top of page
571357_edited.jpg
561837.jpg

Earnings Season หนุนตลาดหุ้นโลก 

  • May 14
  • 2 min read


Earnings Season หนุนตลาดหุ้นโลก

ส่วนไทย Downside น้อย

 

ผลประกอบการหุ้น AI หนุนตลาดหุ้นโลก: ในท่ามกลางสภาวะการลงทุนโลกที่เผชิญกับความแยกส่วนอย่างรุนแรงระหว่างปัจจัยพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่ร้อนแรงและปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลาดหุ้นโลกในระยะ 1-2 สัปดาห์ข้างหน้าถูกประเมินว่าเป็น "จุดเปลี่ยนสำคัญ" (Crucial Pivot) ทั้งนี้การพุ่งทะยานของดัชนีกลุ่มเทคโนโลยีในสหรัฐและญี่ปุ่นจนทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ สวนทางกับบรรยากาศความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซที่ทวีความรุนแรงขึ้น ได้สร้างโจทย์ที่ซับซ้อนให้กับนักลงทุนในการพิจารณาจัดสรรเงินทุน โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา (4-8 พ.ค.) ตลาดหุ้นโลกดำเนินไปภายใต้ธีม "AI Momentum vs Geopolitical Risk" มีดัชนี Nasdaq และ Nikkei เป็นผู้นำกลุ่มที่ทำผลตอบแทนได้โดดเด่นที่สุดจากการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปและอาเซียนเคลื่อนไหวในลักษณะระมัดระวังตัวมากขึ้น 

 

จากการวิเคราะห์เชิงลึก พบว่าดัชนี MSCI Emerging Market และดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ (KOSPI) มีความร้อนแรงเป็นพิเศษ โดย KOSPI ปรับตัวขึ้นถึง 13.63% ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากการไหลเข้าของเม็ดเงินในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน AI ขณะที่ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ (Shanghai SE) สามารถปิดบวกติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 5 แม้จะมีความกังวลเรื่องการเจรจาระหว่างสหรัฐ และจีนในวันที่ 14-15 พ.ค. แต่แรงหนุนจากกำไรภาคอุตสาหกรรมในกลุ่มไฮเทคช่วยพยุงดัชนีไว้ได้

   

ตลาดหุ้นสหรัฐได้รับแรงขับเคลื่อนจากผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ที่แข็งแกร่งเกินคาด โดยบริษัทใน S&P 500 ที่รายงานผลประกอบการแล้ว 89% พบว่ามีถึง 84% ที่รายงานกำไรต่อหุ้น (EPS) สูงกว่าคาด และ 80% รายงานรายได้สูงกว่าคาด ซึ่งอัตราการชนะนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี และ 10 ปี อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่อัตราการเติบโตของกำไรรวม (Blended Earnings Growth Rate) อยู่ที่ 27.7% ซึ่งถือเป็นระดับการเติบโตที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2564 โดย 10 จาก 11 กลุ่มอุตสาหกรรมรายงานกำไรเติบโตขึ้น นำโดยกลุ่ม Information Technology (เทคโนโลยีสารสนเทศ) ที่เติบโตถึง 45-46% จากความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่พุ่งสูงขึ้น ตามมาด้วยกลุ่ม Communication Services และ Materials อย่างไรก็ดี แม้ผลงานจะดีมาก แต่ราคาหุ้นตอบสนองในลักษณะเลือกกลุ่ม (Selective) โดยบริษัทที่กำไรดีกว่าคาดมีราคาหุ้นปรับตัวขึ้นเฉลี่ยเพียง 1.1% ในช่วงประกาศผล ขณะที่บริษัทที่ผลงานต่ำกว่าคาดถูกลงโทษอย่างรุนแรงด้วยราคาที่ลดลงเฉลี่ยถึง 4.9% นอกจากนี้ความกระตือรือร้นในฝั่งเทคโนโลยีถูกคานอำนาจด้วยความระมัดระวังในฝั่งสินค้าอุปโภคบริโภค เนื่องจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกนร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 48.2 

 

