top of page
327304.jpg

เดินหน้าแกว่งขึ้นต่อในกรอบ 1,550-1600 จุด...ปัจจัยบวกมีน้ำหนักมากกว่า !


สัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนาคมที่ผ่านมาตลาดหุ้นโลกลดความกังวลเกี่ยวกับเรื่อง Government Bond Yield ของสหรัฐที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่หันมากังวลมาตรการ Lockdown ในยุโรปยืดเยื้อกว่าที่คาดมากขึ้นแทน หลังจากมีการต่ออายุการ Lockdown ในเยอรมนี และการเริ่ม Lockdown รอบใหม่ในฝรั่งเศส และโปแลนด์ โดยที่รัฐบาลเยอรมนีประกาศขยายมาตรการล็อกดาวน์ไปจนถึงวันที่ 18 เม.ย. 2564 และเรียกร้องให้ประชาชนอยู่ที่บ้านเป็นเวลา 5 วันในช่วงวันหยุดเทศกาลอีสเตอร์ ขณะที่สหภาพยุโรป หรือ EU พิจารณาความเป็นไปได้ที่จะสกัดการส่งออกวัคซีนโควิดไปยังประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูง เช่น อังกฤษ หรือประเทศซึ่งไม่ได้แบ่งปันวัคซีนที่ผลิตได้ โดยการตัดสินใจดังกล่าวของ EU มีความเป็นไปได้ว่าอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการเปิดประเทศของอังกฤษ

นอกจากนี้ตลาดหุ้นโลกยังถูกปัจจัยกดดันจากประเทศแถบตะวันตก ซึ่งรวมถึง สหรัฐ สหราชอาณาจักร แคนาดา และ EU ได้ออกมาตรการคว่ำบาตรพลเมืองและหน่วยงานบางแห่งของจีน โดยอ้างเหตุผลว่ามีพฤติกรรมละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมอุยกูร์ในซินเจียง

ส่งผลให้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนี MSCI ACWI ซึ่งเป็นดัชนีถ่วงน้ำหนักตลาดหุ้นทั่วโลก ที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนด้านเคลื่อนไหวของราคาตลาดตราสารทุนโดยรวม MSCI ACWI และประกอบด้วยหุ้นจากตลาดที่พัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ ปรับตัวลดลง 1.42%

อย่างไรก็ดี “นายหมูบิน” มองว่าตลาดหุ้นโลก และสหรัฐจะกลับมาได้ปัจจัยบวกมาหนุนอีกครั้ง หลังจาก Jerome Powell ประธานธนาคารกลางสหรัฐ และ Janet Yellen รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ได้แสดงมุมมองที่เป็นบวกในระหว่างการแถลงต่อสภาคองเกรสว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มดีดตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง เนื่องจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 มีความคืบหน้ามากขึ้น ซึ่งข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่าสหรัฐซึ่งเป็นประเทศที่มียอดผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 มากที่สุดในโลกนั้น มีการฉีดวัคซีนมากที่สุดในโลกด้วยเช่นกัน โดยฉีดไปแล้วกว่า 128 ล้านโดส ครอบคลุมประชากรราว 19.7%

นอกจากนี้ตัวเลข Initial Jobless Claim ลดลงสู่ระดับ 684,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงกลางเดือน มี.ค.ปีที่แล้ว และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 735,000 ราย หากพิจารณาจากแนวโน้มจะพบว่าลดลงต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณการฟื้นตัวต่อเนื่อง ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารสหรัฐมีแนวโน้มที่จะดีดตัวขึ้นต่อเนื่องได้ หลังมีรายงานว่าธนาคารกลางสหรัฐมีแผนที่จะยกเลิกข้อกำหนดเกี่ยวกับการควบคุมการจ่ายเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืนของธนาคารพาณิชย์

ลุ้น Story ในประเทศดันตลาดหุ้นไทยไปต่อ ! ขณะที่ก่อนหน้านี้ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดกับประเด็นในเรื่องเรือขนส่งสินค้า Ever Given ขนาดใหญ่กว่า 2.0 แสนตัน ความยาวในระดับ 300-400 เมตร ที่กำลังขนส่งระหว่างประเทศจีนไปยังยุโรปเกิดเหตุขัดข้องเป็นผลให้เรือดังกล่าวขวางคลองดังกล่าว ทำให้เรือขนส่งลำอื่นไม่สามารถเดินทางผ่านคลองดังกล่าวได้ ซึ่งคลอง Suez ซึ่งเป็นหนึ่งในช่องทางขนส่งสินค้าที่คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 12% ของปริมาณขนส่งสินค้าโลก เป็นผลให้เรือขนส่งหลายร้อยลำ ติดอยู่ในบริเวณดังกล่าว จากสถานการณ์ดังกล่าวเป็นปัจจัยบวกต่อราคาน้ำมันในระยะสั้น ได้ผ่านพ้นไปแล้ว

