Bond Yield พุ่ง Fund Flow สะดุด ตราสารหนี้ไทยยังยืนได้
- Jun 10
- 3 min read

ตลาดตราสารหนี้ไทยผันผวนตามสงครามตะวันออกกลาง แต่ยังไม่เผชิญแรงขายรุนแรง ต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ-หุ้นกู้เอกชนฟื้นตัวหลังชะลอช่วงวิกฤต
ตลาดตราสารหนี้ไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยังคงเผชิญความผันผวนจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของตลาดยังสะท้อนความแข็งแกร่งในหลายด้าน ทั้งกระแสเงินทุนต่างชาติที่ยังไหลเข้าสุทธิ การกลับมาของการออกหุ้นกู้ภาคเอกชน และความต้องการลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพสูงที่ยังอยู่ในระดับดี
นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ของไทยในช่วงไตรมาสแรกของปีมีความผันผวนค่อนข้างมาก แม้ในช่วงสองเดือนแรกตลาดจะได้รับแรงสนับสนุนจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ( กนง.) ลงมาอยู่ที่ 1% ซึ่งส่งผลให้ทั้งตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้มีความคึกคักมากขึ้นก็ตาม
สำหรับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงต้นปีส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร หรือ Bond Yield ปรับตัวลดลง ซึ่งตามกลไกของตลาดหมายถึงราคาตราสารหนี้ที่เพิ่มขึ้น นักลงทุนจึงได้รับผลตอบแทนจากการถือครองตราสารหนี้ในเชิงมูลค่าที่สูงขึ้น ขณะที่สภาพคล่องในระบบการเงินยังอยู่ในระดับเอื้อต่อการลงทุน
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่านปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ตลาดการเงินทั่วโลกกลับเข้าสู่ภาวะระมัดระวังมากขึ้น นักลงทุนเริ่มประเมินความเสี่ยงใหม่ และปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น
สงครามตะวันออกกลาง
กดดัน Bond Yield ทั่วโลก
ภายหลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่ได้รับแรงกดดันอย่างชัดเจน
เมื่อ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น ย่อมหมายถึงราคาพันธบัตรที่ลดลง ซึ่งเป็นลักษณะปกติของตลาดตราสารหนี้ในช่วงที่นักลงทุนกังวลต่อความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และเสถียรภาพเศรษฐกิจในอนาคต
สำหรับประเทศไทย Bond Yield อายุ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 60 basis point ในช่วง 5 เดือนแรกของปี ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนขยับขึ้นจากระดับ 1.6-1.7% ในช่วงปลายปีก่อน มาอยู่ที่ประมาณ 2.3% ในปัจจุบัน
