top of page
591094.jpg
561837.jpg
TLI_LifeVerse_E-Book ดอกเบี้ยออนไลน์_278x278 px_RGB_Eng.jpg

SET ลุ้น 1,700 ปลายปี! เงินทุนกระจาย...อเมริกาเจอ 3 วิกฤต

  • 22 hours ago
  • 3 min read


“ชยนนท์” มองตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจาก 3 ปัจจัย ทั้งสถานะการคลังของสหรัฐที่มีหนี้และขาดดุลเพิ่มขึ้น การเร่งออกหุ้นกู้ของบริษัท Big Tech และทิศทางของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ที่ลดบทบาทการทำ QE ขณะที่มาตรการซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐช่วยกด Bond Yield ได้เพียงระยะสั้น จึงแนะนักลงทุนจับตา Real Yield หากขยับเข้าใกล้ 3% อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจถดถอย พร้อมปรับพอร์ตตลาดตราสารหนี้ เพิ่มทองคำและเงินสด ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีจุดแข็งเรื่องการจ่ายเงินปันผล ทำให้ต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นไทยมากขึ้น ทำให้มีสิทธิ์ลุ้นดัชนีที่ 1,700 ในปลายปีนี้


หนี้สหรัฐยังเพิ่มต่อเนื่อง

ตลาดตราสารหนี้เจอพายุใหญ่

 

นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ หรือ “Mr. Messenger” ประเมินว่า ตลาดตราสารหนี้กำลังเผชิญภาวะ “Perfect Storm” หรือพายุใหญ่ 3 ด้านพร้อมกัน โดยด้านแรกมาจากสถานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งขาดดุลงบประมาณราวๆ 6% ของ GDP คิดเป็นมูลค่า 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ยอดหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว และหากยอดหนี้เพิ่มขึ้นเกิน 43 ล้านล้านดอลลาร์ในปีหน้า จะกลับมาเป็นประเด็นเรื่อง Debt Ceiling อีกครั้ง

 

นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐยังมีภาระต้องคืนภาษีให้บริษัทเอกชนจากกรณี Reciprocal Tariff หลังศาลสูงสุดสหรัฐตัดสินว่าไม่สามารถใช้มาตรการดังกล่าวได้ รวมถึงสถานการณ์สงครามกับอิหร่านที่ยังไม่ยุติ ซึ่งทำให้สหรัฐต้องเตรียมงบประมาณด้านกลาโหมและอาวุธเพิ่มขึ้น หากต้องต่อสู้ในระยะยาว

 

นายชยนนท์มองว่า เมื่อหนี้เดิมอยู่ในระดับสูง แต่รัฐบาลยังจำเป็นต้องก่อหนี้เพิ่มเพื่อรับมือกับปัญหาต่างๆ จึงกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อตลาดตราสารหนี้ และเป็นจุดเริ่มต้นของ Perfect Storm ลูกแรก

 

“จากการที่กระทรวงการคลังสหรัฐประกาศเข้าแทรกแซง Buyback ตราสารหนี้ระยะยาวอายุ 30 ปี 2 เท่า เมื่อวันพุธที่ 19 สิงหาคม เพื่อกด Bond Yield ลงมาจากระดับที่ขึ้นสูงสุดในรอบ 19-20 ปีนั้นต้องกลับไปที่ปัญหาที่ตลาดเจอกันตอนนี้ ส่งผลให้ตลาดตราสารหนี้ทั้งโลกเจอกัน ผมเรียกว่า “Perfect Storm 3” ด้าน คือเป็นพายุลูกใหญ่ที่มา 3 ด้านพร้อมๆ กัน พายุลูกแรกคือตัวรัฐบาลอเมริกา ที่ตอนนี้ขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ประมาณ 6% ของ GDP เป็นมูลค่าเงินประมาณ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ และตัวเลขหนี้ล่าสุดเพิ่มเป็น 40 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งไม่น้อยแล้ว… อเมริกาตอนนี้ปริมาณหนี้ไม่ลดลง ขาดดุลเพิ่มขึ้น ยอดหนี้เพิ่มขึ้น”


