top of page
556550.jpg
561837.jpg

กำไรตลาดหุ้นสหรัฐ และการเมืองนิ่งหนุนหุ้นไทย

  • 5 hours ago
  • 2 min read


ราคาน้ำมันยังกดดันตลาดหุ้นโลกสั้นๆ: สภาวะตลาดทุนโลกในช่วงรอยต่อระหว่างเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2569 เผชิญกับสถานการณ์ที่เรียกได้ว่าเป็น "จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง" (Structural Inflection Point) ที่สำคัญที่สุดในรอบทศวรรษ การวิเคราะห์ภาพรวมในช่วงที่ผ่านมาดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการแยกตัว (Divergence) ระหว่างดัชนีตลาดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ที่ชัดเจนขึ้นอย่างยิ่งยวด โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากผลประกอบการไตรมาส 1 ของกลุ่มเทคโนโลยีในสหรัฐที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ผสมผสานกับข่าวใหญ่ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างการถอนตัวจาก OPEC ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงผู้นำของธนาคารกลางสหรัฐ(Fed) 


จากการติดตามข้อมูลสถิติย้อนหลังในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายนและต้นเดือนพฤษภาคม 2569 พบว่าบรรยากาศการลงทุนในภาพรวมยังคงมีความยืดหยุ่น (Resilience) แม้จะเผชิญกับแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง ความโดดเด่นของดัชนีในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ที่ให้ผลตอบแทนย้อนหลังหนึ่งปีสูงถึง 47.73% สะท้อนถึงปรากฏการณ์การเคลื่อนย้ายเงินทุนออกจากตลาดที่มูลค่าตึงตัวเข้าสู่ตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูงและมีระดับราคา (Valuation) ที่น่าจูงใจ ในขณะที่ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ของสหรัฐเพิ่งสร้างประวัติศาสตร์เดือนเมษายนที่เติบโตได้ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 โดยได้รับอานิสงส์หลักจากกลุ่มหุ้นปัญญาประดิษฐ์ (AI) และกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Magnificent Seven) ที่แสดงผลประกอบการที่แข็งแกร่งจนนักลงทุนเริ่มลดความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย 

 

เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 คือการถอนตัวอย่างเป็นทางการของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) จากกลุ่ม OPEC และ OPEC+ ซึ่งถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน ซึ่งการถอนตัวครั้งนี้ทำให้ UAE ไม่ถูกผูกมัดโดยโควตาการผลิตเดิมที่ประมาณ 3.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน และสามารถเดินหน้าสู่เป้าหมายการผลิตที่ 5 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในปี 2570 เพื่อเพิ่มรายได้เข้าสู่ประเทศในระยะสั้น ตลาดน้ำมันยังคงให้น้ำหนักกับปัจจัยการปิดช่องแคบฮอร์มุซจากสงครามอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ยังทรงตัวเหนือ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าในระยะยาว การที่ OPEC สูญเสียผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 3 จะทำให้ขีดความสามารถในการควบคุมอุปทานและพยุงราคาตลาดโลกลดลง ซึ่งอาจนำไปสู่ความผันผวนของราคาที่สูงขึ้น ทั้งนี้การที่ UAE พร้อมเพิ่มอุปทานน้ำมันในอนาคต อาจเป็นปัจจัยกดดันกำไรของหุ้นกลุ่มต้นน้ำอย่าง PTTEP ในระยะยาวหากราคาน้ำมันโลกเริ่มปรับตัวลดลงตามอุปทานที่เพิ่มขึ้นนอกกลุ่ม OPEC 

 

นอกจากนี้ปัจจัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดคือ การนับถอยหลังสู่การสิ้นสุดวาระของ นายเจอโรม พาวเวล ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 และการเตรียมตัวต้อนรับ นายเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ ความแตกแยกในคณะกรรมการ FOMC ถึง 4 คนที่ออกเสียงค้านในการประชุมรอบล่าสุด (8 : 4 vote) ถือเป็นความเห็นแย้งที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่า 30 ปี สร้างความไม่แน่นอนให้กับการคาดการณ์ดอกเบี้ยในครึ่งปีหลัง 

