top of page
552159.jpg

ตลาดหุ้นไทยขาดความมั่นใจ...ว่าจะไปต่อได้ไกลแค่ไหน

  • 3 hours ago
  • 1 min read


ดอกเบี้ยต่ำช่วยพยุง แต่เศรษฐกิจโตช้า น้ำมันผันผวน :ในส่วนของตลาดหุ้นไทย ในช่วงที่เหลือของเดือน มีนาคม 2569 ไม่ใช่เดือนที่ตลาดหุ้นไทยจะขับเคลื่อนด้วย ข่าวดีเรื่องเดียว แล้วขึ้นต่อได้ง่าย แต่เป็นเดือนที่ทุกปัจจัยสำคัญกำลังมาชนกันพร้อมๆ กัน ทั้งเศรษฐกิจไทยที่โตต่ำกว่าศักยภาพ ดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ระดับต่ำเพื่อพยุงการฟื้นตัว ความเสี่ยงพลังงานจากตะวันออกกลาง และทิศทางเงินทุนต่างชาติที่ไวต่อดอลลาร์และยีลด์สหรัฐอย่างมาก ในทางปฏิบัติ นี่จึงเป็นเดือนที่ตลาดไทยไม่ได้ถูกตัดสินด้วยแค่กำไรบริษัทจดทะเบียน แต่ถูกตัดสินด้วยคำถามใหญ่กว่า คือเศรษฐกิจไทยจะโตพอให้รองรับระดับราคาในตลาดได้หรือไม่ และเงินต่างชาติจะยังยอมถือความเสี่ยงในไทยต่อหรือเปล่า ทั้งนี้ หากดูจาก “จุดตั้งต้น” ของตลาด ตัวเลขล่าสุดจากตลาดหลักทรัพย์ฯ สะท้อนว่าตลาดไทยไม่ได้อยู่ในโซนราคาถูกแล้ว โดยข้อมูล ณ 11 มีนาคม 2569 ระบุว่า SET มี P/E 16.08 เท่า, P/BV 1.32 เท่า, Market Yield 4.54% และ Index EPS 87.52 บาท ขณะที่ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงวันดังกล่าวอยู่ที่ +11.72% และมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ที่ราว 17.8 ล้านล้านบาท ซึ่งแปลในภาษาตลาดได้ทันทีว่า ช่วงต้นปีตลาดขึ้นมาเร็วพอสมควรแล้ว และการจะขึ้นต่อในเดือนมีนาคมจำเป็นต้องอาศัย “แรงใหม่” ที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเงินทุนไหลเข้า ความเชื่อมั่นต่อดอกเบี้ย หรือการปรับประมาณการกำไร ไม่ใช่เพียงแรงเก็งกำไรระยะสั้นเหมือนช่วงต้นรอบอีกต่อไป แม้ระดับดัชนีระหว่างวันในช่วงกลางเดือนยังแกว่งแถว 1,400 จุด แต่ลักษณะการเคลื่อนไหวคือ ขึ้นยาก ลงไม่ลึกง่าย เพราะตลาดมีแรงพยุงจากดอกเบี้ยต่ำและหุ้นใหญ่บางกลุ่ม ขณะเดียวกันก็มีแรงกดจากความกังวลมหภาคที่ยังไม่คลี่คลายเต็มที่ 

 

ขณะที่ประเด็นแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือตลาดหุ้นไทยในเดือนมีนาคม 2569 กำลังยืนอยู่บนเศรษฐกิจที่ “ไม่ถดถอย แต่ไม่แรง” ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ระบุชัดในผลการประชุม กนง. เดือนธันวาคม 2568 ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 ถูกประเมินว่าจะขยายตัวเพียง 1.5% หลังเศรษฐกิจครึ่งหลังของปี 2568 ชะลอลง และภาพปี 2569 ได้รับผลกดดันจากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตามรายได้ ผลกระทบจากนโยบายการค้าสหรัฐต่อการส่งออก และการที่เครดิตในระบบยังหดตัวในบางส่วน ขณะที่คุณภาพหนี้ของกลุ่มเปราะบางยังเสื่อมลงต่อเนื่อง ด้านภาพรวมจาก IMF ก็ให้ภาพใกล้เคียงกัน โดย แบงก์ชาติ สรุปสาระจากรายงาน IMF Article IV ว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะเติบโตเพียง 1.6% ในปี 2569 และเงินเฟ้อจะยังอยู่ในระดับต่ำที่ประมาณ 0.4% ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาของไทยไม่ใช่เงินเฟ้อเร่งตัว แต่คือ “แรงส่งการเติบโตไม่พอ” และ “กลไกสินเชื่อยังไม่เดินเต็มที่” นี่ทำให้ตลาดหุ้นไทยในมีนาคมเป็นตลาดที่นักลงทุนต้องถามหา “คุณภาพกำไร” มากขึ้น เพราะในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ ไม่ใช่ทุกบริษัทจะโตได้เท่ากัน และไม่ใช่ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมจะรีบาวด์พร้อมกัน 