แม้ระดับดังกล่าวจะถือว่าเป็นการปรับตัวขึ้นค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่หากเปรียบเทียบกับข้อมูลในอดีต ยังถือว่าอยู่ต่ำกว่าระดับสูงสุดที่ตลาดเคยเผชิญ เนื่องจากพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี เคยให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่า 3% มาแล้วในหลายช่วงเวลา ซึ่งมองว่าจุดที่น่าสนใจคือแม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันยังอยู่ที่ระดับ 1% แต่ Bond Yield กลับปรับขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนที่ กนง. จะเริ่มวงจรลดดอกเบี้ยเมื่อปีก่อน สะท้อนว่าตลาดกำลังให้น้ำหนักกับปัจจัยความเสี่ยงภายนอกมากกว่าทิศทางดอกเบี้ยนโยบายภายในประเทศ
“ไตรมาสแรกเราเรียกว่าเห็นความผันผวนพอสมควรเพราะถึงแม้ว่าตอนช่วง 2 เดือนแรกก่อนจะเกิดสงครามที่อิสราเอลและสหรัฐบุกอิหร่าน กนง.ลดดอกเบี้ยเหลือ 1% เดิมทําให้ตลาดดูคึกคักขึ้นมาทั้งตลาดหุ้น แล้วพอ Bond Yield ลดลงหมายความว่าราคาของตราสารหนี้เพิ่มขึ้น แต่พอหลังจากวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่สหรัฐกับอิสราเอลบุกอิหร่านทำให้ Bond Yield กระชากขึ้นมา คือปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างแรง เวลาที่ Bond Yield ปรับขึ้นแปลว่าราคาตราสารหนี้ลดลงซึ่งไม่ได้เป็นเฉพาะประเทศไทย มีการปรับตามกันทั่วโลกโดยเฉพาะ Bond Yield สหรัฐปรับขึ้นมาค่อนข้างแรงแล้ว
ช่วงแรกเราจะเห็นว่าเดือนมีนาคม เป็นจุดเปลี่ยนเพราะจากเดิมปีที่แล้วเราเห็น Fund Flow ไหลเข้ามา 40,000-50,000 ล้านทั้งปีแล้วช่วงต้นปียังมี Fund Flow ไหลเข้า แต่พอหลังจากเกิดสงครามเดือนมีนาคมจะพลิกกลับเป็น Fund Flow ไหลออกไป 230,000 กว่าล้าน เรื่องสงครามอย่างที่เห็นขึ้นอยู่กับท่าทีของประธานาธิบดีสหรัฐ วันหนึ่งบอกว่าจะระเบิดให้ราบเป็นหน้ากอง อีกวันหนึ่งบอกว่าชะลอไปก่อน มีท่าทีจะหยุดสงครามได้ ล่าสุดยังมีสัญญาณว่าจะขยายการหยุดยิงออกไปเพราะจะบรรลุเรื่องของกรอบข้อตกลงเบื้องต้นกันได้ ดูเหมือนสถานการณ์คลี่คลายแต่อิหร่านบอกว่าไม่เห็นรู้เรื่อง เราจะเห็นเรื่องแบบนี้อยู่ตลอด จนกระทั่งนักลงทุนอย่างเราเห็นตลาดหุ้นไม่ได้สะท้อนในแนวในเชิงลบมาก อย่างอเมริกาหุ้นยังขึ้นทำลายสถิติสูงสุด หุ้นไทยยังดีอยู่...ส่วนในตลาดตราสารหนี้ ดูเหมือนสถานการณ์จะดีขึ้นคือ Bond Yield ปรับลดลงมาเล็กน้อยคือในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม Bond Yield ลดลงมาประมาณ 11 basis point ซึ่งเป็นไปตามทิศทางเดียวกับสหรัฐ จากการที่มีมุมมองเชิงบวกว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้นแล้วราคาน้ำมันลดลงมาต่ำกว่า 90 เหรียญต่อบาร์เรล