ปรับพอร์ตหุ้นไทย บนความผันผวนของตลาดหุ้นโลก
- 15 hours ago
- 2 min read

ตลาดหุ้นโลกยังคงเจอกับปัจจัยที่ซับซ้อน: ทิศทางของตลาดหุ้นโลกกำลังเผชิญกับความซับซ้อนของปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์มหภาค ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของกลไกตลาดในระดับจุลภาค บ่งชี้ถึงสภาวะที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังตกอยู่ในภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk-off Sentiment) อย่างรุนแรง ซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยแรงกดดันจากการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่ทะยานแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกในปี 2551 ประกอบกับความกังวลที่ทวีความรุนแรงขึ้นเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งแม้จะมีสัญญาณการเจรจาทางการทูตปรากฏขึ้น แต่การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบทรงตัวในระดับสูง และสร้างความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ (Sticky Inflation)
สาเหตุรากฐานที่อยู่เบื้องหลังความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐ เกิดจากการที่ตลาดพันธบัตรส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี (10-Year US Treasury Yield) ซึ่งเป็นอัตราอ้างอิงของต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลก ได้พุ่งทะยานทะลุระดับร้อยละ 4.67 ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในรอบ 16 เดือน ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ซึ่งสะท้อนความคาดหวังด้านเงินเฟ้อระยะยาว ได้พุ่งขึ้นแตะระดับร้อยละ 5.197 ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยปรากฏให้เห็นเลยนับตั้งแต่วิกฤตการณ์สินเชื่อซับไพรม์และการล่มสลายของระบบการเงินโลกในปี 2551 การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนนี้ทำงานผ่านกลไกการประเมินมูลค่า (Valuation Mechanism) โดยทำให้ส่วนชดเชยความเสี่ยงของตราสารทุน (Equity Risk Premium) ลดลงอย่างมาก เมื่ออัตราผลตอบแทนปราศจากความเสี่ยง (Risk-free Rate) สูงขึ้นถึงระดับร้อยละ 5 นักลงทุนสถาบันและผู้จัดการกองทุนระดับโลกย่อมตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าในการถือครองหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงกว่า
สิ่งนี้นำไปสู่การจัดสรรเงินทุนใหม่ (Capital Reallocation) จากตลาดหุ้นกลับสู่ตลาดพันธบัตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้การร่วงลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการที่หุ้นกลุ่มนี้มีมูลค่าตามกระแสเงินสดในอนาคต (Future Cash Flows) ซึ่งจะถูกหักลบด้วยอัตราคิดลด (Discount Rate) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ดี สภาพเศรษฐกิจของสหรัฐในปัจจุบันกำลังเผชิญกับสภาวะที่นักวิเคราะห์เรียกว่า "เศรษฐกิจรูปตัวเค" (K-shaped Economy) ซึ่งผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูงยังคงมีกำลังซื้อและได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นทางการคลัง รวมถึงความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นจากราคาอสังหาริมทรัพย์ ในขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยกำลังเผชิญความยากลำบาก ความย้อนแย้งนี้ทำให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ยังคงสามารถอัดฉีดเม็ดเงินลงทุน (CAPEX) มูลค่ามหาศาลเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ต่อไป แม้จะต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมอัตราดอกเบี้ยสูงก็ตาม
