ตลาดหุ้นไทยเด่น ในภาวะที่โลกผันผวนสั้นๆ
- Jul 23
- 2 min read

ตลาดหุ้นไทยแข็งแรงพอ ไปต่อได้ : ตลาดหุ้นหลักทั่วโลกในระยะสั้นสะเทือนหลังสงครามในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซปะทุ ส่งน้ำมันพุ่งกระฉูด ร้อยละ 10 ซ้ำเติมวิกฤตชิปเซมิคอนดักเตอร์ถล่มตลาดหุ้นสหรัฐ ญี่ปุ่น และเกาหลีร่วงระนาว สวนทางตลาดหุ้นไทย (SET Index)
ความปั่นป่วนของตลาดทุนในสัปดาห์ที่ผ่านมากระตุ้นให้ อัตราความกลัว (VIX Index) ปรับตัวสูงขึ้นเกือบร้อยละ 10 สู่ระดับ 18.4 จุด สะท้อนการไหลออกของเงินทุนอย่างเร่งด่วนออกจากกลุ่มอุตสาหกรรมยอดนิยมอย่าง AI และผู้ผลิตชิป อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยกลับได้รับการค้ำจุนจากโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคง โดยการรายงานตัวเลขยอดสะสม FDI ช่วงครึ่งปีแรกพุ่งขึ้นแตะระดับ 1.88 แสนล้านบาท กอปรกับพฤติกรรมการเข้าซื้อสุทธิสะสมของนักลงทุนสถาบันต่างชาติตามรายอุตสาหกรรม ซึ่งการไหลเข้าของเงินทุนรอบนี้ประเมินว่าเป็น "การค้นหาความปลอดภัยทางคุณค่า" ภายใต้สภาวะวิกฤตราคาต้นทุนพลังงานนำเข้าที่กำลังปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสถานการณ์ที่กองทัพอากาศและกองเรือสหรัฐปฏิบัติการยิงทำลายโครงสร้างสะพานและเครือข่ายลำเลียงน้ำมันในบริเวณตะวันออกกลาง ทำให้อัตราค่าพลังงานในรูปน้ำมันดิบล่วงหน้า WTI ขยับขึ้นยืนเหนือระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สภาวะราคาน้ำมันที่ทรงระดับสูงจะเริ่มแทรกซึมเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตและการขนส่งภาคอุตสาหกรรมของไทยตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 เป็นต้นไป และจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญเชิงโครงสร้างในไตรมาสที่ 3 ปี 2569 ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงระบบที่สภาพัฒน์และสถาบันการเงินได้สะท้อนไว้ผ่านการจำกัดเป้าหมายการขยายตัวในอนาคตของดัชนีหลักทรัพย์ปลายปี แม้ว่าในระยะสั้นอาจมีผลกระทบจากปรากฏการณ์ "Sell on Fact" จะเกิดขึ้นกับกลุ่มธนาคารหลังเสร็จสิ้นฤดูกาลประกาศงบการเงินไตรมาสที่ 2 ประจำปี ประกอบกับค่าเงินบาทที่ปรับฐานลงมาที่ 33.64 บาทต่อดอลลาร์ ยังคงแกว่งตัวในระดับอ่อนค่าเนื่องจากการส่งออกที่ผันผวนและการชะลอตัวชั่วคราวของนักท่องเที่ยวและผู้จองสินทรัพย์
ขณะที่ปัจจัยเชิงฤดูกาลที่มีผลต่อแนวโน้มการลงทุน (Seasonal Factors) บ่งชี้ว่า ช่วงครึ่งหลังของเดือนกรกฎาคมปริมาณและมูลค่าการซื้อขายสะสมของตลาดหุ้นไทยมักมีแนวโน้มลดลงเนื่องจากเป็นเดือนที่มีวันหยุดยาวติดต่อกันหลายวัน ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติและกองทุนรวมในประเทศมักชะลอการไล่ซื้อสินทรัพย์เสี่ยงและมักเลือกที่จะปิดสถานะกำไรบางส่วนล่วงหน้าก่อนวันหยุดยาวเพื่อบริหารความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
นอกจากนี้ในมิติภาคการผลิต อุตสาหกรรมในประเทศเริ่มเข้าสู่กระบวนการเตรียมตัวเพื่อรับรู้ผลกระทบของช่วงฤดูกาลผลิตสูงสุด (Peak Season) ในช่วงไตรมาสถัดไป อย่างไรก็ดี หากต้นทุนด้านราคาน้ำมันและค่าพลังงานยังไม่มีท่าทีที่จะปรับลดลงได้ในระยะเวลาอันสั้น อัตรากำไรขั้นต้นของอุตสาหกรรมรับจ้างผลิต (OEM) และกลุ่มผู้ส่งออกวัตถุดิบขั้นกลางจะเผชิญความเสี่ยงจากการส่งผ่านราคาสินค้าที่ทำได้ยากขึ้น นอกจากนี้พบว่าตลาดหุ้นไทยมีพฤติกรรมการแบ่งสรรน้ำหนักที่ชัดเจนระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ โดยที่กลุ่มเด่นนำตลาด (Outperform) ได้แก่ กลุ่มพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้า นำโดย GULF ซึ่งประกาศโครงสร้างพันธมิตรขยายฐานกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าและเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ช่วยประกันความเสถียรของกำไรระยะยาว ร่วมกับกลุ่มค้าปลีก ที่ได้รับแรงสนับสนุนทางอ้อมจากเม็ดเงินลงทุน FDI และแผนการขยายธุรกิจสาขาในเขต EEC และกลุ่มที่ควรระมัดระวัง (Underperform) ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากพฤติกรรมการลดสถานะความเสี่ยง (De-risking) ของผู้จัดการกองทุนรวมต่างชาติพากันเทขายหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อบริษัทผู้ชนะระดับโลกอย่าง Samsung Electronics ประกาศยอดทำกำไรไตรมาส 2 พุ่งขึ้น 19 เท่า แต่ราคาหุ้นกลับร่วงลงร้อยละ 10 ทันทีเนื่องจากราคาได้ตอบรับความคาดหวังเชิงบวกไปล่วงหน้าแล้ว
