ตะวันออกกลางคือปัจจัยลบเดียว ส่วนหุ้นไทยยังน่าสนใจ
- 5 minutes ago
- 1 min read

ตลาดหุ้นไทยยังพอมีดีและน่าสนใจ: การเคลื่อนไหวของตลาดทุนโลกในช่วงสัปดาห์ 20-24 เมษายนที่ผ่านมาสะท้อนถึงสภาวะความเปราะบางที่ถูกประคองไว้ด้วยกระแสการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ในขณะที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางกลายเป็นแรงกดดันหลักที่ขับดันราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อให้ทรงตัวในระดับสูง การวิเคราะห์เชิงลึกชี้ให้เห็นว่าสภาวะการลงทุนในระยะสั้น จะเป็นช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจครั้งสำคัญของนักลงทุน เนื่องจากมีการประชุมของธนาคารกลางหลักทั้งในสหรัฐและญี่ปุ่น รวมถึงการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อทิศทางกระแสเงินทุนและค่าเงินบาท ขณะที่ข้อมูลทางสถิติสะท้อนว่าตลาดพัฒนาแล้วยังคงมีความยืดหยุ่นสูงกว่าตลาดเกิดใหม่ในบางมิติ แต่ความผันผวนของราคาน้ำมันได้เข้ามาเป็นปัจจัยสอดแทรกที่ทำให้การประเมินมูลค่าสินทรัพย์มีความซับซ้อนมากขึ้น
อย่างไรก็ดี บรรยากาศการลงทุนในสัปดาห์ดังกล่าวสามารถนิยามได้ว่าเป็นสภาวะ "ความระมัดระวังที่แฝงด้วยความหวัง" (Cautious Optimism) นักลงทุนทั่วโลกเริ่มให้น้ำหนักกับผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) แต่ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซและการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐและอิหร่านได้ดึงความสนใจกลับมาที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์อีกครั้ง โดยที่ความผันผวนของตลาดที่วัดโดยดัชนี VIX พุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 19.31 ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับการปรับตัวลงของตลาดหุ้นส่วนใหญ่ และการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงสั้นๆ ขณะที่ตลาดตราสารหนี้แสดงสัญญาณความกังวลเรื่องเงินเฟ้อผ่านการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ที่เข้าใกล้ระดับ 4.35% ซึ่งเป็นระดับแนวต้านสำคัญทางเทคนิค
การพุ่งขึ้นของ Yield นี้สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มปรับลดความคาดหวังในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐในช่วงที่เหลือของปี 2569 ลง ในฝั่งเอเชีย ตลาดหุ้นญี่ปุ่น (Nikkei 225) ยังคงเป็นจุดสนใจหลัก โดยสามารถทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้ในระหว่างสัปดาห์ก่อนที่จะมีการปรับฐานทำกำไร ขณะที่ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงยังคงเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด (Sideways) เนื่องจากนักลงทุนยังรอความชัดเจนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจีนและการรับมือกับนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐ ทั้งนี้ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในดัชนีที่ทำผลงานได้โดดเด่นที่สุดในปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากการปฏิรูปโครงสร้างบริษัทและการอ่อนค่าของเงินเยนที่ส่งผลดีต่อภาคการส่งออก
ในขณะที่ดัชนี SET ของไทย แม้จะปรับตัวลดลงในสัปดาห์ล่าสุดเนื่องจากความกังวลเรื่องต้นทุนพลังงาน แต่ในภาพรวมตั้งแต่ต้นปียังถือว่ามีความแข็งแกร่งและถูกมองว่าเป็น "Safe Haven" ในภูมิภาคสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่เน้นเงินปันผล แม้ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 กำลังเผชิญกับบททดสอบสำคัญจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและการขนส่ง และการปรับน้ำหนักของดัชนี MSCI ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม ซึ่งคาดว่าจะมีเงินไหลออกประมาณ 1.8-2.0 พันล้านบาทจากการปรับลดน้ำหนักหุ้นไทย ขณะที่ในเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจไทยยังคงได้รับแรงหนุนหลักจากภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศ แม้ว่าภาคการส่งออกจะเริ่มได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและมาตรการภาษีนำเข้า 19% จากสหรัฐ ซึ่งส่งผลให้มีการปรับลดประมาณการ GDP ปี 2569 ลงมาอยู่ที่ 1.6% จากเดิม 1.7% รัฐบาลไทยจึงมีความจำเป็นต้องเร่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการ "กู้มาสร้าง" เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต
อย่างไรก็ตาม การที่สถาบันจัดอันดับความเชื่อมั่น Moody's ปรับเพิ่มแนวโน้มอันดับความเชื่อมั่นของประเทศไทยจาก "Negative" เป็น "Stable" ในช่วงกลางเดือนเมษายน 2569 ถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยประคองความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