Big Tech เร่งออกหุ้นกู้

แย่ง Supply ตลาดพันธบัตร


สำหรับ Perfect Storm ลูกที่ 2 นั้น นายชยนนท์ระบุว่า เกิดจากการที่ภาคเอกชนคือบรรดาบริษัท Big Tech โดยเฉพาะกลุ่ม Hyperscaler อย่าง Alphabet, Amazon และ Microsoft เร่งออกหุ้นกู้จำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงครึ่งปีแรกที่ออกหุ้นกู้แบบ Private Debt คือขายแบบเฉพาะเจาะจงมูลค่าประมาณ 220,000 ล้านดอลลาร์ เทียบกับตลอดทั้งปี 2568 ที่ออกประมาณ 110,000 ล้านดอลลาร์ หมายความว่าครึ่งปี 2569 บริษัท Big Tech ออกหุ้นกู้มากกว่าปี 2568 ทั้งปี

 

เมื่อบริษัทขนาดใหญ่เข้ามาระดมทุนในตลาดตราสารหนี้มากขึ้น จึงทำให้ Supply เพิ่มขึ้น พร้อมกับรัฐบาลสหรัฐเองก็เร่งออกพันธบัตรเพื่อรองรับการก่อหนี้ ทำให้เกิดการแข่งขันเพื่อดึง Demand จากนักลงทุน โดยหุ้นกู้ของ Big Tech ยังสามารถเสนออัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลได้

 

นักลงทุนบางส่วนจึงอาจเริ่มตั้งคำถามว่า การถือหุ้นกู้ของบริษัทอย่าง Alphabet อาจมีความปลอดภัยใกล้เคียงกับ US Treasury แต่ได้รับดอกเบี้ยมากกว่า ส่งผลให้พันธบัตรรัฐบาลต้องจ่ายผลตอบแทนสูงขึ้นเพื่อรักษาความต้องการของผู้ซื้อ คือแย่ง Demand กัน

 

“หุ้น Big Tech ไม่ใช่รัฐบาล เวลาเขาออกหุ้นกู้มา สมมุติออกหุ้นกู้ 10 ปี 20 ปี 30 ปี เขาให้ดอกเบี้ยสูงกว่ารัฐบาล ผมคิดว่าจะมีนักลงทุนหลายคนด้วยซ้ำไปที่มองว่าหุ้นกู้ Alphabet อาจจะปลอดภัยกว่าการถือ US Treasury แล้ว แถมจ่ายดอกเบี้ยมากกว่าด้วย กลายเป็นว่า Supply จากตัวหุ้นกู้ Big Tech พวกนี้มาแข่งกับ Supply จากตัวตลาด Bond ของภาครัฐ จึงเป็นที่มาว่าทำไม Bond Yield พันธบัตร 30 ปีของอเมริกาถึงขึ้นมาพุ่งสูงสุดในรอบประมาณ 19-20 กว่าปีที่ 5.3-5.4% เมื่อ 18-19 สิงหาคม จนกระทรวงการคลังสหรัฐประกาศซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว 30 ปีเพื่อกด Bond Yield ให้ลดลง ไม่เช่นนั้นจะเป็นภาระรัฐบาลในการจ่ายดอกเบี้ยที่แพงขึ้น”


เฟดไม่ทำ QE

คลังต้องซื้อคืนแทน

 

ส่วน Perfect Storm ลูกที่ 3 มาจากทิศทางของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดในยุค เควิน วอร์ช ซึ่งมี Playbook ชัดเจนว่าจะใช้นโยบายดอกเบี้ยและควบคุม Money Supply ด้วยตัวเอง โดยจะไม่กลับไปทำ QE อีกต่อไป เพราะ เควิน วอร์ช ไม่เห็นด้วยกับการออก QE มาตั้งแต่ยุคของ เบน เบอร์นันเก้ ทำให้ Demand จากเฟดที่เคยเข้ามาซื้อพันธบัตรหายไปในช่วงที่ Supply ในตลาดตราสารหนี้กำลังเพิ่มขึ้น