ในภูมิภาคยุโรป ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวแบบไร้ทิศทางชัดเจน แม้จะมีแรงหนุนจากคำสั่งซื้อภาคโรงงานในเยอรมนีที่พุ่งขึ้น 5.0% ในเดือนมีนาคม แต่ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิต (PPI) ที่พุ่งสูงที่สุดในรอบกว่า 4 ปี ได้ทำให้นักลงทุนเริ่มหันมามองความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายนหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น 

สำหรับภูมิภาคเอเชีย ญี่ปุ่นโดดเด่นด้วยการทำสถิติสูงสุดใหม่ของดัชนี Nikkei 225 ซึ่งได้รับแรงส่งจากการที่ค่าจ้างที่แท้จริงปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 3 เดือน สร้างความหวังเรื่องวัฏจักรเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ส่วนในจีน นักลงทุนให้ความสำคัญกับการฟื้นตัวของภาคบริการ (PMI 52.6) และรอดูผลการพบปะระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพื่อหารือเรื่องการพักรบทางการค้าในวันที่ 14-15 พฤษภาคมนี้ 

 

ในส่วนของตลาดหุ้นไทย ภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญ รายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าเศรษฐกิจไทยพึ่งพาปัจจัยภายนอกในระดับที่สูงมาก โดยมูลค่าการส่งออกและรายรับจากนักท่องเที่ยวรวมกันคิดเป็น 65% ของ GDP อย่างไรก็ตาม การส่งออกในปี 2569 คาดว่าจะเติบโตเพียง 0.6% เนื่องจากการชะลอตัวของกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดโลกบางส่วน และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากคู่แข่งในเอเชียแปซิฟิก


ความเสี่ยงระยะสั้นมี แต่หุ้นไทยไปต่อได้: ในส่วนของตลาดหุ้นไทย กลับมาเผชิญแรงขายทำ

กำไรอีกครั้งหลังจากมีรายงานการปะทะกันระลอกใหม่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งน้ำมันโลก ประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ หนี้ครัวเรือนของไทยที่ทรงตัวในระดับสูงถึง 89.7% ของ GDP และปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่ยังคงเป็นปัจจัยกดดันการบริโภคภายในประเทศ สภาวะเช่นนี้ทำให้การฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยในแรกของเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีลักษณะที่เปราะบางและขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก ขณะที่โครงสร้างการซื้อขายสะท้อนถึงการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่มีทิศทางไม่ชัดเจน (Mixed Signals) ระหว่างนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนในประเทศ 

 

การวิเคราะห์กลุ่มอุตสาหกรรมแสดงให้เห็นถึงการกระจุกตัวของความสนใจในหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยบวกเฉพาะด้าน พฤติกรรมที่น่าสนใจที่สุดคือ การที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดพันธบัตรไทยถึง 13,638 ล้านบาท ในขณะที่ขายหุ้นออกมา สิ่งนี้บ่งบอกถึงกลยุทธ์ "Risk-Off" ในระยะสั้น หรือการทำ Carry Trade เพื่อเก็งกำไรค่าเงินบาทที่มีทิศทางแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินในภูมิภาค ทางด้านกลุ่มอุตสาหกรรม หุ้นในกลุ่มพลังงานและเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นกลุ่มที่ส่งผลต่อดัชนีมากที่สุด โดยหุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ TRUE (มีการขึ้นเครื่องหมาย XD), DELTA (ผลจากกระแส AI โลก), ADVANC, PTT และ GULF การที่ GULF รายงานกำไรไตรมาส 1 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 9.1 พันล้านบาท และประกาศจัดตั้งบริษัทใหม่เพื่อรุกธุรกิจ Data Center ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุน

 

ทั้งนี้ปัจจัยระดับโลกจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของ SET Index ต่อจากนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมีประเด็นหลักที่นักลงทุนต้องนำมาพิจารณาในการบริหารความเสี่ยง ดังนี้


1. นโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) แม้ในการประชุมเดือนเมษายนที่ผ่านมา Fed จะมีมติ 8-4 ให้คงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.5- 3.75% แต่จำนวนเสียงแตกที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1992 เป็นสัญญาณชัดเจนว่ามีความเห็นต่างเพิ่มขึ้นภายในคณะกรรมการ ตลาดกำลังจับตามองว่าหากตัวเลขเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด Fed อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนท่าทีสู่การคุมเข้มอีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น และกดดันดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีระดับ P/E สูง 