แต่ยังต้องเฝ้าระวังแรงกดดันจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ (SEC) สหรัฐได้เริ่มใช้มาตรการตามกฎหมายใหม่ที่อาจจะถอดหุ้นของบริษัทจีนออกจากตลาดหุ้นสหรัฐ หากบริษัทเหล่านั้นไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานด้านการตรวจสอบบัญชีของสหรัฐ รวมทั้งการที่ในการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติจีน (NPC) รัฐบาลจีนประกาศกำหนดเป้าหมายตัวเลข GDP สำหรับปี 2564 ที่ระดับสูงกว่า 6% ซึ่งนักลงทุนในตลาดหุ้นโลกมองว่าเป้าหมายดังกล่าวยังต่ำเกินไป ซึ่งอาจบ่งชี้ว่ารัฐบาลจีนต้องการควบคุมเศรษฐกิจไม่ให้ขยายตัวมากเกินไปในปีนี้

อย่างไรก็ดี “นายหมูบิน” ให้น้ำหนักกับปัจจัยบวกมากกว่าจากการที่ Joe Biden เตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม ซึ่งอาจมีมูลค่าสูงถึง 3 หรือ 4 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ผลสำรวจความเชื่อมั่นของนักลงทุนสหรัฐจาก AAII ที่ระบุว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา สัดส่วนนักลงทุนที่เชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐในระยะ 6 เดือนข้างหน้ายังคงเป็นขาขึ้น หรือ Bullish เพิ่มขึ้น 2.00% เมื่อเทียบจากสัปดาห์ที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 50.90% ขณะที่สัดส่วนนักลงทุนที่เชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐในระยะ 6 เดือนข้างหน้ากำลังกลับเป็นขาลง หรือ Bearish ที่ลดลง 3.00% เมื่อเทียบจากสัปดาห์ที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 23.60%


ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในแนวโน้มเป็นขาขึ้น (Sideway Up) โดยจะได้ปัจจัยหนุนจากความคืบหน้าการฉีดวัคซีน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ล่าสุด ศบศ. เห็นชอบในหลักการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วของจังหวัดภูเก็ตและเข้าภูเก็ตได้ 1 ก.ค. 2564 รวมถึง อย. ยังได้อนุมัติขึ้นทะเบียนวัคซีนโควิด-19 จอห์นสันแอนด์จอห์นสันแล้ว สะท้อนให้เห็นถึงความคืบหน้าของการเปิดประเทศที่ชัดเจนมากขึ้น

ขณะที่ ครม.ขยายโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 3 เพิ่มอีก 2 ล้านสิทธิ์ และเห็นชอบโครงการทัวร์เที่ยวไทย พร้อมขยายสิทธิ์เพิ่มอีก 2,000,000 สิทธิ์ และให้ E-Voucher ปรับปรุงใหม่ 600 บาท ราคาเดียว โดยใช้งบประมาณ 5,700 ล้านบาท และต้องท่องเที่ยวและพักแรมข้ามจังหวัดเท่านั้น เริ่มใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่เดือน พ.ค.-ส.ค. 2564

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) ตราบใดที่ SET ยังคงไม่ลงไปปิดต่ำกว่า 1,500 จุดอีกครั้ง เน้น “เก็งกำไรระยะสั้น” โดยมี 1,500 จุดเป็นจุดหมุน และจุด Cut Loss ในหุ้น CPALL, BJC, CRC, AOT, GPSC, BEM, PTTGC, WHA และ BDMS อีกครั้ง สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “คงสัดส่วนการลงทุนในหุ้นมาอยู่ที่ระดับ 25% ของพอร์ต”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/wealthhuntersclub และ e-mail ที่ moobin.stockmania@gmail.com แล้ว แฟนๆยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ทุกวันอาทิตย์ เวลา 15.00-16.00 น. ทาง FM 97 เช่นเดิมครับ

 

ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)

Source: Wealth Hunters Club

14 views

Kommentare


bottom of page