 

นายชยนนท์ยังกล่าวด้วยว่า สหรัฐยังต้องก่อหนี้เพื่อทำสงครามและลงทุนใน Data Center ขณะที่เฟดไม่เข้ามาซื้อพันธบัตรเหมือนในอดีต จึงเกิดสถานการณ์ที่ Supply เพิ่ม แต่ Demand ลดลง ส่งผลให้ Bond Yield ปรับสูงขึ้น และทำให้กระทรวงการคลังต้องเข้ามาซื้อพันธบัตรดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับยอดหนี้ตราสารหนี้ของสหรัฐที่มีอยู่ประมาณ 14 ล้านล้านดอลลาร์ การประกาศซื้อคืนเพิ่มขึ้นจาก 2,000 ล้านดอลลาร์เป็น 4,000 ล้านดอลลาร์ ถือว่ามีขนาดเล็กมาก อัตราส่วนไม่ถึง 0.01% ของยอดหนี้ทั้งหมด จึงมองว่าเป็น “มาตรการเชิงสัญลักษณ์” มากกว่าการแก้ปัญหาในระยะยาว

 

“เฟดหรือธนาคารกลางสหรัฐ ในยุคของ เควิน วอร์ช เขามี Playbook ที่ชัดเจนว่าเขาจะใช้แค่นโยบายดอกเบี้ยและคุม Money Supply ด้วยตัวเอง จะไม่ทำวงเงิน QE อีกต่อไป… Demand จากเฟดหายไป ราคา Bond Yield ขึ้น ถามว่าแล้ว Demand จะกลับมาตอนนี้ทำยังไง กลายเป็นว่าต้องใช้มาตรการอัฐยายซื้อขนมยาย ธนาคารกลางไม่ซื้อแปลว่ากระทรวงการคลังต้องซื้อแทน เฟดไม่ทำ กระทรวงการคลังทำเอง แต่ถ้าดูจากปริมาณหนี้คงค้างกับวงเงินที่รัฐมนตรีคลัง สกอตต์ เบสเซนต์ ประกาศซื้อ สำหรับผมมองว่าน้อยมาก”


เบสเซนต์กด Yield

แต่แก้ปัญหาหนี้ไม่ได้

 

อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการซื้อคืนพันธบัตรของ สกอตต์ เบสเซนต์ จะมีขนาดเล็กไม่สามารถแก้ปัญหาระยะยาวได้ แต่การเลือกประกาศซื้อในจังหวะที่เหมาะคือเป็นประกาศในวันพุธ (03.00 น. เมืองไทย) เป็นจังหวะก่อนจะมีการเปิดประมูลพันธบัตรอายุ 20 ปี เรียกว่าตัดหน้าก่อนเลย เพราะ สกอตต์ เบสเซนต์ เห็นแล้วว่า Yield กำลังสูง ทำ All-Time High พอประกาศปุ๊บสามารถสร้างผลต่อตลาดได้ โดยเฉพาะเมื่อ Bond Yield 30 ปีอยู่บริเวณ 5.3% และพันธบัตร 20 ปีกำลังจะมีการประมูล

 

การประกาศซื้อคืนก่อนการประมูลช่วยกด Bond Yield วันนั้นลงจากประมาณ 5.3% มาอยู่ที่ 5.18% ทั้งที่ยังไม่ได้ใช้เงินซื้อจริงในทันที สะท้อนว่าจังหวะการสื่อสารสามารถสร้างผลต่อความเชื่อมั่นของตลาดได้

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากนักลงทุนกลับมาพิจารณาว่าการซื้อคืนทำให้ Balance Sheet หรือหนี้ของกระทรวงการคลังขยายขึ้น ก็เกิดแรงขายพันธบัตรกลับมาอีกครั้ง Bond Yield จึงปรับขึ้นจากที่ลงมา จุดต่ำสุด 5.18% กลับมาปิดบริเวณ 5.27-5.3% ในวันพฤหัส-ศุกร์ที่ 20-21 สิงหาคม ซึ่งนายชยนนท์มองว่าเป็นสัญญาณสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อรัฐบาลและกระทรวงการคลังสหรัฐลดลง