 

2. ราคาน้ำมันโลกและวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ โดยที่ราคาน้ำมันดิบมีความผันผวนรุนแรง โดยขยับขึ้นยืนเหนือระดับ 97 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากกองกำลัง IRGC ของอิหร่านขู่โจมตีเรือรบและฐานทัพสหรัฐ หากมีการขัดขวางเส้นทางพาณิชย์ ความขัดแย้งนี้ส่งผลกระทบสองด้านต่อไทย ด้านหนึ่งคือบวกต่อหุ้นกลุ่มสำรวจและผลิตน้ำมันอย่าง PTT และ PTTEP แต่อีกด้านหนึ่งคือลบต่อกลุ่มค้าปลีกน้ำมันและภาคการผลิตที่ต้องเผชิญกับต้นทุนนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงความกังวลเรื่องการขาดแคลนพลังงานหากสถานการณ์ยืดเยื้อ 


3. สงครามเทคโนโลยีและการลงทุนใน AI ทั้งนี้ความสำเร็จของบริษัทอย่าง DeepSeek ในจีนที่สามารถพัฒนาระบบ AI ได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าสหรัฐมาก ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการเทคโนโลยี ในสัปดาห์หน้า การที่นักลงทุนจะเลือกหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ในไทยอย่าง DELTA หรือ HANA จะต้องพิจารณาถึงความเชื่อมโยงกับ "วัฏจักรการลงทุน AI โลก" (Global AI Investment Cycle) ซึ่งปัจจุบันกำลังเริ่มเห็นสัญญาณความอิ่มตัวในฝั่งตะวันตก แต่ยังมีช่องว่างการเติบโตสูงในฝั่งเอเชีย 

 

ขณะที่ปัจจัยเชิงฤดูกาลมีผลอย่างมากต่อจิตวิทยานักลงทุนในเดือนนี้ โดยมีประเด็นหลักคือ ปรากฏการณ์ "Sell in May" ซึ่งนักลงทุนมักจะลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงหลังจากจบฤดูกาลประกาศงบและการจ่ายเงินปันผลในช่วงไตรมาสที่ 1 อย่างไรก็ตาม สถิติย้อนหลังของปี 2569 พบว่า SET Index มีผลตอบแทน YTD ถึง +19.11% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงผิดปกติเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต นั่นหมายความว่าแรงขายเพื่อทำกำไร (Profit Taking) ตามฤดูกาลอาจจะรุนแรงกว่าปีก่อนๆ นอกจากนี้ การที่วันหยุดยาวในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม (วันแรงงานและวันฉัตรมงคล 1-4 พ.ค.) ผ่านพ้นไปแล้ว ปริมาณการซื้อขายตั้งแต่กลางเดือนนับจากนี้คาดว่าจะกลับมาหนาแน่นขึ้น ซึ่งจะเพิ่มความผันผวนให้กับตลาด 

 

อีกปัจจัยหนึ่งคือการระบาดของไวรัสฮันตาในยุโรปที่เพิ่งเริ่มมีรายงานการเฝ้าระวัง แม้จะยังไม่เป็นปัจจัยหลัก แต่ในเชิงฤดูกาล หากเกิดความกังวลด้านสาธารณสุขใหม่ๆ ในช่วงที่ตลาดกำลังหาเหตุผลในการปรับฐาน ก็อาจกลายเป็นตัวเร่ง (Catalyst) ให้เกิดแรงขายได้

 

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) ตราบใดที่ SET ยังคงแกว่งตัวเหนือกว่า 1,400 จุดได้ เน้น “อ่อนตัวซื้อลงทุน” สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไปที่ระดับ 75% ของพอร์ต”   

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/hippowealththailand และ e-mail ที่ hippowealththailand@gmail.com แล้ว แฟนๆ ยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 97.00 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 15.00-16.00 น. เช่นเดิมครับ


ภาพประกอบ: การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)

  


Source: TradingView

 
 
 

Comments


bottom of page