 

ตรงนี้สำคัญมากในเชิงการตีความ เพราะเวลาตลาดอยู่ในประเทศที่เศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพ หุ้นจำนวนมากจะไม่สามารถขึ้นพร้อมกันได้แบบ broad-based rally อีกต่อไป ตลาดจึงมักเข้าสู่ภาวะ “เลือกหุ้น” และ “เลือกกลุ่ม” มากขึ้น กลุ่มที่มีรายได้มั่นคง กระแสเงินสดชัด และงบดุลแข็งแรงจะได้เปรียบกว่ากลุ่มที่ต้องพึ่งพาการเร่งตัวของเศรษฐกิจในวงกว้าง ในฝั่งบวกที่สุดของตลาดไทยเวลานี้ คือการลด ดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ที่ 1.00% หลัง กนง. ลดลง 0.25% เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 โดยเหตุผลหลักคือเศรษฐกิจชะลอและความเสี่ยงสูงขึ้น แบงก์ชาติระบุชัดว่าต้องการให้ภาวะการเงินผ่อนคลายพอที่จะช่วยพยุงการฟื้นตัวและบรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง 

 

ในเชิงตลาดหุ้น ดอกเบี้ยต่ำมีผลอย่างน้อย 3 ทาง...ทางแรกคือช่วยให้ discount rate ต่ำลง ทำให้ valuation ของหุ้นโดยรวมไม่ถูกบีบลงแรง ทางที่สองคือช่วยพยุงหุ้นที่อิงกระแสเงินสดระยะยาว เช่น สาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน และหุ้นปันผล ทางที่สามคือเปิดพื้นที่ให้กลุ่มที่พึ่งพาต้นทุนการเงิน เช่น อสังหาริมทรัพย์ เช่าซื้อ และสินเชื่อบางประเภท มีโอกาสถูกประเมินมูลค่าสูงขึ้นได้ แต่ดอกเบี้ยต่ำก็มีข้อจำกัดชัดเจนในเดือนมีนาคมนี้ คือมันช่วย valuation ได้ แต่ไม่ได้สร้างรายได้หรือกำไรแทนเศรษฐกิจจริง ถ้าเศรษฐกิจยังโตเพียง 1.5-.6% และสินเชื่อยังไม่ฟื้น กลุ่มที่ต้องพึ่งพาการเร่งตัวของกำลังซื้อภายในประเทศก็ยังเผชิญความท้าทายอยู่ดี นี่คือเหตุผลว่าทำไมตลาดไทยเดือนมีนาคม “ไม่ใช่ตลาดดอกเบี้ยขาลงแบบง่าย ๆ ” แต่เป็นตลาดที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผลบวกของดอกเบี้ยต่ำ กับผลลบของการเติบโตที่ยังช้า

 

ราคาพลังงานอาจกลายเป็นตัวกดตลาดไทยหนักที่สุด : แม้เศรษฐกิจไทยจะมีปัจจัยในประเทศของตัวเอง แต่ในเดือนมีนาคม 2569 สิ่งที่ตลาดไทยหนีไม่พ้นคือผลกระทบจากพลังงานโลก รายงานจากรัฐบาลไทยระบุว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ผลักดันให้ Brent ขึ้นเหนือ 81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาก๊าซ LNG ในเอเชียขึ้นไปแตะ 25.40 ดอลลาร์ต่อ million BTU เมื่อ 4 มีนาคม พร้อมกันนั้นรัฐบาลยกระดับการประเมินผลกระทบและชี้ว่าประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเกิน 90 วัน เพื่อดูแลภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน ในเชิงตลาดหุ้น ความหมายของเรื่องนี้ลึกกว่าแค่ “หุ้นพลังงานได้ประโยชน์” เพราะถ้าพลังงานแพงขึ้นต่อเนื่อง ผลกระทบจะไหลเข้าไปสู่ต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง ค่าไฟ และกำลังซื้อของผู้บริโภค สุดท้ายจะย้อนกลับมากดทั้งกำไรบริษัทและ sentiment ของตลาดโดยรวม 

 