ตัวอย่างนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยหลักของหุ้นเทคโนโลยีที่มีการเก็งกำไรสูงเช่นเดียวกับ DELTA ของไทย ดังนั้นในเชิงกลยุทธ์ภายใต้ภาวะความแตกต่างของนโยบายเงินทุนโลกและการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากวิกฤตชิปสากลจะเป็นเครื่องช่วยคัดกรองให้หุ้นไทยยังเป็นเป้าหมายของการกระจายพอร์ตการลงทุนที่มีประสิทธิภาพสูง
คำแนะนำในเชิงการบริหารความเสี่ยงคือ ให้นักลงทุนจัดลำดับการลงทุนเฉพาะรายหลักทรัพย์ (Selective Strategy) โดยเน้นหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคพื้นฐานที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลมั่นคงระดับร้อยละ 3.00 ขึ้นไป และมีระดับส่วนต่างหนี้สินต่อส่วนทุน (D/E Ratio) ที่ปลอดภัยต่ำกว่า 1.5 เท่า โดยมีกลุ่มพลังงานและกลุ่มค้าปลีกเป้าหมายเป็นเสาหลักประคองพอร์ต ขณะเดียวกัน ควรลดน้ำหนักหรือระงับการเข้าซื้อหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ส่งออกจนกว่าสภาวะการปรับมูลค่าทางบัญชี (Valuation De-rating) ในเวทีสากลจะยุติลง และสกัดกั้นความเสี่ยงด้วยการไม่นำวงเงินกู้ยืมมาเทรดหลักทรัพย์ในสภาวะที่ตลาดโลกยังคงผันผวนสูง
สหรัฐ-อิหร่านกระทบตลาดหุ้นโลกระยะสั้น : ในส่วนของความปั่นป่วนของตลาดการเงินโลก ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาสะท้อนภาพการเผชิญหน้าของปัจจัยลบสองด้านที่เข้าปะทะพร้อมกัน นั่นคือความวิตกกังวลต่อราคาและมูลค่าที่ตึงตัวของกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI Valuation Concerns) ร่วมกับการยกระดับความรุนแรงของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่ตะวันออกกลาง โดยบรรยากาศการลงทุนในตลาดทุนโลกเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่จากมาตรการปรับฐานที่กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและผู้ผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ แม้รายงานผลประกอบการของบริษัทผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่างไต้หวันเซมิคอนดักเตอร์ (TSMC) จะออกมาดีกว่าคาด ทว่าการปรับเพิ่มประมาณการรายจ่ายลงทุน (Capital Expenditure) กลับกระตุ้นให้เกิดความหวาดหวั่นว่าความต้องการและเม็ดเงินลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐาน AI อาจไม่สามารถแปลงกลับมาเป็นผลตอบแทนที่คุ้มค่าได้ในระยะเวลาอันสั้น บรรยากาศเชิงลบดังกล่าวทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นหลังจากการเปิดเผยประสิทธิภาพโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) รุ่น "Kimi" ของบริษัท Moonshot สัญชาติจีน ซึ่งแสดงขีดความสามารถที่ทัดเทียมกับผู้นำฝั่งสหรัฐ ส่งผลให้เกิดแรงกังวลด้านการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ซ้ำเติมด้วยรายงานข่าวความล่าช้าในกำหนดการส่งมอบชิปตระกูลหลักของบริษัท Alphabet ซึ่งลดทอนความมั่นใจของนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐยังได้รับผลกระทบทางจิตวิทยาจากการรายงานงบการเงินไตรมาสที่ 2 ของ Netflix ซึ่งแม้จะมีกำไรสุทธิตามเป้าหมาย แต่ทิศทางคาดการณ์รายได้ในอนาคตกลับต่ำกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ สภาวะการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk-off Sentiment) นี้ลามเข้าสู่ตลาดหุ้นเอเชียเหนืออย่างรุนแรง ตลาดหุ้นเกาหลีใต้อย่างดัชนี KOSPI ได้รับผลกระทบจากการดิ่งลงอย่างหนักของหุ้นเทคโนโลยีสำคัญอย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix ขณะเดียวกันตลาดหุ้นญี่ปุ่นหรือ Nikkei 225 ร่วงลงอย่างมีนัยสำคัญสู่สภาวะปรับฐานอย่างเป็นทางการหลังจากปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อนแรงในช่วงก่อนหน้านี้ ขณะที่มาตรการจำกัดการจดทะเบียนกองทุนรวมดัชนี (ETF) หุ้นเทคโนโลยีรุ่นใหม่ของทางการเกาหลีใต้ส่งผลให้นักลงทุนรายย่อยรีบระบายสินทรัพย์และจำกัดการใช้เครื่องมือทางการเงินที่มีคานงัดส่งผลต่อความผันผวนของภูมิภาคโดยตรง
