ตลาดหุ้นโลกพักฐานแน่นอนจากประเด็นอิหร่าน
- 16 minutes ago
- 1 min read

ความผันผวนมีสูงมาก ! ความตึงเครียดทางทหารที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 ได้กลายเป็นปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุดต่อระบบการเงินโลกในเวลานี้ เพราะความขัดแย้งดังกล่าวไม่ได้กระทบเฉพาะภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่กระทบ “หัวใจของระบบพลังงานโลก” ผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เมื่อเส้นทางดังกล่าวเกิดความเสี่ยง ตลาดพลังงานและตลาดทุนทั่วโลกจึงตอบสนองทันที โดยราคาน้ำมันดิบ Brent กระโดดขึ้นเหนือ 80-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว
สำหรับนักลงทุนทั่วโลก เหตุการณ์นี้ทำให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่าราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจะทำให้เงินเฟ้อกลับมา และทำให้ธนาคารกลางต้องชะลอการลดดอกเบี้ยหรือไม่
คำถามดังกล่าวคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เดือนมีนาคม 2569 กลายเป็นเดือนที่มีความผันผวนสูงสำหรับตลาดหุ้นโลก ทั้งนี้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางเดินเรือที่เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับมหาสมุทรอินเดีย และเป็นทางผ่านของน้ำมันประมาณ 20% ของการค้าพลังงานโลก หากเส้นทางนี้ถูกปิดหรือถูกจำกัดการเดินเรือ แม้เพียงบางส่วน ผลกระทบต่อระบบพลังงานโลกจะเกิดขึ้นทันที
ข้อมูลจากนักวิเคราะห์ตลาดพลังงานระบุว่า การปิดเส้นทางดังกล่าวเพียงไม่กี่สัปดาห์สามารถสร้าง Risk Premium ต่อราคาน้ำมันได้มากกว่า 10-14 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาไม่ได้อยู่แค่การผลิตน้ำมัน แต่เป็นเรื่องการขนส่ง เพราะแม้ประเทศผู้ผลิตจะยังมีน้ำมัน แต่หากไม่สามารถส่งออกผ่านฮอร์มุซได้ ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกก็จะลดลงทันที นักวิเคราะห์บางรายเตือนว่า หากเส้นทางนี้หยุดชะงักเป็นเวลานาน ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะกลายเป็น “energy shock” สำหรับเศรษฐกิจโลก ซึ่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกที่สำคัญที่สุด คือเงินเฟ้ออาจกลับมา
ทั้งนี้ในช่วงปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังพยายามควบคุมเงินเฟ้อให้กลับสู่ระดับเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานมีลักษณะคล้าย “ภาษีที่เพิ่มขึ้นต่อเศรษฐกิจโลก” เพราะต้นทุนพลังงานส่งผ่านไปยังค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง ต้นทุนสินค้าอุตสาหกรรม และราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยที่นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า หากราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง เงินเฟ้อที่กำลังลดลงอาจกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลาง เช่น Fed หรือ Bank of England ชะลอการลดดอกเบี้ย ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าผลกระทบดังกล่าวเป็นสิ่งที่ตลาดหุ้นกังวลมากที่สุด เพราะอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นหมายถึงต้นทุนทางการเงินของบริษัทสูงขึ้น มูลค่าปัจจุบันของกำไรในอนาคตลดลง และนักลงทุนลดความเสี่ยงในสินทรัพย์เสี่ยง