 

“ถ้ากลับไปดู Resume สกอตต์ เบสเซนต์ ประวัติการทำงานเขาเคยเป็นนักวิเคราะห์และเคยเป็นอดีต Fund Manager ให้กับจอร์จ โซรอส กับ สแตนลีย์ ดรัคเคนมิลเลอร์… สกอตต์ เบสเซนต์ ทำคล้ายๆ กันกับเมื่อตอนทำงานกับโซรอสที่เข้าเก็งกำไรเงินบาทตอนต้มยำกุ้งและเข้าโจมตีเงินปอนด์ชนะ BOE มาแล้ว คืออยู่ดีๆ ไม่มีปี่ ไม่มีขลุ่ย ประกาศซื้อคืนพันธบัตรก่อนการประมูล… เมื่อ สกอตต์ เบสเซนต์ เห็นท่าไม่ดีจึงประกาศออกมาจาก 5.3% Bond Yield ของ 30 ปีลดลงมาที่ 5.18% โดยที่เป็นแค่การประกาศเท่านั้น ยังไม่ได้ใช้เงินทันที อย่างไรก็ตาม ส่งผลแค่ระยะสั้นต้องดูว่าจะทำอะไรต่อหรือไม่”


Real Yield แตะ 3%

เสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

 

นายชยนนท์แนะนำต่อว่าหลังจากนี้ต้องจับตา Real Yield ซึ่งคำนวณจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 30 ปีหักด้วยเงินเฟ้อ โดยปัจจุบันพันธบัตร 30 ปีอยู่ที่ประมาณ 5.3% ขณะที่เงินเฟ้อสหรัฐอยู่ประมาณ 2% ทำให้ Real Yield อยู่บริเวณ 2% กว่าๆ จากข้อมูลในอดีต หาก Real Yield พุ่งขึ้นแตะระดับ 3% มักเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยภายใน 1-2 ปี โดยเคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตดอตคอมเมื่อปี 2000 ที่ขึ้นไปถึง 3% และวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2007 ที่ขึ้นไปถึง 3.5% ทำให้ระดับ Real Yield ในระดับปัจจุบันเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่นักลงทุนควรติดตาม

 

ทั้งนี้ สกอตต์ เบสเซนต์ จึงพยายามกด Yield ลง เพื่อไม่ให้ Real Yield ขึ้นไปแตะระดับ 3% เพราะหากเกิดขึ้น ความกังวลเรื่อง Recession จะเพิ่มขึ้น และอาจทำให้นักลงทุนเทขายพันธบัตรรัฐบาลมากขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีกับสหรัฐ

“หลังจากนี้เราจะขายออกจากหุ้น จะล้างพอร์ต จะถือเงินสด ให้ดู Real Yield ถ้าพุ่งขึ้นไป 3-3.5% เมื่อไหร่ให้ค่อยๆ ทยอยลดพอร์ต”


บริการพอร์ตหุ้น-บอนด์กระจายเสี่ยง

ทองคำ-เงินสดเพิ่มบทบาท

 

นอกจากดู Real Yield แล้ว อย่างที่ 2 ยังต้องดูความเคลื่อนไหวหุ้นกับ Bond Yield ซึ่งตามหลักตามตำราว่าให้จัด Asset Allocation ระหว่างหุ้นกับตราสารหนี้ในพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยถืออย่างละครึ่ง

นายชยนนท์ระบุว่า ปีนี้นักลงทุนที่ถือทั้งหุ้นและตราสารหนี้อาจเห็นความผันผวนของพอร์ตมากขึ้น เพราะในช่วงที่ผ่านมาเมื่อหุ้นขึ้น ตราสารหนี้ก็ขึ้นด้วย และเมื่อหุ้นลง ตราสารหนี้ก็ลงด้วย ต่างจากเดิมที่การถือหุ้นควบคู่กับตราสารหนี้ช่วยลดความเสี่ยง เพราะหุ้นขึ้น ตราสารหนี้ลง หุ้นลง ตราสารหนี้ขึ้น โดยอาศัยความสัมพันธ์ของสินทรัพย์ที่แตกต่างกัน

