top of page
556550.jpg
553309.jpg

พายุภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลอนุทิน 2

  • 20 hours ago
  • 1 min read


ภาวะ "Higher for Longer" และวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: จุดเปลี่ยนที่สร้างความชัดเจนให้กับตลาดทุนไทยในเดือนเมษายน 2569 คือความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้ง 35 คน เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 6 เมษายน 2569 รัฐบาลชุดนี้ถูกจับตามองอย่างมากในฐานะรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ ซึ่งเน้นหนักไปที่นโยบาย "เสถียรภาพทางการคลัง" และการสานต่อโครงการลงทุนภาครัฐที่ค้างท่ออยู่ โดยเฉพาะในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมาที่มีความไม่แน่นอนทางการเมืองสูง โครงสร้างนโยบายที่รัฐบาลเตรียมแถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 9-10 เมษายน 2569 มีความยาวรวม 21 หน้า โดยยึดหลักการพิทักษ์สถาบันหลักของชาติและการบริหารราชการบนพื้นฐานของหลักนิติธรรม 


ในมิติทางเศรษฐกิจ รัฐบาลได้ชู "5 เสาหลัก" ในการขับเคลื่อนประเทศ ประกอบด้วย ด้านเศรษฐกิจมหภาคและการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ด้านการผลิต การค้า และบริการ ด้านโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งแวดล้อม ด้านสังคมและสวัสดิการ และด้านการต่างประเทศและความมั่นคง โดยนโยบายเร่งด่วน 23 ข้อที่ปรากฏในร่างคำแถลงนโยบาย ครอบคลุมถึงการสร้างโอกาสเริ่มต้นและเติบโตให้กับ SMEs การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่ยุคดิจิทัลผ่านระบบ "รัฐบาลดิจิทัลอัจฉริยะ" และการเร่งผลักดันร่างกฎหมาย Super License เพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเร่งศึกษาการยกเลิก MOU 2544 เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา และการทบทวนนโยบาย Free Visa ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในระยะถัดไป 


นักวิเคราะห์จากหลายสำนักมองว่า เสถียรภาพของรัฐบาลใหม่และความต่อเนื่องของนโยบายจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติให้ไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง ทั้งนี้ทิศทางของตลาดหุ้นไทยในเดือนเมษายน 2569 ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากปัจจัยระดับโลกได้ โดยเฉพาะนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่ยังคงมีความเข้มงวดสูงกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้ ในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Fed มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ช่วงร้อยละ 3.50-3.75 แม้จะมีการส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการปรับลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปีนี้ แต่ด้วยตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐที่ยังคงเหนียวแน่นและอานิสงส์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ทำให้นักวิเคราะห์จาก JPMorgan ประเมินว่า Fed อาจจะไม่ลดดอกเบี้ยเลยตลอดทั้งปี 2569 และอาจจะเลื่อนการลดดอกเบี้ยครั้งแรกไปถึงปีหน้า 


นอกจากนี้ ตลาดทุนทั่วโลกยังคงตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการปะทะกันระหว่างอิหร่านและอิสราเอล-สหรัฐ ซึ่งนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569 เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง และกลายเป็นความเสี่ยงด้านต้นทุน (Energy Shock) ต่อทุกภาคส่วนเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์แรกของเดือนเมษายนเริ่มมีสัญญาณบวกจากการหารือระหว่างอิหร่านและโอมานเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ รวมถึงความพยายามของสหราชอาณาจักรและ UAE ในการเปิดเส้นทางเดินเรือเสรี ซึ่งช่วยบรรเทาความตื่นตระหนกในตลาดการเงินได้ระดับหนึ่ง

 

พายุต้นทุนทุบเศรษฐกิจฐานราก: แม้ภาพรวมการเมืองจะเริ่มมีความชัดเจน แต่เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับ "พายุต้นทุน" ที่โหมกระหน่ำอย่างหนัก โดยเฉพาะวิกฤตราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ต้นปี 2569 ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 70 ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพและต้นทุนการขนส่งสินค้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ออกมาแจ้งเตือนว่า หากราคาน้ำมันดีเซลแตะระดับ 35 บาทต่อลิตร (หลังจากปรับขึ้นจาก 29.94 บาท ขึ้นมาที่ประมาณ 33 บาท) จะทำให้ราคาสินค้าปรับขึ้นทันทีร้อยละ 6-8 และเกิดผลกระทบลูกโซ่ต่อทุกอุตสาหกรรม (โดยปัจจุบันดีเซลขึ้นมาเหนือ 50 บาทเรียบร้อยแล้ว) 


