คลื่นความนิยมหุ้น AI หนุนตลาดหุ้นโลก
- 1 day ago
- 2 min read

ตลาดหุ้นโลกเป็นขาขึ้นชัดเจน: ตลาดหุ้นทั่วโลกแสดงความแข็งแกร่งและฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยได้รับแรงหนุนเชิงโครงสร้างจากปัจจัยเชิงบวกสองประการหลัก ประการแรกคือรายงานผลประกอบการที่ยอดเยี่ยมของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกที่ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Infrastructure) และประการที่สองคือความหวังเกี่ยวกับการเจรจาขยายเวลาหยุดยิงระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ส่งผลให้ดัชนีสำคัญอย่าง S&P 500, Nasdaq และ Nikkei 225 ทะยานขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-Time High) สร้างบรรยากาศการลงทุนที่เปิดรับความเสี่ยง (Risk-on) ไปทั่วโลก ขณะที่ตลาดหุ้นไทย (SET Index) ได้รับแรงหนุนจากตัวเลขการส่งออกเดือนเมษายนที่ขยายตัวร้อนแรงถึง 23.1% นำโดยกลุ่มสินค้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกที่สภาพัฒน์รายงานการขยายตัวที่ 2.8% ซึ่งแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดประเมินไว้
ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำประเมินว่า โมเมนตัมเชิงบวกนี้ประกอบกับมูลค่าพื้นฐานที่น่าสนใจมีโอกาสผลักดันให้ SET Index ทดสอบแนวต้านสำคัญที่ระดับ 1,600 ถึง 1,627 จุดในเดือนมิถุนายน 2569
จากการประเมินสภาวะตลาดจากผลตอบแทนของดัชนีหลักทั่วโลกในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาและตลอดทั้งเดือนพฤษภาคม 2569 สะท้อนให้เห็นถึงกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) และตลาดที่ได้รับผลบวกจากวัฏจักรเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูง ข้อมูลเชิงสถิติบ่งชี้ว่าดัชนี Nasdaq และ Nikkei 225 ทะยานทำสถิติสูงสุดใหม่ นำโดยกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่ดัชนีตลาดเกิดใหม่ (MSCI EM) และ SET Index ฟื้นตัวอย่างโดดเด่น ทั้งนี้บรรยากาศการลงทุนกำลังดำเนินไปในลักษณะที่เปิดรับความเสี่ยงอย่างเต็มที่ (Risk-on Sentiment) โดยมีปัจจัยทางยุทธศาสตร์และปัจจัยทางพื้นฐานธุรกิจเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ โดยเฉพาะการคลี่คลายของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical De-escalation) ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเชิงบวกที่สร้างความโล่งใจให้กับตลาดมากที่สุด เกิดจากการคลี่คลายของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังจากมีรายงานข่าวเชิงลึกระบุว่า สหรัฐอเมริกาและอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) เบื้องต้น เพื่อขยายเวลาการหยุดยิงออกไปอีก 60 วัน แม้ว่าข้อตกลงนี้จะยังต้องรอการอนุมัติขั้นสุดท้ายจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และยังมีความเห็นที่ไม่ตรงกันบางประการจากสื่ออิหร่าน ทว่าความหวังดังกล่าวได้ส่งผลเชิงจิตวิทยาอย่างรุนแรง ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกร่วงลงอย่างรวดเร็ว การลดลงของต้นทุนพลังงานนี้เปรียบเสมือนการปลดล็อกความกังวลของนักลงทุนที่มีต่อแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ (Inflationary Pressures) ซึ่งหากเงินเฟ้อจากภาคพลังงานลดลง ย่อมหมายถึงธนาคารกลางสหรัฐอาจมีความยืดหยุ่นในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้มากขึ้นในอนาคต
นอกจากนี้ยังมีธีมการลงทุนใหม่จากรอบการเติบโตระลอกใหม่ของปัญญาประดิษฐ์ (The AI Supercycle) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแรงส่งสำคัญที่ทรงพลังไม่แพ้กันคือการประกาศผลประกอบการของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะ Dell Technologies ที่รายงานตัวเลขกำไรสุทธิพุ่งสูงกว่าคาดการณ์ของเหล่านักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทอย่างมหาศาล พร้อมทั้งปรับเพิ่มแนวโน้มการเติบโต (Forward Guidance) อันเป็นผลจากอุปสงค์มหาศาลและจับต้องได้จริงในการจัดหาเซิร์ฟเวอร์สำหรับการประมวลผล AI (AI Computing & Infrastructure) สัญญาณนี้ลบล้างความกังวลที่ว่ากระแส AI เป็นเพียงภาวะฟองสบู่ ส่งผลให้ราคาหุ้น