top of page
556550.jpg
553309.jpg

Perfect Storm ช่วงเวลาแห่งความผันผวน...แนะกลยุทธ์ Selective Play

  • 7 hours ago
  • 1 min read


เข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความผันผวนสุดๆ : สถานการณ์ตลาดหุ้นไทยในช่วงก้าวเข้าสู่เดือนเมษายน 2569 กำลังถูกจารึกว่าเป็นหนึ่งในเดือนที่มีความซับซ้อนและท้าทายที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทย เมื่อแรงขับเคลื่อนจากปัจจัยภายในประเทศที่กำลังมีความชัดเจนอย่างยิ่งจากการจัดตั้งรัฐบาล “อนุทิน 2” ต้องโคจรมาปะทะกับพายุ Perfect Storm จากวิกฤตการณ์พลังงานโลกที่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงปลายเดือนมีนาคม ทิศทางของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ในเดือนนี้จึงเปรียบเสมือนการเดินอยู่บนเส้นลวดระหว่างความคาดหวังเชิงบวกจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ และความกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อที่อาจพุ่งสูงขึ้นจากราคาน้ำมันดิบที่ทะยานทะลุ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลโดยที่สภาวะตลาดหุ้นในเดือนมีนาคม 2569 สะท้อนภาพความตื่นตระหนกที่ชัดเจน เมื่อมีการประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกทุกชนิดในประเทศถึง 6 บาทต่อลิตรทันที เพื่อรักษาสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ติดลบสะสมกว่า 35,000 ล้านบาท เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ดัชนี SET ต้องเผชิญกับแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มที่ไวต่อต้นทุนพลังงาน แต่ในขณะเดียวกัน ตลาดยังถูกพยุงไว้ด้วยแรงซื้อในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ที่เตรียมจ่ายเงินปันผลสูง (High Dividend) ซึ่งถือเป็นเกราะคุ้มกันชั้นดีในเดือนเมษายนของทุกปี ทั้งนี้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองไทยในช่วงปลายไตรมาสที่ 1 ปี 2569 นำมาซึ่งความเชื่อมั่นที่กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีทีมเศรษฐกิจชุดเดิมที่เน้นความเป็นมืออาชีพ อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ กลับมารับตำแหน่งในกระทรวงพาณิชย์ 


หัวใจสำคัญที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดหุ้นไทยในเดือนเมษายนนี้ คือการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของรัฐบาล “อนุทิน 2” ซึ่งถูกกำหนดไว้ในช่วงวันที่ 7-9 เมษายน 2569 โดยมีเป้าหมายหลักคือการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพก่อนเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ ยุทธศาสตร์ที่ตลาดจับตามองเป็นพิเศษคือ “Thailand 10 Plus” ซึ่งเป็นนโยบายหลักของพรรคภูมิใจไทยที่เน้นความรวดเร็วและแม่นยำ (Quick Win) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขยายตัวเพียงร้อยละ 1.8 ในปีนี้ ซึ่งนโยบาย Thailand 10 Plus แบ่งออกเป็น 4 เสาหลักสำคัญ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อกลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้แก่ การสร้างการเติบโตอย่างทั่วถึง (Inclusive Growth) ผ่านโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” และการอุดหนุนกลุ่ม SME ซึ่งจะส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีก (Commerce) เช่น CPALL, CPAXT และ BJC การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Economy) และการดึงดูดการลงทุน FDI ในกลุ่ม Data Center ซึ่งจะเป็นบวกต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (Industrial Estate) อย่าง AMATA และ WHA นอกจากนี้ยังมีมาตรการแก้หนี้และสร้างงานในท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เป็นแรงกดดันเศรษฐกิจฐานรากมาอย่างยาวนาน 

 

น้ำมันดิบโลกตัวแปรที่เขย่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทย : ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และทวีความรุนแรงขึ้นในเดือนมีนาคม ได้กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสูงสุดที่นักลงทุนต้องติดตามในเดือนเมษายนนี้ การเผชิญหน้ากันระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) ทะยานขึ้นสู่ระดับ 112.19 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่เวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ 98.32 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยที่กลไกราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่าน 3 ฉากทัศน์ที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ประเมินไว้ โดยระบุว่าทุกๆ 1 บาทที่ราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น จะฉุดให้ GDP ลดลงร้อยละ 0.02 ในกรณีเสี่ยงที่ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 95-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อไทยประมาณร้อยละ 1.9 และอาจนำไปสู่ภาวะ Stagflation หรือเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจชะงักตัว แต่หากเลวร้ายที่สุดจนราคาน้ำมันทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) ซึ่งวิกฤตการณ์นี้บีบบังคับให้รัฐบาล “อนุทิน 2” ต้องเร่งออกมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพทันที โดยเฉพาะการพิจารณาออก พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อชดเชยกองทุนน้ำมันและขยายเพดานหนี้สาธารณะ เพื่อเข้ามาพยุงราคาขายปลีกไม่ให้กระทบต่อประชาชนในช่วงสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการใช้จ่ายและเดินทางสูงสุดของปี 

