top of page
347550.jpg

ปัจจัยต่างประเทศหนุน SET....ยืนเหนือ 1,600 จุด


หุ้นโลกไปต่อได้ !

ตลาดหุ้นโลกยังเดินหน้าปรับตัวขึ้นต่อเนื่องนำมาโดยตลาดหุ้นสหรัฐ ที่แม้ว่าล่าสุดตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐ ที่ประกาศออกมาในสัปดาห์ก่อนจะสูงกว่าที่คาดการณ์เล็กน้อย โดยเงินเฟ้อทั่วไป 5.0% YoY และเงินเฟ้อพื้นฐาน 3.8% YoY แต่ตลาดหุ้นสหรัฐยังปิดบวกและทำ New High ได้ สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนในตลาดให้น้ำหนักกับปัจจัยบวกจากการที่อัตราเงินเฟ้อสหรัฐขยับขึ้นจากการฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจจริงมากกว่าปัจจัยลบจากโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดจะเริ่มส่งสัญญาณ QE Tapering สะท้อนออกมาจากการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี ลดลงจาก 1.58% เป็น 1.46% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ต่ำที่สุดในรอบ 3 เดือน

นอกจากนี้หากดูข้อมูลเชิงลึกของเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจะพบว่าเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวจากตัวเลขฐานที่ต่ำผิดปกติในปีที่แล้ว โดยมีสาเหตุจากราคารถยนต์มือสองและรถบรรทุกที่ทะยานขึ้นมากกว่า 7% และการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ ขณะที่ภาคเศรษฐกิจจริงของสหรัฐฟื้นตัวต่อเนื่อง หลังตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน Initial Jobless Claims ลดลงสู่ระดับ 376,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบเกือบ 15 เดือน แม้ว่ายังคงสูงกว่าระดับ 230,000 ราย ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยต่อสัปดาห์ในช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐก็ตาม แต่ตัวเลขดังกล่าวมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง

ทั้งนี้จะเห็นว่าทิศทางที่ชัดเจนว่าสหรัฐกำลังเข้าสู่กระบวนการเปิดประเทศ และจะเปิดเศรษฐกิจอย่างเต็มตัวแล้ว โดยล่าสุดศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐยืนยันในวันที่ 8 มิ.ย. 64 ที่ผ่านมาว่า CDC ได้ลดระดับการเตือนเดินทางไปยังประเทศและดินแดงต่างๆ รวมกว่า 110 ประเทศแล้ว โดย CDC ได้ลดระดับการเตือนเดินทางจากสูงสุดที่ระดับ 4 ซึ่งเป็นการห้ามเดินทางไปยัง 61 ประเทศ มาเป็นอนุญาตให้เดินทางได้สำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการผ่อนคลายข้อจำกัดต่างๆ ในการเดินทางแล้ว

ขณะที่ในฝั่งยุโรปเองก็มีปัจจัยบวก และสัญญาณที่ดีทางเศรษฐกิจต่อเนื่องเช่นกัน โดยที่ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายและมีมติคงวงเงินในการซื้อพันธบัตรตามโครงการ Pandemic Emergency Purchase Programme (PEPP) ที่ระดับ 1.85 ล้านล้านยูโร ซึ่ง ECB จะซื้อพันธบัตรตามโครงการดังกล่าวจนถึงเดือน มี.ค. 65 โดยจะซื้อพันธบัตรในวงเงินเดือนละ 2 หมื่นล้านยูโร ECB ปรับคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของยูโรโซนในปี 2564 มาอยู่ที่ 4.6% สูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ในเดือน มี.ค. 64 ที่ 4% และคาดการณ์เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเป็น 1.9% ในปีนี้ ซึ่งใกล้เคียงกับระดับเป้าหมาย และสูงกว่าตัวเลขประมาณการล่าสุดที่ 1.2%