Dell ทะยานขึ้นรวดเดียวกว่า 33% และดึงดัชนีกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกให้ปรับตัวขึ้นตาม เกิดพฤติกรรมไล่ซื้อหุ้นเชิงโครงสร้าง (Catch-up Rally) ในตลาดหุ้นเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศที่มีความเชื่อมโยงกับสายการผลิตเซมิคอนดักเตอร์อย่างเกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความร้อนแรง นักลงทุนระดับสถาบันยังคงรักษาความระมัดระวังต่อตัวเลขเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะการประกาศดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐ ประจำเดือนเมษายนที่ปรับตัวสูงขึ้นรวดเร็วที่สุดในรอบ 3 ปี ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญสูงสุด ปัจจัยนี้ยังคงเป็นเงามืดที่คอยย้ำเตือนว่า วัฏจักรดอกเบี้ยขาลงอาจจะยังไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน
ตลาดหุ้นไทยยังคงเด่นในด้านของ Valuation: ในส่วนของตลาดหุ้นไทย มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัวจากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงความทนทาน (Resilience) และการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้รายงานตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 1/2569 ขยายตัวที่ 2.8% พร้อมคงคาดการณ์ GDP ทั้งปี 2569 ไว้ที่ระดับ 1.5-2.5% (ค่ากลาง 2.0%) ปัจจัยหนุนสำคัญไม่ได้มาจากเพียงฐานที่ต่ำในอดีต แต่มาจากการขยายตัวอย่างเป็นรูปธรรมของการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น 2.4% การใช้จ่ายภาครัฐที่เริ่มกลับมาเบิกจ่ายได้ตามปกติขยายตัว 1.2% และการลงทุนภาคเอกชนที่ฟื้นตัวเด่นชัดถึง 3.7%
ทั้งนี้ตัวแปรที่สร้างความประหลาดใจเชิงบวกมากที่สุดคือ "ภาคการค้าระหว่างประเทศ" กระทรวงพาณิชย์รายงานตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนเมษายน 2569 มีมูลค่าสูงถึง 31,583.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 23.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 หากพิจารณาเจาะลึกลงไป โครงสร้างการส่งออกได้รับแรงหนุนจากกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมที่ขยายตัว 27.5% โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่พุ่งทะยานขึ้นถึง 64.6% ซึ่งเป็นการตอบรับโดยตรงต่อกระแสการลงทุน Data Center และอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับโลก ทำให้ไทยสามารถดึงเม็ดเงินจากวัฏจักรเทคโนโลยีนี้ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ขณะเดียวกันการนำเข้าก็ทำสถิติสูงสุดใหม่เช่นกัน โดยขยายตัวถึง 45.0% (มูลค่า 41,604.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ทำให้ดุลการค้าของไทยขาดดุล 10,021.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐในบริบททั่วไป การขาดดุลการค้าอาจถูกมองเป็นปัจจัยลบ แต่ในกรณีนี้เมื่อพิจารณาโครงสร้างการนำเข้าอย่างละเอียดพบว่าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสินค้าทุนและวัตถุดิบ (ขยายตัว 32.8% และ 38.7% ตามลำดับ)ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงวัฏจักรการสะสมทุน (Capital Accumulation) และการเตรียมพร้อมกำลังการผลิตของภาคเอกชนไทยเพื่อรองรับคำสั่งซื้อในอนาคต ซึ่งเป็นสัญญาณของเศรษฐกิจภาคการผลิตจริงที่กำลังขยายตัว ไม่ใช่การนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อเผาผลาญความมั่งคั่ง
ตลาดหุ้นไทย (SET Index) ตอบรับกับความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจมหภาค โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแตะระดับ 68,816.82 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 22.25% จากสัปดาห์ก่อนหน้า สะท้อนการเข้ามามีส่วนร่วมของนักลงทุนสถาบันและแรงเก็งกำไรที่คึกคัก แรงหนุนหลักดึงดัชนีมาจากหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ปรับตัวขึ้นอย่างก้าวกระโดดตาม Sentiment ของตลาดโลก รวมถึงหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าและสายการบินที่ได้รับประโยชน์อย่างรวดเร็ว (Quick Win) จากการร่วงลงของราคาน้ำมันดิบ ที่ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนผันแปร
อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมของนักลงทุนต่างชาตินั้นน่าค้นหาอย่างยิ่ง พวกเขาขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยเพียง 531 ล้านบาท แต่ในขณะเดียวกันกลับซื้อสุทธิในตลาดพันธบัตรไทยสูงถึง 16,771 ล้านบาท พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนกระแสเงินทุนไม่ได้ไหลออกจากประเทศไทย (No Capital Flight) โดยเงินทุนต่างชาติยังคงอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่มีการจัดสรรเงินทุนแบบตื่นตัว (Tactical Asset Allocation) โดยโยกย้ายเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยที่มีความผันผวนต่ำ (Safe Haven) อย่างพันธบัตรรัฐบาล เพื่อล็อกผลตอบแทนที่แน่นอน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ
ในส่วนของตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจสำหรับการจัดสรรเงินทุนในระยะกลางถึงยาว การพิจารณาในมิติของคุณค่าพื้นฐาน (Valuation) เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ปัจจุบันตลาดหุ้นไทย (SET Index) ถือว่าซื้อขายอยู่ในระดับที่มีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) สูง และมีเสถียรภาพด้านกระแสเงินสดเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นมหาอำนาจทั่วโลก โดยที่ปัจจุบันอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E Ratio) ของ SET Index ปัจจุบันซื้อขายอยู่ที่ระดับ P/E 16.92 เท่าซึ่งถือเป็นระดับที่สมเหตุสมผลและค่อนข้างถูกเมื่อนำไปเทียบเคียงกับดัชนีหลักของโลกอย่าง MSCI World Index ที่ปัจจุบันมีอัตราส่วน P/E พุ่งสูงถึง 24.39 เท่า (และ Forward P/E ที่ 19.36 เท่า) รวมถึงยังถูกกว่าดัชนีกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่โดยรวมอย่าง MSCI Emerging Markets ที่มีอัตราส่วน P/E 18.48 เท่า ขณะที่อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV Ratio) ในแง่ของมูลค่าสินทรัพย์ SET Index ซื้อขายที่ P/BV เพียง 1.44 เท่าต่ำกว่าดัชนีตลาดเกิดใหม่ (MSCI EM) ที่ซื้อขายกันที่ 2.42 เท่า และต่ำกว่าดัชนีหุ้นโลกประเทศพัฒนาแล้ว (MSCI World) ที่สูงถึง 4.00 เท่าอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้ลงทุนในตลาดหุ้นไทยกำลังซื้อสินทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในราคาที่ใกล้เคียงกับมูลค่าทางบัญชีจริง ลดความเสี่ยงจากการพังทลายของฟองสบู่ในสภาวะที่ตลาดโลกผันผวน
นอกจากนี้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) คือจุดแข็งที่ทรงพลังที่สุดของตลาดหุ้นไทยในสภาวการณ์ปัจจุบันคืออัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยที่สูงถึง 4.08% ในขณะที่ดัชนีโลกอย่าง MSCI World ให้ผลตอบแทนเงินปันผลเพียง 1.56% และ MSCI EM อยู่ที่ 2.07% นอกจากนี้ ดัชนีตลาดหุ้นขนาดกลางและเล็กของไทย (mai) ยังให้ผลตอบแทนเงินปันผลที่ 3.74% โดยมี P/BV ต่ำเพียง 1.09 เท่า ทั้งนี้การมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของดัชนีระดับโลกกว่าเท่าตัว ทำให้ตลาดหุ้นไทยเปรียบเสมือนสินทรัพย์ปลอดภัยที่สามารถสร้างกระแสเงินสด (Cash Flow) ให้แก่นักลงทุนได้อย่างสม่ำเสมอท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ต้นทุนทางการเงินสูง และความกังวลเรื่องการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงของธนาคารกลางทั่วโลก
ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) ตราบใดที่ SET ยังคงแกว่งตัวเหนือกว่า 1,500 จุดได้ เน้น “อ่อนตัวซื้อลงทุน” สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-only แนะนำ “เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไปที่ระดับ 75% ของพอร์ต”
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/hippowealththailand และ e-mail ที่ hippowealththailand@gmail.comแล้ว แฟนๆ ยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 97.00 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-16.00 น. เช่นเดิมครับ
ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)

Source: TradingView






Comments