 

นักวิเคราะห์ประเมินว่า หากรัฐบาลสามารถควบคุมราคาน้ำมันได้ในช่วงรอยต่อเดือนเมษายน จะช่วยลดแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีกและวัสดุก่อสร้างลงได้บ้าง ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ(Fed) ยังคงดำเนินนโยบายแบบ Wait-and-see โดยตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ร้อยละ 3.50-3.75 ในเดือนมีนาคม 2569 เนื่องจากความไม่แน่นอนของสงครามและเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับร้อยละ 2.7 แต่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยได้ตัดสินใจเชิงรุกด้วยมติไม่เป็นเอกฉันท์ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.25 มาอยู่ที่ระดับร้อยละ 1.00 ต่อปี เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งการตัดสินใจของ กนง. ในครั้งนี้มีเป้าหมายชัดเจนเพื่อพยุงเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพและรองรับความเสี่ยงด้านเงินฝืด ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (MLR, MOR, MRR) ลงร้อยละ 0.10-0.15 ในช่วงเดือนมีนาคมและจะมีผลสมบูรณ์ในเดือนเมษายน 2569 โดยที่สภาวะดอกเบี้ยต่ำในระดับร้อยละ 1.00 นี้ ในแง่ของตลาดหุ้น จะเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มไฟแนนซ์ เนื่องจากช่วยลดต้นทุนทางการเงินและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม กลุ่มธนาคารอาจได้รับแรงกดดันจากส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) ที่ลดลง แต่นักวิเคราะห์มองว่ากำไรสุทธิจะยังคงถูกพยุงได้จากการฟื้นตัวของสินเชื่อและการปรับโครงสร้างหนี้ตามนโยบายรัฐบาล 

 

ฤดูกาลจ่ายเงินปันผลและความเชื่อมั่นต่างชาติคือเกราะคุ้มกันหุ้นไทย : ปัจจัยที่มักจะช่วยพยุงตลาดหุ้นไทยไม่ให้ปรับตัวลดลงแรงในช่วงเดือนเมษายน คือการขึ้นเครื่องหมาย XD (Ex-Dividend) และการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่จำนวนมาก เดือนเมษายน 2569 นี้ จึงถือเป็น "Golden Month" สำหรับนักลงทุนที่เน้นคุณค่า (Value Investor) และนักลงทุนที่ต้องการกระแสเงินสด จากการรวบรวมข้อมูลปฏิทินหลักทรัพย์ พบว่ามีบริษัทชั้นนำหลายแห่งกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD และจ่ายปันผลสูงในเดือนนี้ โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร พลังงาน และค้าปลีก โดยที่การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นก่อนการขึ้นเครื่องหมาย XD มักจะมีแรงซื้อเข้ามาเพื่อรับสิทธิปันผล ซึ่งช่วยจำกัด Downside ของดัชนี SET Index ไว้ที่บริเวณ 1,380-1,400 จุด แม้จะมีความเสี่ยงภายนอกกดดันก็ตาม โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่ม SETHD (SET High Dividend) ที่มักจะให้ผลตอบแทนโดดเด่นในช่วงนี้ 

 

นอกจากนี้หนึ่งในสัญญาณที่สะท้อนความแข็งแกร่งของตลาดหุ้นไทยในปี 2569 คือมูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติที่พุ่งแตะระดับ 6.11 ล้านล้านบาท ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้ในเดือนมีนาคมจะเริ่มมีแรงขายสุทธิออกมาบ้างจากการปรับพอร์ตเพื่อรับมือความเสี่ยงสงครามตะวันออกกลาง แต่นักลงทุนต่างชาติยังคงมองว่าตลาดหุ้นไทยเป็นจุดหมายสำคัญในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Markets) เนื่องจากระดับราคา (Valuation) ที่ถูกที่สุดในรอบ 16 ปี ปัจจัยสำคัญที่รั้งเงินทุนต่างชาติไว้คือเสถียรภาพทางการเมืองที่ชัดเจนขึ้นหลังการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ รวมถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่หลายแห่งที่ออกมาดีกว่าคาด อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องในปี 2569 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มส่งออก แต่จะเป็นบวกต่อการนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบ 