 

ดังนั้น หากจัดพอร์ตแบบหุ้นครึ่งหนึ่งและตราสารหนี้ครึ่งหนึ่ง อาจไม่สามารถลดความผันผวนได้เหมือนเดิม ดังนั้นจึงควรแนะนำว่าลดสัดส่วนตราสารหนี้ แล้วพิจารณาถือทองคำหรือเงินสดเพิ่มขึ้นเพื่อปกป้องความผันผวน โดยต้องออกจากแนวคิดเดิมที่ใช้ตราสารหนี้เป็นเครื่องมือหลักในการกระจายความเสี่ยง

 

อย่างที่ 3 ที่ต้องมองคือให้ลืมภาพยุคดอกเบี้ยต่ำไปได้ โลกเข้าสู่ยุคที่อัตราดอกเบี้ยจะไม่กลับไปต่ำติดดินเหมือนช่วง QE ซึ่งจะกดดัน Discount Rate และ Valuation ของหุ้น โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและ Growth ที่มี P/E สูงกว่า 30 เท่า เพราะเมื่อดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง บรรดาผู้จัดการกองทุนเขาพร้อมที่จะขายหุ้นแล้วหันไปถือตราสารหนี้เพราะดอกเบี้ยดีกว่าเพื่อรับผลตอบแทนที่ดีขึ้นได้ในอนาคต นายชยนนท์จึงแนะนำให้นักลงทุนที่ถือหุ้น P/E เกิน 30 เท่าและมีผลกำไรในพอร์ตอยู่มากแล้ว ค่อยๆ ลดความเสี่ยงและทยอยออกจากการลงทุน เนื่องจากระดับ Real Yield ที่สูงจะเพิ่มแรงกดดันต่อหุ้นที่มี Valuation สูง


“เพราะฉะนั้นพอร์ตหุ้นของใครก็แล้วแต่ ถ้ามีหุ้นที่ P/E เกิน 30 เท่า แล้วกำไรในพอร์ตมีอยู่เยอะ ผมแนะนำว่าลดความเสี่ยงค่อยๆ ทยอยออกไป”



ดอลลาร์อ่อนค่า

ทองคำได้ประโยชน์

 

ด้านทิศทางเงินทุน นายชยนนท์ชี้ว่า การที่ สกอตต์ เบสเซนต์ เข้ามาแทรกแซงระยะสั้นอาจช่วยให้ตลาดหุ้นปรับตัวดีขึ้น แต่ในระยะยาว หากต้องการลด Bond Yield อย่างแท้จริง สหรัฐต้องทำให้เงินเฟ้อลดลง ลดหนี้สาธารณะ และลดการขาดดุล ซึ่งเป็น 3 ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ Bond Yield ลดลงอย่างยั่งยืน

 

เมื่อมาตรการซื้อคืนไม่ได้ทำให้ปัจจัยพื้นฐานทั้ง 3 ด้านลดลง จึงเกิดธีม Debasement หรือการเสื่อมค่าของดอลลาร์ ทำให้นักลงทุนและธนาคารกลางทั่วโลกหันไปกระจายเงินลงทุน โดยเฉพาะการสะสมทองคำที่เพิ่มขึ้น ขณะที่จีนสะสมทองต่อเนื่อง 21 เดือน และประเทศอื่นๆ ก็เพิ่มการถือทองคำเช่นกัน

 

ทองคำจึงมีบทบาทเป็นสินทรัพย์สำหรับกระจายความเสี่ยงจากดอลลาร์ โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศกังวลต่อความเสี่ยงจากการถือดอลลาร์และระบบการเงินระหว่างประเทศ

 