นอกจากราคาน้ำมันแล้ว คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ยังได้เคาะค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (FT) สำหรับงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2569 ไว้ที่ระดับ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งแม้จะมีการใช้เงินเรียกคืน(Claw back) จำนวน 9,400 ล้านบาทมาช่วยลดภาระได้ประมาณ 13 สตางค์ต่อหน่วยแล้ว แต่ค่าไฟฟ้ายังคงอยู่ในระดับสูงเนื่องจากราคา LNG ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นจาก 12 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู เป็น 25 ดอลลาร์ จากผลกระทบของสงคราม 


ภาวะดังกล่าวนำไปสู่ความกังวลเรื่อง "Stagflation" หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อพุ่งสูง โดยเงินเฟ้อในปีนี้คาดว่าจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับร้อยละ 2-3 ซึ่งจะกดดันการบริโภคภาคเอกชนอย่างรุนแรง 

 

ในมิติของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ดัชนีได้ผ่านพ้นช่วง "มีนาคมทมิฬ" ที่เคยดิ่งหลุดระดับจิตวิทยา 1,500 จุดลงไปเคลื่อนไหวแถว 1,440-1,460 จุด จากความกังวลเรื่องภาวะ Energy Shock แต่เมื่อก้าวเข้าสู่เดือนเมษายน ดัชนี SET เริ่มมีการฟื้นตัวเล็กน้อย โดยปิดที่ระดับ 1,454.00 จุด ณ วันที่ 3 เมษายน 2569 หากพิจารณาในเชิงสถิติ ตลาดหุ้นไทยในเดือนเมษายนมักจะเป็นเดือนที่มีความผันผวนสูงเนื่องจากมีวันหยุดยาวช่วงเทศกาลสงกรานต์และเป็นช่วงที่บริษัทจดทะเบียนขึ้นเครื่องหมาย XD เพื่อจ่ายเงินปันผลจำนวนมาก ซึ่งจะมีผลทำให้ดัชนีปรับตัวลดลงตามมูลค่าเงินปันผล (Dividend Drop) ด้านความเชื่อมั่นและมูลค่าหุ้น (Valuation) ตลาดหุ้นไทย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 มีค่า P/E Ratio อยู่ที่ระดับ 16.63 เท่า ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ไม่ได้แพงเกินไปเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต นักวิเคราะห์มองว่า SET Index ยังอยู่ใน Valuation โซนล่าง ขณะที่ตลาดภูมิภาคอื่นๆ เริ่มมีความตึงตัวแล้ว ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Market Yield) ของตลาดหุ้นไทยขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับร้อยละ 4.39 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ในเอเชีย นี่คือปัจจัยหลักที่ช่วย "รองรับ" (Floor) ไม่ให้ดัชนีปรับลดลงรุนแรงเกินไปท่ามกลางปัจจัยลบ

 