ในเชิงภาพรวมเราจะเห็นการคาดเดาได้ยากแต่ดูเหมือนตั้งแต่ปลายกุมภาพันธ์เป็นต้นมาจนถึงตอนนี้ตลาดยังมีความผันผวนเป็นระยะขึ้นอยู่กับเรื่องของสงครามเป็นหลัก และ Bond Yield ปรับเพิ่มขึ้นมา เบ็ดเสร็จแล้วปีนี้ Bond Yield 10 ปี คืออัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีเราขึ้นมาประมาณ 0.60% ในช่วง 5 เดือนแรก ตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 2.3% ขึ้นมาจากตอนปลายปีที่แล้ว พันธบัตร 10 ปีของไทยผลตอบแทนอยู่ที่ 1.6-1.7 ซึ่งต่ำมาก ตอนนี้ขยับขึ้นมา 0.6%
ในอดีตอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรเคยสูงกว่านี้ พันธบัตร 10 ปีเคยอยู่ 3% กว่า ตอนนี้เรียกว่าพอขยับขึ้นมา 2.3 เรียกว่าเด้งขึ้นมาแล้ว แต่เด้งขึ้นมาในระดับเมื่อตอนต้นปีที่แล้วเท่านั้นเอง ต้นปีที่แล้วเราจะเห็นว่าเป็นต้นปีก่อนที่ดอกเบี้ย กนง.ปรับลดดอกเบี้ย 4 รอบ เพราะฉะนั้นอันนี้ย้อนกลับไปตอนต้นปีก่อนที่ กนง.ลดดอกเบี้ย แต่ขณะเดียวกันน่าสังเกตอยู่เหมือนกันว่าปีนี้ดอกเบี้ย กนง.ยังอยู่แค่ 1% แต่ Bond Yield ขึ้นมาที่ระดับเท่ากับปีที่แล้วก่อนที่ กนง.จะลดดอกเบี้ย”
Fund Flow ไหลออกช่วงสงคราม
ก่อนกลับเข้าตลาดอีกครั้ง
ความผันผวนที่เกิดขึ้นกับตลาดตราสารหนี้ของไทยสะท้อนผ่านทิศทางเงินทุนต่างชาติอย่างชัดเจน โดยช่วงต้นปีตลาดยังได้รับแรงสนับสนุนจาก Fund Flow ที่ไหลเข้าต่อเนื่อง แต่หลังจากสงครามอ่าวปะทุขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม กระแสเงินทุนต่างชาติพลิกกลับเป็นไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทยมากกว่า 230,000 ล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนต้องการลดความเสี่ยงและรอประเมินสถานการณ์ใหม่
แต่เมื่อความกังวลเรื่องสงครามเริ่มผ่อนคลายลงในเดือนเมษายนและพฤษภาคม กระแสเงินทุนต่างชาติก็กลับเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ไทยอีกครั้ง โดยมีเงินทุนไหลเข้าสุทธิกว่า 19,000 ล้านบาทในช่วงสองเดือนดังกล่าว ส่งผลให้ยอดสะสมตลอด 5 เดือนแรกของปี ยังคงเป็นบวกประมาณ 46,000 ล้านบาท
ภาพดังกล่าวแตกต่างจากตลาดพันธบัตรสหรัฐอเมริกา ซึ่งเผชิญแรงขายต่อเนื่องจากการปรับขึ้นของ Bond Yield และความกังวลต่อเงินเฟ้อ ทำให้ตลาดไทยยังถือว่ามีเสถียรภาพมากกว่าในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ
“สำหรับการกลับมาซื้อสุทธิเพิ่มขึ้นของต่างชาติเรียกว่าเราเห็นเงินที่ไหลออกเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม ที่เป็นผลกระทบจากสงคราม แต่พอเมษายน พฤษภาคม เข้ามา 19,000 กว่าล้าน เรียกว่าไหลกลับเข้ามาใหม่ ทำให้ 5 เดือนแรกเรายังเห็นเงินไหลเข้ามาประมาณ 46,000 ล้านบาท เพราะฉะนั้นจะต่างจากที่เวลาเราได้ยินข่าวว่าในสหรัฐอเมริกาพอ Bond Yield กระชากขึ้นมาแรงจึงเกิดแรงเทขายพันธบัตรสหรัฐ แต่ของบ้านเรายังไม่ได้มีแรงเทขายพันธบัตรก็จะมีจังหวะเฉพาะช่วงเดือนที่หนักๆ คือเดือนมีนาคมเท่านั้น แต่หลังจากนั้นยังมีแรงซื้อกลับเข้ามาอยู่”
หุ้นกู้เอกชนฟื้นตัว
หลังชะลอช่วงไตรมาสแรก
ในส่วนของตลาดหุ้นกู้ภาคเอกชนช่วงไตรมาสแรกของปีได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์เช่นเดียวกัน ส่งผลให้มูลค่าการออกหุ้นกู้ลดลงมากกว่า 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยหลายบริษัทที่มีแผนระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ตัดสินใจชะลอการออกหุ้นกู้ และเลือกใช้สินเชื่อจากสถาบันการเงินแทน เนื่องจากต้องการรอให้ภาวะตลาดมีเสถียรภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม หลังเข้าสู่เดือนเมษายนและพฤษภาคม สถานการณ์สงครามเริ่มนิ่งขึ้นแม้สงครามยังไม่สิ้นสุด แต่ความรุนแรงของสงครามไม่ได้ขยายตัวเพิ่มเติม ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยในตลาดเริ่มทรงตัว ทำให้บริษัทขนาดใหญ่ทยอยกลับมาออกหุ้นกู้อีกครั้ง ทำให้ยอดการออกหุ้นกู้ในช่วง 5 เดือนแรกของปีกลับมาอยู่ที่ประมาณ 340,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยลดลงเพียงประมาณ 2% เท่านั้น
“ในช่วงไตรมาสแรกเราจะเห็นการออกหุ้นกู้ของภาคเอกชนลดลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ไตรมาสแรกลดลงไปมากกว่า 15% เพราะเดือนมีนาคมเป็นช่วงที่เขาอาจจะเตรียมออกกัน แต่พอมีเรื่องของสงครามทุกคนก็ชะลอกัน บริษัทใหญ่กลับไปกู้แบงก์ แต่พอช่วงเมษายน พฤษภาคม แม้ว่าสงครามยังอยู่ แต่สถานการณ์ไม่ได้ปะทุรุนแรงขึ้น อัตราดอกเบี้ยในตลาดเริ่มจะนิ่งมากขึ้น เราเริ่มเห็นบริษัทใหญ่จากที่ชะลอไปตอนช่วงต้นปีกลับมาออกหุ้นกู้อีก เพราะฉะนั้นยอดออกหุ้นกู้ที่เราเห็นในช่วง 5 เดือนแรกนี้ใกล้เคียงกับ 5 เดือนแรกของปีที่แล้ว คืออยู่ที่ประมาณ 340,000 ล้าน ถ้าเทียบกันอาจจะต่ำกว่าประมาณ 2%ไม่ได้เยอะถ้าเทียบกับปีที่แล้ว แต่จะเห็นบริษัทใหญ่ต่างๆ ใช้โอกาสนี้มาออกหุ้นกู้กันเพราะดอกเบี้ยถึงแม้จะขึ้นมา อย่าง Bond Yield 10 ปี ขึ้นมา 60 basis point แล้ว แต่ถ้าเทียบไปยังเป็นระดับเหมือนต้นปีที่แล้ว ไม่ใช่เป็นระดับที่สูงมาก...
ถ้าเป็น Bond Yield สั้นๆ อาจจะไม่ได้ขยับขึ้นเยอะเพราะถูกตรึงเอาไว้ด้วยตัวเรตของดอกเบี้ยนโยบายของเราที่อยู่ 1% แต่ถ้าเป็น Bond Yield 5 ปีขึ้นมาประมาณ 40 basis point ประมาณ 0.4% ถ้าเป็น 3 ปี ขึ้นมาประมาณ 20 basis point จะเห็นว่ายิ่งยาวจะเด้งเยอะหน่อย ถ้าเราเห็นระยะยาว 30-40 ปี ซึ่งพันธบัตรเรามีออกยาวขนาดนั้นอยู่แล้ว ถ้าเป็น 30 ปี ขึ้นมา 1%”