“ตอนนี้ทุกคนในโลกคิดแล้วว่าดอลลาร์ไม่ดีแล้ว เพราะดอลลาร์น่าจะอ่อนค่า เราจึงเห็นว่าทำไมถึงมียอดสะสมซื้อ Gold ETF มากที่สุดในประวัติศาสตร์ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทำไมจีนถึงสะสมทอง 21 เดือนติดต่อกัน ตุรกีก็สะสม ล่าสุดอย่างเกาหลีใต้ต้องเปลี่ยนการซื้อทองคำแท่งจากก่อนหน้านี้ซื้อที่ลอนดอน ต้องบอกว่ามาซื้อที่ Vault ของตัวเอง ของบริษัทเหมืองทองที่อยู่ข้างในเกาหลี เพราะกลัวว่าอยู่ดีๆ สมมุติว่าไปทะเลาะกับอเมริกาวันหนึ่ง อเมริกาเกิดแซงก์ชันแล้วบอกว่าไม่ให้ขายทอง ยึดไว้เป็นของตัวเอง”


เงินทุนกระจายทั่วโลก

หุ้นไทยลุ้น 1,700 จุด

 

ผลของการซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลง ซึ่งการอ่อนค่าของดอลลาร์เป็นประโยชน์ต่อประเทศอื่นในแง่ของฐานทุน เพราะเมื่อธนาคารกลางทยอยลดการถือดอลลาร์ เงินสำรองสามารถนำไปใช้สนับสนุนนโยบายเพื่อสร้างการเติบโตของ GDP ในประเทศแทน

 

สำหรับตลาดหุ้นไทย เมื่อดอลลาร์อ่อนส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าและดัชนีหุ้นยืนเหนือ 1,600 จุด ส่วนหนึ่งมาจากนักลงทุนที่ไม่ต้องการถือดอลลาร์และเลือกกระจายเงินไปยังประเทศที่มีจุดแข็งเฉพาะตัว โดยไทยมีจุดแข็งเรื่องการจ่ายเงินปันผลที่แข็งแกร่ง และเริ่มมีการปรับ Earnings Revision

 

ขณะที่ประเทศอื่นก็มีจุดแข็งแตกต่างกัน เช่น เกาหลีใต้มีหุ้น AI อย่าง SK Hynix และ Samsung ญี่ปุ่นมี Industrial และ Robotics จีนมี AI และ Supply Chain ที่แยกจากสหรัฐ ส่วนไต้หวันมีจุดแข็งด้านชิป CPU ทำให้นักลงทุนมีทางเลือกในการกระจายเงินลงทุนออกจากดอลลาร์

 

นายชยนนท์จึงมองว่า ในช่วงที่ Valuation ของหุ้นเทคโนโลยีอยู่ในระดับสูง ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสได้รับประโยชน์จากกระแสเงินทุนที่มองหาจุดแข็งของแต่ละประเทศ และไทยเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่มีจุดแข็งให้เงินลงทุนไหลเข้ามา ดังนั้นยังมีโอกาสเห็นดัชนีหุ้นไทยขึ้นไปที่ระดับ 1,700 จุดในช่วงปลายปีนี้

 

“เราเห็นบาทแข็งรอบนี้ หุ้นไทยเรายืนเหนือ 1,600 ได้ สาเหตุส่วนหนึ่งเพราะนักลงทุนมองแล้วว่าแม้แต่ต่างชาติไม่อยากถือดอลลาร์ ไปกระจายลงทุนที่ประเทศอื่นที่มีความปลอดภัยหรือมีเสน่ห์ที่เป็นจุดแข็งของประเทศนั้นๆ…ตลาดหุ้นเรามีจุดแข็งเรื่องการจ่ายปันผลที่แข็งแกร่งแล้วเริ่มมีการปรับ Earnings Revision เห็นไหม เขาจะพบกันที่จุดแข็งของแต่ละประเทศ พอเรามีจุดแข็งแบบนี้แล้วเป็นช่วงจังหวะที่หุ้น Tech Valuation แพงเกินไป กลายเป็นว่าเราได้ประโยชน์เรื่องนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าหุ้นไทย 1,700 มีลุ้นปลายปีนี้”

 
 
 

Comments


bottom of page