 

อย่างไรก็ดีการประกาศผลดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ปี 2569 กลายเป็นกระดูกสันหลังสำคัญที่ค้ำยันตลาดหุ้นท่ามกลางวิกฤตพลังงานและดอกเบี้ยขาขึ้น โดยข้อมูลจาก Fact Set ระบุว่าบริษัทในดัชนี S&P 500 กว่า 63% ได้ประกาศผลงานแล้ว โดยมีกำไรเฉลี่ย (Blended Growth) พุ่งสูงถึง 27.1% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปลายปี 2564 และบริษัทกว่า 84% สามารถทำกำไรได้สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ (Positive EPS Surprise) สะท้อนถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อ โดยบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Alphabet, Amazon, Meta, NVIDIA) เป็นกลไกหลัก กลุ่ม Communication Services และ Information Technology มีกำไรเติบโตโดดเด่นถึง 53.2% และ 50.0% ตามลำดับ

 

การเมืองนิ่งหนุน Fund Flow ไหลเข้าตลาดหุ้นไทย : ตลาดหุ้นไทยในช่วงปลายเมษา ต้นพฤษภาที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึง "ความเสถียรเชิงนโยบาย" ที่เพิ่มขึ้นภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีเสถียรภาพนำโดยพรรคภูมิใจไทย ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงทางการเมืองที่เคยเป็นปัจจัยกดดันหลัก (Political Overhang) ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การที่ดัชนี SET ปรับตัวขึ้นมาเคลื่อนไหวในกรอบ 1,480 - 1,500 จุด ถือเป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกต่อนักลงทุนสถาบันและต่างชาติว่าตลาดหุ้นไทยพร้อมสำหรับการจัดอันดับมูลค่าใหม่ (Re-rating) หากเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจหลักเริ่มทำงานได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้จากการตรวจสอบสถิติการซื้อขายพบว่า นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมามีบทบาทสำคัญในการสะสมหุ้นกลุ่มขนาดใหญ่ (Big Cap) โดยเฉพาะในกลุ่มธนาคารและพลังงานที่ราคายังคงตามหลังตลาดโลก (Laggard) แม้ว่าจะมีแรงขายทำกำไรระยะสั้นจากกลุ่มนักลงทุนรายย่อยและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ในบางช่วงของวัน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 73% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงสภาพคล่องที่ไหลกลับเข้าสู่ระบบภายหลังความชัดเจนจากการเลือกตั้ง โดยที่พลวัตของเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าสู่ไทยในรอบนี้ มีความสัมพันธ์โดยตรงกับปรากฏการณ์ "De-dollarization" หรือการลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐในฐานะสินทรัพย์สำรองเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้ทุนจากฝั่งตะวันตกเริ่มกระจายความเสี่ยงเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ระดับราคาหุ้นยังมีส่วนต่างผลตอบแทน (Earning Yield Gap) ที่น่าสนใจที่ระดับ 4.7%

 

ในส่วนของพฤติกรรมการลงทุนของสถาบัน (Institutional Behavior) พบว่าเริ่มมีการสะสมหุ้นกลุ่ม "Big Cap" และ "Laggard" ที่มีงบการเงินแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ดัชนีมีการย่อตัวลงมาทดสอบแนวรับสำคัญที่ 1,475-1,480 จุด สภาพคล่องในตลาดโดยรวมยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนจากมูลค่าการซื้อขายรายสัปดาห์ที่เพิ่มขึ้นกว่า 70% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในปี 2568 นอกจากนี้ ปัจจัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกคือการนับถอยหลังสู่การสิ้นสุดวาระของ นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 และการเตรียมตัวต้อนรับนายเควิน วอร์ช ที่คาดว่าจะได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ ผลการประชุม FOMC ครั้งล่าสุดที่ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% นั้นไม่ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่นเท่าที่ควร ข้อมูลรายงานระบุว่ามีกรรมการถึง 4 คนที่ออกเสียงคัดค้าน (Dissent) ซึ่งถือเป็นความเห็นแย้งที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2535 สภาวะ "Shadow Fed" นี้สร้างความไม่แน่นอนให้กับตลาดพันธบัตรและค่าเงินดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนไม่แน่ใจว่าประธานคนใหม่จะดำเนินนโยบายในทิศทางสายเหยี่ยว (Hawkish) เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% หรือจะโน้มเอียงไปทางสายพิราบ (Dovish) เพื่อพยุงตลาดแรงงานที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว 