นอกจากนี้ ในส่วนของตลาดหุ้นยุโรป ปัจจัยกระตุ้นความเชื่อมั่นในภูมิภาคยุโรปเกิดจากพัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าเขาระงับแผนการโจมตีทางทหารต่ออิหร่านไว้ชั่วคราว หลังจากได้รับการร้องขอจากชาติพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซีย เช่น ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ต้องการให้กระบวนการเจรจาทางการทูตทำงานอย่างเต็มที่ ข่าวสารนี้ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) ให้เกิดกระแสเงินทุนไหลเข้าสู่หุ้นกลุ่มวัฏจักร (Cyclical Stocks) ของยุโรป นอกเหนือจากปัจจัยระดับมหภาคแล้ว ตลาดยุโรปยังได้รับแรงหนุนจากความเคลื่อนไหวระดับองค์กร (Corporate Actions) ที่สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางธุรกิจที่กำลังปรับเปลี่ยน ในภาคการธนาคาร Commerzbank ของเยอรมนีได้ปฏิเสธข้อเสนอควบรวมกิจการมูลค่า 39,000 ล้านยูโร จาก UniCredit ของอิตาลี ขณะที่ในภาคอุตสาหกรรมพลังงานของเยอรมนี รัฐบาลได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์เพื่อขายหรือแบ่งแยกกิจการ Uniper ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานที่รัฐบาลเข้าไปอุ้มชูและเข้าถือหุ้นถึงร้อยละ 99.12 ด้วยเม็ดเงินกว่า 13,500 ล้านยูโรในช่วงวิกฤตพลังงานปี 2565 แผนการนี้ถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นหนึ่งในดีลการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ที่ใหญ่ที่สุดในตลาดทวีปยุโรปในปีนี้
ตลาดหุ้นไทยดูดีกว่าเอเชียในภาพรวม: ในส่วนทิศทางของตลาดหุ้นเอเชีย ยังคงต้องพบกับความท้าทายที่ถูกส่งต่อมาจากความกังวลด้านเงินเฟ้อในสหรัฐ ตลาดรับรู้และสะท้อนปัจจัยลบผ่านการเทขายพันธบัตรรัฐบาล (Bond Selloff) ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้เกิดสภาวะที่นักยุทธศาสตร์การเงินเรียกว่า "การบีบอัดส่วนชดเชยความเสี่ยงด้านตราสารทุน" (Squeezing the compensation for equity risk) ความน่าสนใจในการถือครองหุ้นในเอเชียจึงลดลง โดยเฉพาะตลาดหุ้นญี่ปุ่นซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักของภูมิภาค กำลังเผชิญกับแรงขายกดดัน แม้ว่าล่าสุด รัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่งรายงานตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ไตรมาสแรกของปี 2569 ที่แข็งแกร่งเกินคาด โดยขยายตัวร้อยละ 2.1 เมื่อเทียบรายปี (Annualized) ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 1.7 การเติบโตนี้มีแรงหนุนจากการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 และการส่งออกสุทธิที่สนับสนุน GDP อีกร้อยละ 0.3 ตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อ (GDP Deflator) ยังทรงตัวในระดับสูงที่ร้อยละ 3.4 อย่างไรก็ดี ข้อมูลระดับมหภาคที่แข็งแกร่งเช่นนี้กลับกลายเป็นดาบสองคม เนื่องจากไปเพิ่มน้ำหนักให้กับสมมติฐานที่ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) จะมีเหตุผลอันสมควรในการพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อตลาดทุนในระยะสั้น นอกจากนี้ ค่าเงินเยนที่อ่อนค่ายังคงสร้างความกังวลให้กับการจัดทำงบประมาณพิเศษของรัฐบาล
ส่วนตลาดหุ้นจีน ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต (Shanghai Composite) ของจีนแผ่นดินใหญ่ เผชิญความผันผวนโดยการแกว่งตัวนี้เกิดขึ้นควบคู่ไปกับความพยายามของจีนในการปรับสมดุลความสัมพันธ์ระดับนานาชาติ ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้า การที่ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งอย่างเป็นทางการเพียง 48 ชั่วโมงหลังจากการสรุปผลการเจรจาการค้ากับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ ชี้ให้เห็นถึงกลยุทธ์ของรัฐบาลปักกิ่งในการกระชับความสัมพันธ์ด้านพลังงานและการค้าสองทาง (Dual-track Diplomacy) เพื่อคานอำนาจและรักษาเสถียรภาพด้านห่วงโซ่อุปทาน