 

กลยุทธ์ Selective Play และเทศกาลสงกรานต์แรงกระตุ้นระยะสั้น : ในสภาวะที่เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตแบบ K-Shaped นักลงทุนจำเป็นต้องเลือกกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่และนโยบายรัฐบาล ผ่านกลยุทธ์การเลือกลงทุน (Selective Play) ดังนี้ 

 

1. กลุ่มพลังงานและโรงไฟฟ้า : โดยที่วิกฤตราคาน้ำมันโลกเป็นดาบสองคม กลุ่มพลังงานต้นน้ำอย่าง PTTEP จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการปรับขึ้นของราคาขายผลิตภัณฑ์ ขณะที่หุ้นกลุ่มโรงกลั่น เช่น TOP ยังคงได้อานิสงส์จากค่าการกลั่นที่ทรงตัวในระดับสูงแม้จะมีปัจจัยเสี่ยงจากการขนส่ง ในส่วนของกลุ่มโรงไฟฟ้า นักวิเคราะห์ชู GULF เป็นหุ้นที่ปลอดภัยที่สุด (Defensive) เนื่องจากมีโครงสร้างโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็นประเภท IPP ซึ่งได้รับผลกระทบจำกัดจากการตรึงค่าไฟฟ้าของรัฐบาลที่ระดับ 3.88 บาทต่อหน่วย ในขณะที่ GPSC แม้จะมีความเสี่ยงจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติ (JKM LNG) ที่พุ่งสูงขึ้น แต่การกลับมาเดินเครื่องของโรงไฟฟ้า GHECO-1 ในเดือนเมษายน 2569 คาดว่าจะช่วยทำกำไรเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 1,000 ล้านบาท 

 

2. กลุ่มค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ : นโยบาย Thailand 10 Plus และโครงการ "คนละครึ่ง พลัส" เป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญสำหรับกลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL, CPAXT และ BJC ส่วนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมักจะเป็นหุ้นที่มีอัตราปันผลสูง เช่น AP และ SIRI จะได้รับประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยขาลงของไทย โดย AP คาดว่าจะจ่ายปันผลในปี 2568 สูงถึง 0.52 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็น Dividend Yield ราวร้อยละ 5.94 3. กลุ่มเทคโนโลยี นิคมอุตสาหกรรม และ FDI : การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักที่แบกเศรษฐกิจไทยไว้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม Data Center และแผงวงจรพิมพ์ (PCB) สะท้อนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ที่ทำสถิติสูงสุดกว่า 1.8 ล้านล้านบาทในปี 2568 หุ้นเด่นในกลุ่มนี้คือ WHA และ AMATA ที่มียอดขายที่ดินนิคมอุตสาหกรรมเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการย้ายฐานการผลิตหนีสงครามและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่เทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่มีเงินสะพัดสูงสุดในรอบหลายปี โดย ททท. ตั้งเป้ารายได้จากการท่องเที่ยวทั้งปีที่ 3 ล้านล้านบาท และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ 36.7-39.0 ล้านคน แม้ต้นทุนการเดินทางจะสูงขึ้นจากราคาน้ำมัน แต่ความต้องการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ (Domestic Tourism) ยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวและไลฟ์สไตล์ ความสำเร็จของภาคการท่องเที่ยวในช่วงเดือนเมษายนจะเป็นเครื่องชี้วัดสำคัญของกำลังซื้อภายในประเทศ หากรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นไปตามเป้าหมาย จะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยว (MINT, CENTEL) และกลุ่มขนส่ง (AOT, BAFS)

 

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) ตราบใดที่ SET ยังคงแกว่งตัวเหนือกว่า 1,400 จุดได้ เน้น “อ่อนตัวซื้อลงทุน” สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไปที่ระดับ 75% ของพอร์ต”  

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/hippowealththailand และ e-mail ที่ hippowealththailand@gmail.com แล้ว แฟนๆ ยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 97.00 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-16.00 น. เช่นเดิมครับ


ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily) 

Source: TradingView

 
 
 

Comments


bottom of page