ในส่วนของผลกระทบต่อกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นโลก พบว่าในช่วงวิกฤตพลังงาน ตลาดหุ้นมักเกิดปรากฏการณ์ sector rotation อย่างชัดเจน โดยกลุ่มที่ได้ประโยชน์ ได้แก่พลังงาน น้ำมันและก๊าซ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ขณะที่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบด้านลบ ได้แก่สายการบิน การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง ในส่วนของผลกระทบต่อตลาดหุ้นหลักนั้น ตลาดหุ้นสหรัฐยังคงเป็นศูนย์กลางของระบบการเงินโลก แม้สหรัฐจะผลิตน้ำมันได้มาก แต่ราคาพลังงานโลกที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลต่อเงินเฟ้อ ความเชื่อมั่นผู้บริโภค และนโยบายดอกเบี้ยของ Fed
ดังนั้น หากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง ตลาดหุ้นสหรัฐอาจเผชิญความผันผวน โดยเฉพาะหุ้นที่มีมูลค่าสูง ขณะที่ยุโรปถือเป็นภูมิภาคที่เปราะบางต่อวิกฤตพลังงานมากที่สุด โดยราคาก๊าซในยุโรปพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงวิกฤตล่าสุด และนักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าต้นทุนพลังงานที่สูงอาจกระทบเศรษฐกิจยุโรปในวงกว้าง
ส่วนประเทศในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย เป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ จึงมีความอ่อนไหวต่อราคาพลังงานสูง ตลาดหุ้นในภูมิภาคนี้จึงมักตอบสนองต่อข่าวความตึงเครียดในตะวันออกกลางอย่างรวดเร็ว
ตลาดหุ้นเอเชียกระทบเยอะ : ในส่วนตลาดหุ้นเอเชีย “หนีไม่พ้น” คือ ความเสี่ยงการสู้รบที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ซึ่งโยงโดยตรงกับช่องแคบฮอร์มุซ-คอขวดพลังงานของโลก เมื่อความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ตลาดไม่ได้แค่กังวลข่าวสงคราม แต่กำลัง “รีไพรซ์” โอกาสเกิดช็อกต้นทุนพลังงาน และ ความปั่นป่วนของการขนส่ง ที่ทำให้เงินเฟ้อกลับมาได้ง่าย และทำให้เส้นทางดอกเบี้ยทั่วโลก “ผ่อนช้าลง” กว่าที่คาด ประเด็นสำคัญคือ ฮอร์มุซอาจไม่ได้ปิดแบบคำสั่งทางการ 100% แต่ตลาดกำลังเจอสิ่งที่หนักพอๆ กัน คือ “ปิดทางในเชิงพาณิชย์” (de facto closure) เพราะผู้ประกอบการเดินเรือ/บริษัทน้ำมัน/ผู้รับประกันภัยลดการเดินเรือหรือเรียกเบี้ยประกันระดับสูงจน “ไม่คุ้มวิ่ง” ส่งผลให้การไหลของพลังงานชะงักในทางปฏิบัติ แม้ยังมีเรือบางส่วนวิ่งได้ แต่การถอนตัวของผู้ให้บริการและประกันภัยทำให้การเดินเรือส่วนใหญ่ “ไม่เป็นเศรษฐศาสตร์” และชี้ว่าความเสี่ยงต่อพลังงานเอเชียหนักที่สุด โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพานำเข้าผ่านเส้นทางนี้
นี่คือเหตุผลที่ตลาดเอเชียตอบสนองแรงกว่าตลาดสหรัฐ ในหลายจังหวะ เนื่องจากเอเชียจำนวนมากเป็น “ผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ” และมี sensitivity ต่อช็อกพลังงานสูงกว่า ขณะที่ความขัดแย้งอิหร่านกระทบหุ้นเอเชียผ่าน 4 ช่องทางใหญ่ (และเกิดพร้อมกัน)
1) Energy shock ทำให้เงินเฟ้อคาดการณ์สูงขึ้น และดอกเบี้ยลดช้าลง ทั้งนี้เมื่อ Brent ขยับแรง (บางสำนักรายงานดีดจากใกล้ $73 ไปโซนกลาง-$80 ในเวลาไม่นาน) ตลาดจะเริ่มเพิ่มน้ำหนักว่า “เงินเฟ้ออาจกลับมา” และธนาคารกลางจะไม่กล้าผ่อนคลายเร็ว ผลคือ อัตราคิดลด (discount rate) สำหรับหุ้นเติบโต/หุ้นที่ P/E แพง ถูกปรับ “เข้มขึ้น” ทันที