ในส่วนของตลาดหุ้นไทย ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจระดับชาติเพิ่งเผยแพร่สัญญาณที่สร้างความตื่นเต้นในระดับมหภาค หลังสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้รายงานตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สำหรับไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2569 ซึ่งบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 2.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตัวเลขนี้สูงกว่าระดับร้อยละ 2.5 ที่บันทึกไว้ในไตรมาสก่อนหน้า และเป็นสัญญาณที่แข็งแกร่งกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์หลายสำนัก โดยปัจจัยขับเคลื่อน (Drivers) เบื้องหลังการขยายตัวนี้มีรากฐานที่มั่นคงจากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของภาคการส่งออก การอุปโภคบริโภคของภาคเอกชน และการลงทุน นอกจากนี้ สศช.ยังคงรักษาคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งปี 2569 ไว้ที่ค่ากลางร้อยละ 2.0 โดยหวังพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัว และการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ รวมถึงแผนการกู้ยืมเงินเพื่อบรรเทาปัญหาค่าครองชีพและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด
ปรับกลยุทธ์รับการลงทุนหุ้นไทย: อย่างไรก็ตาม จากสภาวะความตึงเครียดของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรโลกที่กดดันการประเมินมูลค่าหุ้น และปัจจัยการปรับโครงสร้างเกณฑ์ภายในประเทศ การวางกลยุทธ์ในมุมมองระยะสั้นสำหรับพอร์ตการลงทุนจำเป็นต้องอาศัยวิจารณญาณที่รอบคอบ โดยเน้นการตั้งรับเชิงรุก (Proactive Defensive Positioning) เนื่องจากสภาวะแวดล้อมโดยรวมถูกครอบงำด้วยอิทธิพลเชิงลบ (Negative Environment) จากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อในสหรัฐ และความยืดเยื้อของข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ส่งผลให้กลยุทธ์โดยรวมควรเน้นที่การจำกัดความเสี่ยง โดยการลดสัดส่วนการลงทุน (Underweight) ในหุ้นที่มีมูลค่าตึงตัวสูง (High Valuation/Tech) เนื่องจากแรงปะทะจากบอนด์ยีลด์ระยะยาวของสหรัฐที่ทำสถิติสูงสุดจะกดดันราคาหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะความคาดหวังที่สูงเกินไปต่อการประกาศงบของ Nvidia ที่อาจทำให้เกิดการขายทำกำไร
นอกจากนี้ ปัจจัยลบเฉพาะตัวที่กระหน่ำซ้ำหุ้น DELTA ในประเด็นเกณฑ์การจำกัดเพดาน 10% ของตลาดหลักทรัพย์ ยิ่งทำให้หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทยต้องเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนักเพื่อปรับลดสัดส่วนการถือครองของกองทุน ในระยะสั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการเข้าซื้อ รับมีดที่กำลังร่วง (Catching a falling knife) ในกลุ่มนี้ และเพิ่มสัดส่วนการลงทุน (Overweight) ในหุ้นกลุ่มพลังงาน ธนาคาร และหลุมหลบภัย โดยเน้นการถือครองหุ้นที่มีพื้นฐานการเงินยอดเยี่ยม (Strong Financial Results) หุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีขนาดใหญ่ เช่น PTTEP, PTT และ PTTGC มีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างจากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ยืนเหนือร้อยละ 100 เหรียญต่อบาร์เรล นอกเหนือจากผลกำไรจากธุรกิจแกนหลักที่ปรับตัวดีขึ้นแล้ว บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ยังมีแนวโน้มรับอานิสงส์มหาศาลจากเม็ดเงินลงทุนที่จะถูกระบายออกจากหุ้น DELTA และเปลี่ยนทิศทางไหลเข้าสมทบในดัชนี SET50 แทน ทางด้านหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ (เช่น BBL, KBANK, KTB, SCB) ก็ได้รับประโยชน์จากช่องว่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากภายใต้การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. ซึ่งการลงทุนในกลุ่มที่ต้านทานภาวะเงินเฟ้อ (Inflation-resilient) เหล่านี้ทำหน้าที่เป็น “ตาข่ายนิรภัยชั้นดี” สำหรับพอร์ต
ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) ตราบใดที่ SET ยังคงแกว่งตัวเหนือกว่า 1,400 จุดได้ เน้น “อ่อนตัวซื้อลงทุน” สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไปที่ระดับ 75% ของพอร์ต”
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/hippowealththailand และ e-mail ที่ hippowealththailand@gmail.com แล้ว แฟนๆ ยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 97.00 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-16.00 น. เช่นเดิมครับ
ภาพประกอบ: การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)

Source: TradingView






Comments