ปันผลสูงคือเกราะป้องกันตลาด: พฤติกรรมของนักลงทุนต่างชาติต่อตลาดหุ้นไทยในปี 2569 มีความน่าสนใจและแตกต่างจากรอบการเลือกตั้งหลายครั้งในอดีต ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ต่างชาติกลับเข้าซื้อสุทธิทั้งในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทยพร้อมกันในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้งปี 2569 โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 9-11 กุมภาพันธ์ 2569 พบยอดซื้อสุทธิรวมสูงถึง 3.28 หมื่นล้านบาท ซึ่งสะท้อนความคาดหวังต่อเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่และความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม เมื่อก้าวเข้าสู่เดือนเมษายน เริ่มเห็นสัญญาณ "การพักฐาน" ของกระแสเงินทุนต่างชาติ โดยในสัปดาห์แรก (30 มี.ค.-3 เม.ย.) พบสถานะการขายสุทธิหุ้นไทย 711 ล้านบาท และเงินทุนไหลออกจากตลาดพันธบัตร 1.08 หมื่นล้านบาท แรงขายส่วนหนึ่งเกิดจากการที่นักลงทุนต่างชาติปรับสถานะการลงทุน (Position) เพื่อรับมือกับความผันผวนของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในช่วงท้ายสัปดาห์ และความกังวลว่าวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซจะยืดเยื้อ แต่ในอีกมุมหนึ่ง นักวิเคราะห์ประเมินว่า กระแส "De-dollarization" จะยังคงเป็นแรงส่งให้เงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์ดอลลาร์เข้าสู่ภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทยในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อตลาดหุ้นไทยให้ส่วนต่าง Earning Yield Gap ที่ระดับร้อยละ 4.7 ซึ่งเป็นระดับที่ดึงดูดใจในการช้อนซื้อ ขณะที่เทศกาลมหาสงกรานต์ 2569 ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ภายใต้งาน "Maha Songkran World Water Festival 2026" โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ปักหมุดแลนด์มาร์กสำคัญที่สวนเบญจกิติ กรุงเทพ ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน เพื่อยกระดับซอฟต์พาวเวอร์ไทยสู่ระดับสากล กิจกรรมประกอบด้วยขบวนแห่สุดอลังการ การแสดงโดรนแปรอักษร และโซนความบันเทิงที่ครอบคลุมทุกกลุ่มวัย รวมถึงโซน EDM สำหรับคนรุ่นใหม่ ทั้งนี้ ททท. คาดการณ์ว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ จะมีเงินสะพัดจากการท่องเที่ยวรวมประมาณ 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยแบ่งเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 8,100 ล้านบาท และจากนักท่องเที่ยวในประเทศ 22,250 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขสงกรานต์จะดูคึกคัก แต่ ททท. ได้มีการปรับลดคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีลงร้อยละ 18 เหลือเพียง 30-34 ล้านคน เนื่องจากผลกระทบจากราคาพลังงานและต้นทุนเชื้อเพลิงเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้นตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง ทำให้กลยุทธ์ในปีนี้ต้องเปลี่ยนจากการเน้น "ปริมาณ" (Volume) ไปสู่การสร้าง "คุณค่า" (Value) หรือเน้นนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่ใช้จ่ายสูงแทน 

 

นอกจากนี้ เสน่ห์ที่ขาดไม่ได้ของหุ้นไทยในเดือนเมษายนคือ "เทศกาลปันผล" ซึ่งในปี 2569 นี้ บริษัทจดทะเบียนไทยยังคงจ่ายเงินปันผลในระดับที่จูงใจ โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์และสื่อสาร ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่าอัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นเดือนเมษายน 2568 เคยสูงถึงร้อยละ 4.00 ซึ่งแนวโน้มในปี 2569 นี้คาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน โดยที่หุ้นเด่นในกลุ่มปันผลสูง (Dividend Picks) ที่จะขึ้นเครื่องหมาย XD ในเดือนเมษายนนี้ นำโดยกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ เช่น SCB ที่จะขึ้น XD วันที่ 20 เมษายน จ่ายปันผล 9.28 บาท และ KBANK ที่จะขึ้น XD วันที่ 21 เมษายน โดยมีการจ่ายทั้งปันผลปกติ 10 บาทและปันผลพิเศษอีก 2 บาท รวมเป็น 12 บาทต่อหุ้น 

 

นอกจากนี้ ยังมีหุ้นสื่อสารอย่าง ADVANC และ TRUE ที่คาดว่าจะมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยที่ร้อยละ 4.2 การที่ดัชนีมีแรงพยุงจากเงินปันผลทำให้นักลงทุนสถาบันมักจะเลือกเข้ามาสะสมหุ้นในช่วงนี้เพื่อรอรับกระแสเงินสด แม้ว่าดัชนีในเชิงราคาอาจจะมีการย่อตัวลง (Dividend Drop) บ้างก็ตาม

 

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) ตราบใดที่ SET ยังคงแกว่งตัวเหนือกว่า 1,400 จุดได้ เน้น “อ่อนตัวซื้อลงทุน” สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไปที่ระดับ 75% ของพอร์ต”  

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/hippowealththailand และ e-mail ที่ hippowealththailand@gmail.com แล้ว แฟนๆ ยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 97.00 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-16.00 น. เช่นเดิมครับ


ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)

Source: TradingView

 
 
 

Comments


bottom of page