อย่างไรก็ดี ในส่วนของไทย เสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยแสดงให้เห็นถึงความทนทานต่อแรงกดดันภายนอกประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตัวแปรขับเคลื่อนหลักในระยะนี้คือความร่วมมือและเม็ดเงินลงทุนที่หลั่งไหลเข้ามาผ่านอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ โดยครึ่งปีแรกตัวเลขเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ปรับตัวขึ้นโดดเด่นถึงร้อยละ 68 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นมูลค่าสะสม 1.88 แสนล้านบาท ซึ่งเกือบร้อยละ 44 หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 8.3 หมื่นล้านบาท มีการกระจุกตัวเชิงยุทธศาสตร์อยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โครงสร้างกระแสเงินทุนดังกล่าวกลายมาเป็นรากฐานหลักที่ช่วยพยุงจิตวิทยาการลงทุนและสะท้อนความไว้วางใจของนักลงทุนสถาบันข้ามชาติต่อนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมในอนาคตของรัฐบาลไทย
ขณะที่ปัจจัยที่ต้องติดตามคือความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางเป็นหลัก โดยการที่กองทัพสหรัฐยกระดับการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายอิหร่านติดต่อกันเป็นเวลาหกคืนติด โดยเฉพาะเป้าหมายทางยุทธศาสตร์บริเวณสะพานขนส่งหลักและท่าเรือบันดาร์อับบาส เพื่อสกัดกั้นอิทธิพลและการบีบเส้นทางลำเลียงทางทะเลรอบช่องแคบฮอร์มุซของฝ่ายอิหร่าน ส่งผลให้ตลาดน้ำมันโลกตึงตัวอย่างหนักเนื่องจากนักลงทุนพากันประเมินความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานดิบในยุโรปและเอเชีย ในมิตินโยบายการเงินและการกำหนดอัตราดอกเบี้ย ภายหลังการเข้ารับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คนใหม่ของ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) คณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟดกำลังเข้าสู่ช่วงงดแถลงการณ์ต่อสาธารณชน (Blackout Period) ก่อนการประชุม FOMC วันที่ 28-29 กรกฎาคม 2569 ดัชนีเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) เดือนมิถุนายนของสหรัฐที่ลดลงร้อยละ 0.4 แบบเดือนต่อเดือน (MoM) ทำให้อัตราเงินเฟ้อรายปีชะลอลงมาอยู่ที่ร้อยละ 3.5 ส่งผลให้ตลาดยกเลิกความหวาดวิตกต่อโอกาสในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสิ้นเดือนนี้ลงไปเกือบทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ทิศทางผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ระยะ 10 ปีของสหรัฐ กลับปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนทางไปอยู่ที่ระดับร้อยละ 4.54 ถึง 4.56 สะท้อนว่าตลาดเงินกำลังปรับระดับคาดการณ์เชิงนโยบายระยะยาวว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดที่ระดับร้อยละ 3.50-3.75 อาจถูกคงไว้เป็นระยะเวลายาวนานกว่าที่เคยคาดไว้เดิมจากการพุ่งขึ้นรอบใหม่ของต้นทุนราคาน้ำมันดิบ
ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) ตราบใดที่ SET ยังคงแกว่งตัวเหนือกว่า 1,550 จุดได้ เน้น “อ่อนตัวซื้อลงทุน” สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไปที่ระดับ 75% ของพอร์ต”
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/hippowealththailand และ e-mail ที่ hippowealththailand@gmail.com แล้ว แฟนๆ ยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 97.00 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-16.00 น. เช่นเดิมครับ
ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)

Source: TradingView







Comments