นอกจากนี้ตลาดหุ้นโลกยังได้รับปัจจัยหนุนจากการที่ธนาคารโลก หรือ World Bank ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลกสู่ระดับ 5.6% ผลจากการที่หลายประเทศที่ควบคุม COVID-19 ได้ดี และมีการเร่งฉีดวัคซีน อย่างสหรัฐ, ยุโรป และจีน ได้ถูกปรับคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจขึ้น โดยที่ในทางเทคนิคทิศทางของตลาดหุ้นโลกในภาพรวมยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนออกมาจากการที่ดัชนี S&P500 ของสหรัฐ และ Stoxx50 ของยุโรปยังคงมีรูปแบบ Golden Cross ครบทั้ง 5 ขั้นอย่างชัดเจน และต่อเนื่อง

ต่างชาติซื้อต่อหรือไม่ขึ้นกับวัคซีน ! ทั้งนี้ความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนดังกล่าวสะท้อนออกมาจากขณะที่ในเชิงของ Momentum ที่ยังคงเป็นขาขึ้นของตลาดหุ้นโลก สะท้อนออกมาจากทิศทางของดัชนี VIX Index ที่มีความสัมพันธ์เป็นลบ หรือ Negative Correlation กับตลาดหุ้น โดยเฉพาะดัชนี VIX Index ของตลาดหุ้นสหรัฐ, ยุโรป และฮ่องกงที่ในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวลดลง 5.42%, 12.80% และ 6.8% ตามลำดับ สอดคล้องกับผลสำรวจความเชื่อมั่นของนักลงทุนสหรัฐจาก AAII ที่ระบุว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา สัดส่วนนักลงทุนที่เชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐในระยะ 6 เดือนข้างหน้ายังคงเป็นขาขึ้น หรือ Bullish อยู่ที่ 40.20% ขณะที่สัดส่วนนักลงทุนที่เชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐในระยะ 6 เดือนข้างหน้ากำลังกลับเป็นขาลง หรือ Bearish อยู่ที่ 20.70%

ในส่วนของตลาดหุ้นไทยในเชิงของเทคนิค การที่ Indicator อย่าง MACD ของดัชนี Accumulated Foreign Fund Flow กลับมามีสัญญาณ Buy Signal ต่ำกว่า Zero Line อีกครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการไหลกลับเข้ามาของเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นได้ โดยที่ในระยะสั้นปัจจัยหนุนให้นักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามายังตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง จะอยู่ที่ความพยายามในการเร่งฉีดวัคซีนโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง และโอกาสนำวัคซีนทางเลือกเข้ามาเพิ่มเติม รวมถึงได้มีการที่ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้ว

ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่ารัฐบาลไทยได้เจรจาจัดหาวัคซีนโควิด-19 เพิ่มเติมกับทุกบริษัท โดยที่ล่าสุดอธิบดีกรมควบคุมโรคได้ลงนามเอกสารสัญญาจองซื้อวัคซีนกับไฟเซอร์แล้ว

จากการประเมินของธนาคารแห่งประเทศไทย หากรัฐบาลสามารถจัดการให้เกิดการฉีดวัคซีนได้ 100 ล้านโดสภายในปีนี้ได้จริง คาดจะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ได้ในไตรมาส 1 ปี 2565 และการขยายตัวของ GDP ในปี 2564 จะสามารถขยายได้ราว 2% ก่อนจะขยายเพิ่มขึ้นเป็น 4.5% ในปี 2565

ดังนั้นตราบใดที่ SET ยังคงยืนเหนือ 1,600 จุด (+/-10) ซึ่งเป็นกรอบแนวรับที่ SET จำเป็นต้องสร้างฐานต่อไปได้ ในระยะสั้น SET ยังคงอยู่ในทิศทางของการแกว่งตัวขึ้นต่อ

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) ตราบใดที่ SET ยังคงไม่ลงไปปิดต่ำกว่า 1,550 จุดอีกครั้ง เน้น “เก็งกำไรระยะสั้น” โดยมี 1,550 จุดเป็นจุดหมุน และจุด Cut Loss ในหุ้น CPALL, BJC, BEM, CRC, AOT, GPSC, PTTGC, WHA และ BDMS อีกครั้ง สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “คงสัดส่วนการลงทุนในหุ้นมาอยู่ที่ระดับ 25% ของพอร์ต”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/wealthhuntersclub และ e-mail ที่ moobin.stockmania@gmail.com แล้ว แฟนๆยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 97 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-16.00 น. เช่นเดิมครับ

 

ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)

Source: Wealth Hunters Club

28 views

Comments


bottom of page