นักลงทุนถือหุ้นกู้อายุยาวขึ้น
แนวโน้มที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือพฤติกรรมของนักลงทุนรายย่อยที่เริ่มเปิดรับการลงทุนในหุ้นกู้อายุยาวมากขึ้น ซึ่งในอดีตหุ้นกู้ที่เสนอขายให้ประชาชนทั่วไปมักมีอายุเฉลี่ยประมาณ 3-5 ปี เนื่องจากนักลงทุนต้องการรักษาสภาพคล่องและวางแผนการใช้เงินในอนาคต
แต่ในปีนี้ ภายหลัง Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น นักลงทุนจำนวนหนึ่งเริ่มมองหาโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงกว่าเดิม ทำให้หุ้นกู้อายุ 7-10 ปีได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและได้รับความเชื่อมั่นจากตลาด
“ปกติแล้วถ้าเป็นหุ้นกู้ภาคเอกชนอายุเฉลี่ยของการออกที่ผ่านมาจะอยู่ที่ประมาณ 5 ปีเป็นหลัก เพราะนักลงทุนโดยเฉพาะถ้าเขาขายนักลงทุนประชาชนทั่วไป อย่างเราไม่อยากจะลงทุนยาวเกินไป เพราะเราอยากจะได้เงินเอากลับมาทำอะไรต่อตามแผนการใช้เงินของเรา ส่วนใหญ่ถ้าเป็นประชาชนทั่วไปซื้อ 3-5 ปีเป็นหลัก ยกเว้นว่าจะเป็นบริษัทประกันเพื่อให้ไป Match กับกรมธรรม์ที่เป็นระยะยาว บริษัทประกันถ้าเกิดเขาซื้อพันธบัตรหรือซื้อหุ้นกู้เขาจะซื้อยาวๆ 10-15 ปี แต่ถ้าเกิดทั่วไปถ้าเขาขายประชาชนไม่น่าจะเกิน 5 ปีโดยเฉลี่ย...
แต่ปีนี้เราเริ่มเห็นเหมือนกันว่าพอดอกเบี้ยเด้งขึ้นมาแล้วแต่ยังไม่ได้สูง แล้วนักลงทุนบุคคลตอนนี้เริ่มที่จะอยากได้ดอกเบี้ยสูงขึ้นจึงยอมแบบอายุยาวขึ้น เราเริ่มเห็นแล้วว่าที่ขายประชาชนบางที 7-10 ปีก็มี ประชาชนสนใจมีความต้องการจะซื้อเหมือนกันเพราะอยากจะได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นมา ในแง่ของอายุดูเหมือนว่าเราจะเห็นอายุที่ดูจะยาวมากขึ้นเพราะพอดอกเบี้ยต่ำ พันธบัตรอายุยาวจะมีการจ่ายดอกเบี้ยสูงขึ้น ต้องบอกว่าเป็นบริษัทที่เรียกว่ามีความมั่นคงสูงคือบริษัทที่เขาเชื่อว่าซื้อยาวๆ แล้วเขายังสบายใจอยู่”
หุ้นกู้เกรดลงทุน
ยังได้รับความนิยมสูง
สำหรับคุณภาพของหุ้นกู้ที่ออกใหม่ในปีนี้ นางสาวอริยาระบุว่า กลุ่มที่ได้รับความสนใจสูงยังคงเป็นหุ้นกู้ระดับ Investment Grade ตั้งแต่ BBB- ขึ้นไป โดยบริษัทที่มีอันดับเครดิตระดับ A หรือสูงกว่า ยังสามารถระดมทุนได้ตามเป้าหมาย และหลายกรณีได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากกว่าปริมาณที่เสนอขาย ซึ่งความต้องการดังกล่าวสะท้อนว่านักลงทุนยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพเครดิตของผู้ออกหุ้นกู้เป็นหลัก โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง
“หุ้นกู้ที่เราเรียกว่า Investment Grade ตั้งแต่ BBB- ขึ้นไปนั้น เรายังเห็นว่ากลุ่มนี้เขายังออกหุ้นกู้ได้ตามที่เขาต้องการอยู่ เวลามีหุ้นกู้ครบแล้วที่เราเรียกว่า Roll Over พอครบเสร็จแล้วเขาออกชุดใหม่มาเหมือนกับเป็น Roll Over ชุดเดิม อันนี้เรายังเห็นในแง่ที่เขายังออกได้ตามปกติ แล้วยิ่งเรตติ้งสูงดีมานด์ยิ่งเยอะ เรตติ้ง BBB- ขึ้นไป Investment Grade แต่เราจะเห็นดีมานด์ในกลุ่มถ้าเป็น A ขึ้นไปจะมีดีมานด์เยอะขึ้นโดยเฉพาะเป็นบริษัทเป็นที่ยอมรับนับถือ มีการประกอบธุรกิจมายาวนาน นักลงทุนจะให้ความเชื่อมั่นมาก อันนี้จะสามารถที่จะขายได้มากกว่าจำนวนที่ต้องการด้วยซ้ำไป”
ปัญหาหุ้นกู้อยู่ที่ “สภาพคล่อง”
มากกว่าผิดนัดชำระ
ในประเด็นความเสี่ยงด้านการชำระหนี้ของผู้ออกหุ้นกู้นั้น นางสาวอริยามองว่า ปัญหาหลักของตลาดหุ้นกู้ในช่วงหลังโควิดไม่ได้อยู่ที่การผิดนัดชำระหนี้โดยตรง แต่เป็นเรื่องของสภาพคล่องทางการเงินมากกว่า โดยหลายบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากรายได้ที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เลือกใช้แนวทางขอขยายระยะเวลาชำระหนี้ หรือปรับโครงสร้างหนี้ผ่านการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ แทนการปล่อยให้เกิดเหตุผิดนัดชำระหนี้
ปัจจุบันมีบริษัทที่อยู่ในกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้หรือ Restructure มากกว่า 20 บริษัท ซึ่งมีจำนวนมากกว่ากลุ่มที่ผิดนัดชำระหนี้โดยตรง และในหลายกรณี บริษัทสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้ผ่านการขายทรัพย์สิน การหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติม หรือการปรับแผนธุรกิจเพื่อสร้างกระแสเงินสดกลับคืนมา
“นับตั้งแต่โควิดเป็นต้นมาเรื่องของการผิดนัดและการยืดชำระหนี้จะมี 2 อย่าง เวลาเราพูดถึงหุ้นกู้ที่มีปัญหาถ้าเราไม่นับอย่างการบินไทยที่เขาฟื้นฟูกิจการประสบความสำเร็จไปแล้วเรียบร้อย ตัวที่ผิดนัดชำระหนี้ของเราส่วนใหญ่ที่เราเห็นอย่าง STARK จะเป็นผลจากเรื่องของธรรมาภิบาลของผู้บริหาร ตัวที่ผิดนัดเราจะเห็นลักษณะแบบนี้ค่อนข้างเยอะ แต่ส่วนที่ผิดนัดจริงๆ มูลค่าอาจจะไม่ได้มาก แต่ที่มีปัญหาเยอะจะเป็นเรื่องของสภาพคล่องที่เวลาถึงกำหนดที่จะต้องครบชำระคืนเงินต้นแล้วไม่มีคืนเพราะผลประกอบการไม่ได้เป็นไปตามคาด สภาพคล่องไม่ได้เข้ามามากพอที่จะคืน อันนี้เขาจะเลือกใช้วิธีขอยืดอายุการชำระเงินต้นหรือจ่ายดอกเบี้ยออกไป เราจะเห็นกลุ่มนี้ค่อนข้างเยอะ เราเรียกว่าหุ้นกู้ยืดหนี้ที่ปกติใน ThaiBMA เราจะใช้คําว่าปรับโครงสร้างหนี้ ภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า Restructure…