2) โลจิสติกส์-ประกันภัย-ความเสี่ยงการเดินเรือ จะกระทบต้นทุนซัพพลายเชน เพราะเมื่อเรือรอจำนวนมาก เบี้ยประกันสูงขึ้น และผู้ให้บริการรายใหญ่หยุดวิ่งบางเส้นทาง ความเสี่ยงไม่ได้จบที่น้ำมันดิบ แต่ลามสู่ ค่าระวาง/ต้นทุนการขนส่ง/ความไม่แน่นอนของ supply ทำให้หุ้นที่ใช้พลังงานสูงหรือพึ่งพาขนส่งมากจะโดนกดดัน (ขนส่ง-โลจิสติกส์ เคมี อุตสาหกรรมหนัก)
3) ภาวะ Risk-off เป็นผลให้เงินไหลเข้าดอลลาร์เป็นช่วงๆ และตลาดหุ้นเอเชียผันผวน เพราะเมื่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เด่น ตลาดมักลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงใน EM/เอเชีย ทำให้ค่าเงินเอเชียและตลาดหุ้นผันผวนตามกระแสเงินทุน
4) เกิด Sector rotation เนื่องจากการที่หุ้น “พลังงานขึ้น-สายการบินลง” เป็นแพตเทิร์นคลาสสิก โดย Al Jazeera รายงานว่าในเอเชีย กลุ่มสายการบินโดนหนักจากต้นทุนน้ำมันและเที่ยวบินถูกยกเลิก โดยยกตัวอย่าง Korean Air ร่วงมากกว่า 9% และ Japan Airlines ลดลงราว 6% ในช่วงตลาดตอบสนองต่อสงคราม ในส่วนของตลาดหุ้นหลัก แน่นอนว่าเกาหลีใต้ เป็น “ตลาดผู้นำเข้าพลังงาน” และมีโอกาสได้รับผลกระทบมากที่สุด รองลงมาคือญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศทรัพยากรพลังงานจำกัด จึงถูกมองว่าเสี่ยงจากฮอร์มุซโดยตรง
บทความสรุปตลาดเอเชียระบุว่าญี่ปุ่นอาจโดนมากเป็นพิเศษเพราะน้ำมัน/ก๊าซจำนวนมากขนผ่านฮอร์มุซ แม้จะมีสต๊อกสำรองจำนวนมาก ในส่วนของตลาดหุ้นไทย “แกน” ของเรื่องนี้อยู่ที่คำว่า พลังงาน-เงินเฟ้อ-บาท-นโยบายการเงิน ไม่ใช่แค่ราคาหุ้นรายตัว ทั้งนี้ผู้ว่าการ ธปท. เตือนเป็นตัวเลขค่อนข้างชัดว่า หากราคาน้ำมันเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10 ดอลลาร์/บาร์เรล อาจทำให้ GDP ไทยลดลงราว 0.1-0.15% และทำให้ เงินเฟ้อสูงขึ้นราว 0.4-0.5% พร้อมชี้ว่าไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางราว 60% และต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ในส่วนของกลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์/กันกระแทกได้ ได้แก่ พลังงานต้นน้ำ-โรงกลั่นบางช่วง (รับอานิสงส์ราคาน้ำมัน) และหุ้น defensive ที่กระแสเงินสดนิ่ง (สื่อสาร/สาธารณูปโภค) เพราะตลาดต้องการที่พักเงินเมื่อผันผวน ขณะที่กลุ่มที่ถูกกดดันชัด ได้แก่ขนส่ง โลจิสติกส์ สายการบิน ท่องเที่ยว (ต้นทุนเชื้อเพลิง + ความเสี่ยงดีมานด์) และกลุ่มอุตสาหกรรมใช้พลังงานสูง/เคมี หากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานขึ้นพร้อมกัน
ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) ตราบใดที่ SET ยังคงแกว่งตัวเหนือกว่า 1,400 จุดได้ เน้น “อ่อนตัวซื้อลงทุน” สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไปที่ระดับ 75% ของพอร์ต”
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/hippowealththailand และ e-mail ที่ hippowealththailand@gmail.com แล้ว แฟนๆ ยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 97.00 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-16.00 น. เช่นเดิมครับ
ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)

Source: TradingView





Comments