ดังนั้น แม้กลุ่มพลังงานอาจทำหน้าที่พยุงดัชนีได้ในบางวัน แต่ถ้าราคาพลังงานยืนสูงนานเกินไป ตลาดไทยทั้งตลาดจะเริ่มรับรู้ผลลบในวงกว้างมากขึ้น ขณะเดียวกัน บทวิเคราะห์ฝั่งตลาดไทยเองก็เริ่มสะท้อนความเสี่ยงนี้แล้ว เช่น บทวิเคราะห์ของ CGSI ที่ประเมินว่าความไม่แน่นอนในอิหร่านและความเสี่ยงต่อช่องแคบฮอร์มุซทำให้ premium ด้านน้ำมันสูงขึ้น และอาจกระทบต่อ supply chain และค่าการกลั่น โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลางมาก ขณะที่ถ้าจะหาตัวแปรที่กำหนดว่า SET ในเดือนมีนาคมจะ “ยืนเหนือ 1,400” ได้หรือไม่ ตัวแปรนั้นอาจไม่ใช่กำไรบริษัทเพียงอย่างเดียว แต่คือทิศทางเงินทุนต่างชาติ และ ค่าเงินบาท เพราะตลาดไทยเป็นตลาดที่มีน้ำหนักนักลงทุนต่างชาติพอสมควร และมักไวต่อดอลลาร์กับยีลด์สหรัฐมากกว่าที่หลายคนคิด 

 

ตรรกะของเรื่องนี้ตรงไปตรงมา หากสหรัฐส่งสัญญาณว่าดอกเบี้ยจะสูงนานกว่าคาด ดอลลาร์จะแข็ง เงินทุนจะมีแรงจูงใจไหลกลับสู่สินทรัพย์ดอลลาร์มากขึ้น ตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยก็จะถูกลดน้ำหนัก แต่ถ้าดอลลาร์นิ่งหรืออ่อนลง และธนาคารกลางใหญ่ของโลกเปิดทางสู่การผ่อนคลายมากขึ้น เงินทุนก็มีโอกาสไหลกลับมายังตลาดเอเชียรวมถึงไทย สำหรับเดือนมีนาคมนี้ นักลงทุนจึงควรอ่าน SET ผ่านคู่กับเงินบาทเสมอ เพราะเงินบาทไม่ใช่แค่ตัวเลขแลกเปลี่ยน แต่เป็น “แดชบอร์ดของกระแสเงินทุน” ถ้าเงินบาทเริ่มอ่อนเร็ว ตลาดหุ้นไทยมักถูกกดดันก่อน แต่ถ้าเงินบาททรงตัวหรือแข็งบางช่วง นั่นมักหมายถึงแรงกดดันจากเงินทุนกำลังผ่อนลง เมื่อรวมปัจจัยทั้งหมดเข้าด้วยกัน ตลาดไทยในมีนาคม 2569 มีแนวโน้มเป็นตลาดแบบ sector rotation ชัดเจน กล่าวคือไม่ได้มีผู้นำตลอดทั้งเดือนเพียงกลุ่มเดียว แต่ในแต่ละกลุ่มจะเด่นใน “เงื่อนไข” ที่ต่างกัน

   

กลุ่มแรกที่มีโอกาสทำหน้าที่พยุงตลาดคือพลังงาน เพราะได้อานิสงส์โดยตรงหากราคาน้ำมันสูง แต่ต้องเข้าใจให้ชัดว่าการขึ้นของกลุ่มนี้อาจไม่ใช่สัญญาณ bull market เสมอไป บางครั้งมันเป็นเพียง “การป้องกันความเสี่ยงของตลาด” ต่อช็อกพลังงาน กลุ่มที่สองคือสื่อสาร สาธารณูปโภค และหุ้นปันผลสูง เพราะในภาวะที่ดอกเบี้ยไทยยังต่ำและเศรษฐกิจโตไม่แรง นักลงทุนมักหันไปหาหุ้นที่กระแสเงินสดชัดและผันผวนน้อยกว่า กลุ่มเหล่านี้จึงมีโอกาสเป็นแกนรับความผันผวนของพอร์ตได้ดี กลุ่มที่สามคือท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งยังมีเรื่องเล่าพื้นฐานรองรับจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ทยอยฟื้น แม้ภาวะน้ำมันแพงอาจเพิ่มต้นทุนบางส่วน แต่ถ้าภาพรวมการเดินทางระหว่างประเทศยังดี กลุ่มนี้ก็ยังมีโอกาสดีกว่าตลาดในเชิงกำไรจริง ส่วนกลุ่มที่ควรระวังมากขึ้นคือ ขนส่ง โลจิสติกส์ สายการบิน ปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมใช้พลังงานสูง เพราะเป็นกลุ่มที่ถูกบีบทั้งต้นทุนและความเสี่ยงต่อกำลังซื้อ ถ้าพลังงานยืนสูง กลุ่มเหล่านี้จะถูกกดดันก่อนและฟื้นช้ากว่าตลาด

 

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) ตราบใดที่ SET ยังคงแกว่งตัวเหนือกว่า 1,400 จุดได้ เน้น “อ่อนตัวซื้อลงทุน” สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไปที่ระดับ 75% ของพอร์ต”   

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/hippowealththailand และ e-mail ที่ hippowealththailand@gmail.com แล้ว แฟนๆ ยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 97.00 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-16.00 น. เช่นเดิมครับ


ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)


  

Source: TradingView

 
 
 

Comments


bottom of page