 

ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ผ่านเครื่องมือ Fed Watch แสดงให้เห็นว่าความน่าเชื่อถือของการลดดอกเบี้ยภายในปี 2569 เริ่มถูกสั่นคลอนหากราคาพลังงานยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากที่ล่าสุด ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่เคลื่อนไหวในระดับ 108-111 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI ที่ระดับ 102-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถือเป็นระดับที่สร้างความเสี่ยงต่อต้นทุนการผลิตทั่วโลก การที่ธนาคารบาร์เคลย์ส (Barclays) ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปี 2569 ขึ้นสู่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นสัญญาณเตือนว่าเงินเฟ้อทั่วโลกอาจจะไม่ปรับตัวลดลงตามเป้าหมายของธนาคารกลางได้โดยง่าย นักลงทุนในสัปดาห์หน้าจึงต้องจับตาสถานการณ์การหยุดยิงในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากสถานการณ์ลุกลามจนมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะส่งผลให้ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นสู่ระดับ 150-200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในระยะสั้น ซึ่งจะกลายเป็นฝันร้ายของกลุ่มอุตสาหกรรมขนส่งและการท่องเที่ยวของไทย 

ในส่วนของตลาดหุ้นไทย สภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2569 กำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายระหว่างการฟื้นตัวจากการท่องเที่ยวและการถูกกดดันจากต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น กระทรวงการคลังได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2569 ลงเหลือเพียง 1.6% จากเดิมที่คาดไว้ 2% เนื่องจากผลกระทบของสงครามในต่างประเทศที่ยืดเยื้อ 

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสนับสนุนด้านเสถียรภาพทางการเมืองภายหลังชัยชนะของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย ได้รับการยืนยันจาก Moody's ที่ปรับแนวโน้มความน่าเชื่อถือของไทยเป็น "เสถียรภาพ" (Stable) ในช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยหลังจากนี้จะเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลใหม่เริ่มเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมก่อสร้างผ่านโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) และมาตรการดึงดูดผู้ซื้อที่อยู่อาศัยชาวต่างชาติ ผ่านการขยายเพดานการเช่าที่ดินเป็น 99 ปี และการปรับสัดส่วนการถือครองคอนโดมิเนียมของชาวต่างชาติเป็น 75% ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ และการปรับปรุงโครงสร้างงบประมาณ หลังจากที่แผนการเบิกจ่ายงบประมาณรัฐบาลที่ล่าช้าจะเริ่มได้รับการเร่งรัดในต้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โดยมีปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง คือความกังวลต่อมาตรการทางการค้าของสหรัฐต่อคู่ค้าเอเชียเริ่มกลับมามีความสำคัญ ภายหลังการประกาศรายงาน Special 301 ของ USTR ซึ่งยังคงจัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องจับตา (Watch List) ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา

 

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) ตราบใดที่ SET ยังคงแกว่งตัวเหนือกว่า 1,400 จุดได้ เน้น “อ่อนตัวซื้อลงทุน” สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไปที่ระดับ 75% ของพอร์ต” 

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/hippowealththailand และ e-mail ที่ hippowealththailand@gmail.com แล้ว แฟนๆ ยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 97.00 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-16.00 น. เช่นเดิมครับ


ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน(Daily)

  


Source: TradingView

 
 
 

Comments


bottom of page