top of page
556550.jpg
561837.jpg

แรงงานไทยในภาวะเปราะบาง...ชี้โครงสร้างเศรษฐกิจทำคนงานเป็นเบี้ยล่างมานาน

  • Apr 28
  • 1 min read


ศาสตราภิชาน แล ดิลกวิทยรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์แรงงาน สะท้อนภาพสถานการณ์แรงงานไทยในปัจจุบันว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจระยะสั้นเท่านั้น แต่เป็นผลสะสมจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ทำให้แรงงานอยู่ในสถานะ “เบี้ยล่าง” ของการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปี


โดยระบุว่าตลอดช่วงกว่า 50 ปีที่ผ่านมา การพัฒนาเศรษฐกิจไทยมุ่งเน้นการส่งเสริมการลงทุน การให้สิทธิประโยชน์แก่ภาคธุรกิจ และการดึงดูดทุนจากทั้งในและต่างประเทศเป็นหลัก ขณะที่แรงงานซึ่งเป็นอีกด้านหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ กลับไม่ได้รับการดูแลอย่างสมดุล ชะตากรรมของลูกจ้างจึงมักผูกติดอยู่กับภาวะของนายทุน หากธุรกิจประสบปัญหา คนงานมักเป็นฝ่ายแรกที่ได้รับผลกระทบจากการลดชั่วโมงทำงาน ลดรายได้ หรือแม้แต่การเลิกจ้าง แต่เมื่อธุรกิจมีกำไรกลับไม่ได้สะท้อนผลตอบแทนสู่แรงงานอย่างเป็นธรรม


ปัญหาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นผ่านชีวิตประจำวันของผู้ใช้แรงงานจำนวนมาก ซึ่งยังต้องต่อสู้เรียกร้องเรื่องค่าล่วงเวลา โบนัส หรือการปรับขึ้นค่าจ้างอยู่เสมอ ทั้งที่สิ่งเหล่านี้ควรเป็นผลตอบแทนพื้นฐานจากการทำงานในระบบเศรษฐกิจที่เติบโต


โครงสร้างการผลิตล้าหลัง ใช้แรงงานเข้มข้น แต่แรงงานไทยลดลง


อีกปัญหาสำคัญคือโครงสร้างการผลิตของไทยยังพึ่งพาระบบใช้แรงงานเข้มข้น โดยเฉพาะแรงงานไร้ฝีมือ ทั้งที่บริบทโลกเปลี่ยนไปอย่างมาก ไทยยังไม่สามารถยกระดับเทคโนโลยีการผลิตหรือพัฒนาทักษะแรงงานได้อย่างมีนัยสำคัญ


ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย จำนวนแรงงานไทยลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะแรงงานไร้ฝีมือที่ทยอยเกษียณออกจากตลาดแรงงาน แต่แรงงานกลุ่มนี้จำนวนมากไม่ได้รับการพัฒนาทักษะใหม่เพื่อให้สามารถทำงานอื่นต่อได้หลังอายุเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เมื่อออกจากระบบงานเดิมแล้ว ก็มีทางเลือกในการหารายได้จำกัด


เมื่อแรงงานไทยไม่เพียงพอ ภาคธุรกิจจึงต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก โดยเฉพาะงานก่อสร้าง เกษตร และงานใช้แรงงานทั่วไป ทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเปราะบาง หากเกิดปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือข้อจำกัดด้านแรงงานเคลื่อนย้าย ก็อาจกระทบต่อกิจกรรมเศรษฐกิจทันที


วิกฤตราคาพลังงานดันค่าครองชีพ คนรายได้น้อยรับภาระหนักสุด


วิกฤตต้นทุนพลังงาน ทั้งราคาน้ำมัน ก๊าซ และค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้งต้นทุนขนส่ง การผลิต และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ประชาชนต้องซื้อในชีวิตประจำวัน


ผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือแรงงานรายได้น้อยและครัวเรือนเปราะบาง เพราะรายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามค่าครองชีพ เมื่อเงินเท่าเดิมแต่ราคาสินค้าแพงขึ้น ทางเลือกเดียวคือการลดการบริโภค หรือ “กินน้อยลง ใช้น้อยลง” ซึ่งยิ่งซ้ำเติมคุณภาพชีวิตของประชาชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ


ทั้งนี้ มองว่าวิกฤตครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงปัญหาเศรษฐกิจทั่วไป แต่เป็นวิกฤตที่เข้าไปซ้อนทับปัญหาเดิมของแรงงานไทยที่มีรายได้น้อย ขาดเงินออม และไม่มีหลักประกันเพียงพออยู่แล้ว


GDP โตต่ำสุดอาเซียน เสี่ยงใช้เป็นเหตุผลเลิกจ้าง


แนวโน้มการขยายตัวเศรษฐกิจไทยที่ถูกปรับลดลงจากระดับใกล้ 2% เหลือราว 1.5% ถือเป็นอัตราที่ต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศในอาเซียน และย่อมกระทบต่อตลาดแรงงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอาจถูกใช้เป็นเหตุผลของบางธุรกิจในการลดสวัสดิการ ไม่จ่ายโบนัส งดโอที ชะลอขึ้นเงินเดือน หรือเลิกจ้างพนักงาน ทั้งที่แท้จริงแล้ว “ค่าแรง” ไม่ใช่ต้นทุนหลักของหลายกิจการ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ต้นทุนส่วนใหญ่อยู่ที่เครื่องจักร วัตถุดิบ พลังงาน และค่าใช้จ่ายด้านอื่น ๆ มากกว่าค่าจ้างแรงงาน


โดยตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อธุรกิจเผชิญต้นทุนเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยมักเลือกจัดการกับต้นทุนส่วนที่ต่อรองง่ายที่สุด คือแรงงาน แทนที่จะเจรจาหรือปรับโครงสร้างต้นทุนด้านอื่นอย่างจริงจัง


คนงานจำนวนมากไม่มีเงินสำรอง ถูกกระแทกครั้งเดียวอาจล้มทั้งชีวิต


การเลิกจ้างไม่ใช่เพียงมาตรการทางธุรกิจ แต่คือการกระทบต่อชีวิตคนจำนวนมาก เพราะแรงงานไทยจำนวนไม่น้อยไม่มีเงินออม ไม่มีทรัพย์สินสำรอง และมีภาระค่าใช้จ่ายประจำ หากสูญเสียรายได้กะทันหันก็อาจเข้าสู่ภาวะหนี้สินทันที


เขาเปรียบเทียบว่า คนกลุ่มนี้เหมือนรถที่ไม่มีกันชน เมื่อถูกชนเพียงครั้งเดียวแรงกระแทกจะถึงโครงสร้างหลักทันที ต่างจากผู้มีฐานะที่ยังมีเงินสำรองรองรับวิกฤตได้ระยะหนึ่ง


ดังนั้น หากมีการเลิกจ้างเป็นวงกว้าง รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนรับภาระเพียงลำพัง


เสนอรัฐใช้นโยบายการคลังพยุงเศรษฐกิจ-ช่วยประชาชนก่อน


สำหรับแนวทางรับมือ มองว่ารัฐบาลต้องแสดงบทบาทเชิงรุกมากกว่าปล่อยให้กลไกตลาดทำงานเอง เพราะเศรษฐกิจไทยไม่ใช่ระบบเสรีสมบูรณ์ที่รัฐจะไม่ต้องแทรกแซงอะไรเลย


ในภาวะวิกฤต รัฐอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการคลัง เช่น การกู้เงิน การขาดดุลงบประมาณ หรือยอมให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นชั่วคราว เพื่อนำเงินมาช่วยพยุงค่าครองชีพ รักษาการจ้างงาน และกระตุ้นเศรษฐกิจก่อน เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวจึงค่อยบริหารจัดเก็บรายได้และชำระหนี้ในระยะต่อไป


ศาสตราภิชาน แล ดิลกวิทยรัตน์ ทิ้งท้ายว่า ช่วงเวลานี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาล ว่าจะสามารถบริหารประเทศในภาวะวิกฤตได้มากน้อยเพียงใด เพราะประชาชนคาดหวังให้ภาครัฐเข้ามาดูแลเมื่อเศรษฐกิจเผชิญแรงกดดัน และแรงงานซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศกำลังเผชิญความยากลำบากอย่างหนัก.

 
 
 

Comments


bottom of page