ส่วนถ้ามาดูข้อมูลในหน้าเว็บไซต์ ThaiBMA หุ้นกู้ประเภทนี้เราจะมีห้อยเครื่องหมายว่า RS หรือ Restructure ถ้าเป็นผิดนัดเราจะห้อยเครื่องหมายว่า DP หรือว่า Default Payment ทีนี้หุ้นกู้ Restructure หรือว่า RS เรียกว่าค่อนข้างมีจำนวนพอสมควร 20 กว่าบริษัท แต่มีทั้งบริษัทที่หลังจากโควิดมายืดไปแล้วครบ 2 ปีตามที่เขาให้คำมั่นไว้ บางตัวหลุดพ้นเรียบร้อย สามารถกลับมาจ่ายเงินต้นได้แล้ว ส่วนบางตัวยังคงยืดแล้วยืดอีก เช่นครบ 2 ปีแล้วยังไม่ไหวขอยืดต่ออีก 1 ปี เพราะฉะนั้นกลุ่มนี้ยังคงเป็นกลุ่มที่ยังเห็นอยู่ในตลาดปัจจุบันมีจำนวนเยอะกว่าหุ้นกู้ที่ผิดนัด เพราะบริษัทส่วนใหญ่พอเห็นทีท่าแล้วว่ายังมีกระแสเงินสดไม่พอจะไปขอจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อขอเจรจาขอยืดหนี้ออกไปก่อน แล้วในระหว่างนั้นหลายบริษัทพยายามจะไปขายทรัพย์สินให้ได้หรือบางบริษัทไปกู้ยืมเงินจากแหล่งอื่นโดยเฉพาะอย่างกรณีที่เราเห็นเรื่องของการขายทรัพย์สินแล้วได้รับคำถามเยอะ เช่น หุ้นกู้อสังหาฯ เป็นยังไงน่ากลัวไหม แต่สิ่งที่เราเห็นกลับกลายเป็นว่าถ้าหุ้นกู้อสังหาฯ ส่วนใหญ่เขามีทรัพย์สินจึงมีความหวังตรงที่ว่าถึงแม้เป็นบางตัวจำเป็นต้องยื่นหนี้เพราะยอดขายไม่เป็นไปตามที่คาด พวกนี้จะเป็นกลุ่มบริษัทขนาดเล็กหน่อย แต่เขามีความพยายามขายทรัพย์สินแล้วหลายบริษัทถ้าขายทรัพย์สินได้สามารถที่จะเอาเงินมาชำระหนี้ได้”
ต่างชาติถือพันธบัตรไทย
กว่า 1 ล้านล้านบาท
สำหรับนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาในตลาดตราสารหนี้ไทยเกือบทั้งหมดลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย โดยปัจจุบันมูลค่าการถือครองตราสารหนี้ไทยของนักลงทุนต่างชาติอยู่ในระดับประมาณ 1 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว
ขณะที่ตลาดหุ้นกู้เอกชนยังคงพึ่งพานักลงทุนในประเทศเป็นหลัก โดยประมาณ 40% ของหุ้นกู้ที่ออกในประเทศอยู่ในมือของนักลงทุนรายบุคคล
“นักลงทุนต่างชาติเรียกว่าเกือบ 100% ไม่ได้ซื้อหุ้นกู้ เกือบ 100% ลงทุนเฉพาะพันธบัตร 2 ประเภทคือพันธบัตรรัฐบาลที่กระทรวงการคลังออกกับพันธบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทยที่แบงก์ชาติซื้อนี้ เพราะฉะนั้นต่างชาติที่เราเห็นปัจจุบันยอดที่เข้ามาถือครองพันธบัตรบ้านเราอยู่ประมาณ 1 ล้านล้านบวกลบ เรียกว่าส่วนใหญ่เป็นพันธบัตรของแบงก์ชาติที่เป็นตัวสั้นประมาณ 10% เอาไว้ปรับพอร์ตในช่วงตลาดผันผวน แต่ตัวที่เขาถือยาวเป็นหลักเป็นพันธบัตรรัฐบาล