Valuation เป็นจุดเด่นของตลาดหุ้นไทย: ความเคลื่อนไหวของกระแสเงินทุนในตลาดหุ้นไทยสะท้อนถึงการปรับพอร์ตของนักลงทุนสถาบันและต่างชาติเพื่อบริหารความเสี่ยงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ดี กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของดัชนีแบ่งออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน ได้แก่ กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี: ได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม กลุ่มโรงไฟฟ้ากลับถูกเทขายอย่างหนักเนื่องจากกังวลเรื่องต้นทุนก๊าซ LNG ที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบต่ออัตรากำไรโดยตรง กลุ่มธนาคาร: เผชิญกับแรงขายทำกำไรหลังประกาศงบ Q1/2569 แม้ผลการดำเนินงานจะยังแข็งแกร่ง แต่นักลงทุนกังวลเรื่องแนวโน้ม NPL จากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตช้าลง กลุ่มเทคโนโลยี: นำโดย DELTA ซึ่งมีความเคลื่อนไหวผันผวนตามหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ในตลาดโลก โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมาถูกมองว่าเป็นหุ้นที่มีโอกาสฟื้นตัว (Rebound Candidate) หลังจากราคาปรับตัวลดลงต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม: มีทิศทางที่ค่อนข้างเป็นบวกจากการประกาศเป้าหมายการขายที่ดินที่เพิ่มขึ้นของ WHA และกระแสการย้ายฐานการผลิต Data Center เข้ามาในประเทศไทย
ทั้งนี้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะสั้น จะถูกกำหนดโดยสามปัจจัยหลัก กล่าวคือ นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ , เสถียรภาพของราคาน้ำมัน และ พลวัตของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ในส่วนของนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) การวิเคราะห์ข้อมูลระบุว่า Fed มีแนวโน้มจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% เนื่องจากตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ยังไม่ลดลงสู่ระดับเป้าหมายที่ 2% อย่างยั่งยืน ความเห็นของ เจอโรม พาวเวล ในช่วงแถลงข่าวจะถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดเพื่อหาเบาะแสเกี่ยวกับโอกาสในการปรับลดดอกเบี้ยครั้งแรก ซึ่งตลาดเริ่มให้น้ำหนักน้อยลงเรื่อยๆ จนเหลือเพียงโอกาสในเดือนธันวาคม สภาวะดอกเบี้ยสูงที่ลากยาว (Higher for Longer) จะเป็นแรงกดดันต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกและส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐยังคงแข็งค่า
ในส่วนราคาน้ำมันโลกและวิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ พบว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้เข้าสู่ระยะของการเผชิญหน้าทางยุทธศาสตร์ โดยสหรัฐยังคงรักษาระดับการปิดกั้นท่าเรือของอิหร่าน ขณะที่อิหร่านได้ขู่ที่จะปิดกั้นการจราจรทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซอย่างถาวร ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI มีความผันผวนในกรอบ 94-98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทั้งนี้กลไกราคาพลังงานนี้มีผลกระทบเชิงลบต่อประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิอย่างไทยในสองมิติ คือ มิติด้านเงินเฟ้อ จากการที่ราคาน้ำมันดิบดันราคาขายปลีกน้ำมันและต้นทุนการผลิตสินค้าให้สูงขึ้น และมิติด้านดุลการค้า ที่ราคาน้ำมันเพิ่มภาระการนำเข้าพลังงานและกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลง ทั้งนี้หากมีการส่งสัญญาณการเจรจาระหว่างสหรัฐ และอิหร่านในอิสลามาบัด (ปากีสถาน) ตามที่มีรายงานข่าวออกมา อาจเป็นปัจจัยที่ช่วยลด "Geopolitical Premium" ในราคาน้ำมันลงได้ในระยะสั้น
เมื่อเปรียบเทียบข้อมูล Valuation ของตลาดหุ้นไทยกับตลาดสำคัญทั่วโลก พบว่าไทยยังคงมีจุดเด่นในด้านความมั่นคงของกระแสเงินสดและระดับราคาที่ยังไม่ "Overheated" เหมือนตลาดในกลุ่มเทคโนโลยี การวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าดัชนี SET มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่สูงถึง 4.38% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต้นๆ ของเอเชีย (สูงกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ 2.9 - 3.0%) สิ่งนี้ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจสำหรับนักลงทุนประเภท "Value Investor" และกองทุนบำนาญที่เน้นรายได้สม่ำเสมอ ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นที่ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น
ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) ตราบใดที่ SET ยังคงแกว่งตัวเหนือกว่า 1,400 จุดได้ เน้น “อ่อนตัวซื้อลงทุน” สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไปที่ระดับ 75% ของพอร์ต”
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/hippowealththailand และ e-mail ที่ hippowealththailand@gmail.com แล้ว แฟนๆ ยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 97.00 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-16.00 น. เช่นเดิมครับ
ภาพประกอบ: การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)

Source: TradingView






Comments