป็นระยะสั้นที่ถ้าจังหวะเราได้เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด ส่งออกให้ได้มากที่สุด แต่ในเวลาเดียวกันเราก็คงต้องพยายามหาตลาดอื่นๆ จะได้มีการกระจายตลาดมากขึ้น อย่าหวังพึ่งตลาดเดียว เพราะความไม่แน่นอนมีสูง ยังมีอีกหลายมาตรการที่สหรัฐอเมริกาสามารถใช้ได้ ที่ง่ายสุดที่ใช้ได้ในกรณีที่ราคาสินค้าจากประเทศใดประเทศหนึ่งที่ส่งเข้าไปสหรัฐอเมริกาแล้วต่ำกว่าทุน หมายความว่าเขาเอาไปเทียบกับที่เขาผลิตเอง คือเขามีผลิตเองในประเทศ ปรากฏว่าแข่งขันแล้วสู้ไม่ได้ ก็สามารถฟ้องร้องได้ จริงๆ ต้นทุนมันไม่เหมือนกันอยู่แล้ว แต่ก็เป็นวิธีการของการค้าระหว่างประเทศที่เขาใช้กัน


ประเมินได้หรือไม่ว่าจังหวะนี้จะมีสินค้าประเภทไหนน่ากังวล หรือสินค้าไหนกลับจะดีขึ้นมาเลยจากเหตุการณ์นี้

 

จริงๆ แล้ว ถ้าดูจากตัวเลขที่ผ่านมาในช่วง 1 ปี ไม่ว่าจะมีภาษีขยับขึ้น สินค้ากลุ่มที่มีความจำเป็นในยุคปัจจุบันก็ไม่ได้ถดถอยลงไปเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นในการใช้ชีวิตความเป็นอยู่สูง สินค้าอุปโภคบริโภค ก็ยังมีความจำเป็นอยู่ เพียงแต่การบริโภคเขาไม่ได้เติบโตสูงๆ  เป็นแบบไปได้เรื่อยๆ 

 

ส่วนที่ทำให้ทั้งปีมีการเติบโตดีมากๆ  จะเป็นสินค้าที่เกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆ ที่เอาไปตอบโจทย์การทำงานที่ใช้ไอทีมาช่วยมากขึ้น ลดการใช้คนหรือว่าอัปเกรดจากการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าปกติเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มี AI กลุ่มนี้คิดว่ายังมีการเติบโตต่อเนื่อง


รัฐบาลจะต้องทำอะไรบ้าง ขณะที่ภาคเอกชนต้องประสานงานอะไรอย่างไร

 

เท่าที่ติดตามทางกระทรวงพาณิชย์ยังคงเดินหน้าตลอดเรื่องการเจรจา สิ่งสำคัญคือการคอยอัปเดตกับภาคเอกชนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นใน 1 ปีที่ผ่านมามีการปรับตัวกันอะไรอย่างไร ตัวไหนไปได้ ตัวไหนที่เวลาเจรจาพอจะส่งเสริมได้ หรือตัวที่พยายามช่วยจริงๆ แล้ว ที่ผ่านมาก็มีการพูดคุยกันต่อเนื่อง อยากให้เป็นอย่างนี้ต่อไป เพราะว่าช่วงนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลพอดี ก็ไม่อยากให้ชะลอไป คิดว่าต้องประสานงานกันอย่างใกล้ชิด


ช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้ถือว่าเป็นรัฐบาลรักษาการแล้วทำให้สะดุด 

ยังมีความต่อเนื่องอยู่ ขณะที่เรื่องการเจรจาไม่ใช่แค่ฝ่ายเราอยากเจรจา สหรัฐอเมริกาเองก็ต้องเร่งดำเนินการด้วย ฉะนั้น มีนัดหมายมาเราก็ต้องไปดำเนินการต่อ


อย่างสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ หรือ USTR ที่เขาเข้ามาเจรจากับเรา ตั้งแต่ช่วงการเลือกตั้งก็มีการเปิดเจรจาอีกรอบหนึ่ง แต่อย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย เขาเจรจาเสร็จไปแล้ว อันนี้ถือว่าจะทำให้เราเสียเปรียบหรือได้เปรียบอะไรหรือไม่

 

ไม่ได้เสียเปรียบ เพราะจริงๆ แล้วจังหวะของการเจรจา ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเป็นแบบไหน เจรจาแล้วจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบมันอยู่ที่ตารางความลับ การเจรจาที่ช้ากว่ากลับเป็นประโยชน์ในการเจรจาเพิ่ม


ช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 มองว่ายังส่งออกได้ดีต่อเนื่อง

 

สินค้าหลักๆ ที่ทำให้ตัวเลขพื้นฐานเราเติบโตได้ดีอย่างที่กล่าวมาคืออิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั้งหลาย ส่วนตัวอื่นอาจจะได้อานิสงส์จากมาตรการล่าสุดของสหรัฐอเมริกาที่ผู้นำเข้าของสหรัฐอเมริกาเร่งนำเข้าอีกรอบหนึ่ง อย่างน้อยที่สุดถึงแม้ทรัมป์จะประกาศตัวเลขใหม่จากภาษีปกติภายใน 5 เดือนนี้อยู่ที่ 15% แต่ 15% นี้ยังดีกว่า 19% เดิมที่เราได้รับมาก่อนหน้านี้ 


สุดท้ายนี้ อยากฝากอะไร

 

ก็ต้องให้กำลังใจทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือเอกชน เพราะเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอนมาโดยตลอดในระยะเวลา 1 ปีเศษๆ มันมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อย่างไรก็ตามก็ขอเป็นกำลังใจ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือเอกชนที่ต้องปรับแนวทางการรับมือ เตรียมการที่ค่อนข้างเข้มข้น คือเริ่มรู้ตัวเองว่า เราไม่สามารถอยู่ๆ ปล่อยให้มันไหลๆ ไป เรียกมาอย่างไรเราก็ไปอย่างนั้น คงไม่ใช่ เพราะที่ผ่านมาเราก็เห็นการทำงานของเราที่พยายามแก้ไขสถานการณ์อย่างเต็มที่ 

    

 
 
 

Comments


bottom of page