แต่ส่วนของหุ้นกู้จะเห็นว่าพันธบัตรรัฐบาลอย่างต่างชาติเวลาเข้ามาเพราะเป็นเม็ดเงินขนาดใหญ่จากกองทุนขนาดใหญ่ของต่างชาติ เขามากระจายการลงทุนในเอเชีย คือเวลาเข้ามาเขาไม่ได้เข้ามาแค่ไทย บางทีเขาเข้ามาทั้งอาเซียนแล้วกระจายไปไทย 10% มาเลเซีย 10% แบบนี้ เพราะฉะนั้นพวกนี้ส่วนใหญ่จะลงในพันธบัตรของประเทศนั้นเป็นหลักแต่ถ้าหุ้นกู้ที่เราเห็นออกกันในประเทศเรียกว่า 40% ของหุ้นกู้อยู่ในมือของนักลงทุนบุคคล”
แนะกระจายพอร์ต
รับมือโลกผันผวน
สำหรับมุมมองด้านการลงทุน นางสาวอริยามองว่าแม้ผลตอบแทนจากหุ้นบางกลุ่ม โดยเฉพาะหุ้นธนาคาร อาจสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ แต่ตราสารหนี้ยังมีข้อได้เปรียบในเรื่องความแน่นอนของกระแสเงินสด โดยนักลงทุนสามารถคาดการณ์รายได้จากดอกเบี้ยและเงินต้นได้ล่วงหน้า ต่างจากตลาดหุ้นที่แม้จะให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่ก็มีความผันผวนของราคาหุ้นที่สูงกว่าเช่นกัน
ดังนั้น ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอนจากสงคราม เงินเฟ้อ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ การกระจายการลงทุนระหว่างหุ้น พันธบัตร และหุ้นกู้ ยังคงเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการบริหารความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน
“พันธบัตรยังเป็นทางเลือกของการลงทุนเพราะถ้าจะบอกว่า 10 ปีตอนนี้ขนาดขึ้นมาแล้วได้เพียง 2.3% สมมุติถ้าเราถือจนครบกำหนด เทียบกับเงินปันผลบางบริษัทอย่างแบงก์บางแห่งจ่าย Dividend สูงถึง 6-7% เพราะฉะนั้นในมุมนี้เป็นไปได้ แต่อย่าลืมว่าราคาหุ้นผันผวนขึ้นลงได้ เราได้เงินปันผลจริง แต่ถ้าเราจะขายเราอาจจะขาดทุนราคาหุ้นได้เพราะขึ้นลงได้ ปันผลสูงแต่ราคาหุ้นตก ส่วนถ้าเป็นหุ้นกู้หรือพันธบัตรข้อดีเรียกว่า Fixed Income หมายความว่า เรารู้แน่ๆ ว่าจะจ่ายดอกเบี้ยเท่าไหร่ เราไม่ต้องรอลุ้นปันผล แต่พันธบัตรเรารู้แน่ว่าจ่ายเท่าไหร่ก็จะมีการคาดการณ์เรื่องของกระแสเงินสดในอนาคตได้ ถ้าเป็นหุ้นกู้ที่ไม่ได้มีปัญหาอะไรเราคาดการณ์ได้ว่า 3-5 ปี เราได้เงินคืนแน่นอนคือหน่วยละ 1,000 บาท อันนี้ไม่ต้องมากังวลเรื่องของราคาตราสาร...
แต่โดยรวมแล้วสำหรับลงทุนทั่วไปสิ่งที่ควรจะพิจารณาคือการกระจายการลงทุนมากกว่าไม่ใช่ลงทุนแค่ในตราสารทุนอย่างเดียว เพราะบางครั้งตลาดผันผวนทำให้พอร์ตของเราผันผวนไปด้วย อาจจะเห็นตัวแดงได้ แต่การกระจายการลงทุนหมายความว่าต้องแบ่งสัดส่วนระหว่างหุ้นหรือว่าพันธบัตรหรือว่าหุ้นกู้บ้าง อันนี้น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าในยุคที่เราคาดการณ์อะไรยากมากในภาวะที่โลกผันผวนแบบนี้”







Comments