ลุ้นต่อในกรอบ 1,500-1,550 จุด


บนความหวังการเปิดประเทศ !

ทิศทางของตลาดหุ้นโลกยังคงแกว่งตัวในกรอบขาขึ้นต่อเนื่องได้ หลังจากที่พรรค Democrat ประสบความสำเร็จในการผลักดันให้สภาคองเกรสให้ความเห็นชอบต่อแนวทางการพิจารณาอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์แบบ Fast Track โดยใช้แนวทางการจัดทำงบประมาณที่เรียกว่า Budget Reconciliation ซึ่งจะปูทางให้สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาสามารถให้การรับรองงบประมาณดังกล่าวด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง แทนที่จะใช้คะแนนเสียง 2 ใน 3 สำหรับการผ่านกฎหมายทั่วไป

นอกจากนี้ Janet Yellen รัฐมนตรีคลังสหรัฐแสดงความเชื่อมั่นเต็มร้อยว่า การจ้างงานในสหรัฐจะกลับมาขยายตัวได้เต็มที่อีกครั้งในปีหน้า หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านเหรียญของรัฐบาลได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ในส่วนของความกังวลเกี่ยวกับสงครามทางการค้า หรือ Trade War ระหว่างสหรัฐ และจีน

ล่าสุดประธานาธิบดี Joe Biden ได้ต่อสายคุยกับประธานาธิบดี Xi Jinping ของจีนในประเด็นเรื่องการปฏิบัติทางเศรษฐกิจของจีนในลักษณะที่เป็นการบีบบังคับและไม่เป็นธรรม รวมถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเขตปกครองตนเองซินเจียงแล้ว โดยถือเป็นการพูดคุยกันครั้งแรกนับตั้งแต่ประธานาธิบดี Joe Biden เข้ารับตำแหน่ง ขณะที่ทั่วโลกมีกระจายวัคซีน COVID-19 ออกไปอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ประมาณเดือน ธ.ค. 2020 ซึ่งจะเห็นได้ว่าผู้ติดเชื้อรายวันของโลก มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขล่าสุดอยู่ที่ราว 3.5 แสนคนต่อวัน ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2020 สะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณที่ดีว่าประสิทธิผลของวัคซีนเป็นไปได้ตามคาด ซึ่งคาดว่าต่อจากนี้ทั่วโลกจะเริ่มมีการฉีดเร่งวัคซีนอย่างต่อเนื่อง และตลาดหุ้นโลกน่าจะตอบสนองในด้านบวกต่อเนื่องได้

บนความหวังของการที่ประเทศต่างๆ จะทยอยกลับมาเปิดประเทศอีกครั้งในอนาคตอันใกล้ โดยล่าสุดประเทศกรีซ และอิสราเอล ได้จับมือกันลงนามอนุญาตให้นักท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศที่ฉีดวัคซีน COVID-19 แล้ว เดินทางหากันได้โดยไม่มีข้อจำกัด ซึ่งข้อตกลงนี้จะมีผลบังคับใช้ทันทีที่จำนวนประชากรได้รับการฉีดวัคซีน COVID-19 ในระดับที่น่าพอใจ เช่นเดียวกับการที่สายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ (SIA) เริ่มกลับมาให้บริการเที่ยวบินแล้ว โดยที่ลูกเรือทุกคนได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ขณะที่สิงคโปร์กำลังหวังพลิกฟื้นสถานการณ์เพื่อกลับมาเป็นประเทศศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับโลกอีกครั้ง

ทั้งนี้จะมีบางประเทศ เช่น เยอรมนีที่ยังคงเตรียมขยายมาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ออกไปจนถึงวันที่ 14 มี.ค.2563 จากเดิมซึ่งกำหนดไว้ถึงวันที่ 14 ก.พ. 2563 แต่การที่ยอดผู้ติดเชื้อรายวันในเยอรมนีจะลดลงแล้ว และการที่ทางการเยอรมนีเลื่อนเวลาการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ออกไปก่อน ก็เพียงเพราะว่ายังมีความกังวลเกี่ยวกับไวรัส COVID-19 กลายพันธุ์เท่านั้นเอง ซึ่งจะไม่ส่งผลต่อ Sentiment ในเชิงบวกต่อทิศทางของตลาดหุ้นโลก

นักลงทุนยังมองตลาดหุ้นจะขึ้นมากว่าจะลง ! ความเชื่อมั่นต่อทิศทางเศรษฐกิจที่มีโอกาสฟื้นตัวขึ้นอีกครั้งหากวัคซีน COVID-19 ได้รับการแพร่กระจายออกไปอย่างเพียงพอ หลังจากที่ Goldman Sachs คาดการณ์ว่า GDP ในไตรมาส 2 ปี 2564 ของสหรัฐจะขยายตัวแข็งแกร่งถึง 11% จากตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ระดับ 10% พร้อมกับคาดการณ์ว่ารัฐบาลสหรัฐจะใช้มาตรการกระตุ้นด้านการคลังเพิ่มเป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ระดับ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นต่อความสามารถในการทำกำไรในตลาดหุ้นโลกด้วย สะท้อนจากการปรับประมาณการการเติบโตของกำไรสุทธิในปี 2564 หรือ Earnings Revision ขึ้นโดย Bloomberg Consensus ที่ในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับการประมาณการกำไรสุทธิของตลาดหุ้นโลกขึ้น +0.80% นำโดยตลาดหุ้นสหรัฐ +0.26%, ตลาดหุ้นยุโรป +0.92% WoW, ตลาดหุ้นญี่ปุ่น +0.85% และตลาดหุ้นจีน +0.14%

ส่งผลให้ผลสำรวจความเชื่อมั่นของนักลงทุนสหรัฐจาก AAII ที่ระบุว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา สัดส่วนนักลงทุนที่เชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐในระยะ 6 เดือนข้างหน้ายังคงเป็นขาขึ้น หรือ Bullish เพิ่มขึ้น 8.10% เมื่อเทียบจากสัปดาห์ที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 45.50% ขณะที่สัดส่วนนักลงทุนที่เชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐในระยะ 6 เดือนข้างหน้ากำลังกลับเป็นขาลง หรือ Bearish ที่ลดลง 9.30% เมื่อเทียบจากสัปดาห์ที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 26.30% ในส่วนของตลาดหุ้นไทยในเชิงของเทคนิค การที่ Indicator อย่าง MACD ของดัชนี Accumulated Foreign Fund Flow ยังมีสัญญาณ Positive Convergence ต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการไหลออกของเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยจะยังคงมีอยู่ในระยะสั้นต่อไป นอกจากนี้ตราบใดที่ SET ยังคงไม่ปรับตัวลงไปต่ำกว่า 1,500 จุดอีกครั้ง ในระยะสั้น SET ยังคงอยู่ในทิศทางของการแกว่งตัวขึ้น โดยมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 รอบใหม่เป็นปัจจัยหนุนสำคัญ และมีบริเวณ 1,500-1,550 จุดเป็นกรอบแนวรับที่ SET จำเป็นต้องสร้างฐานต่อไป

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) ตราบใดที่ SET ยังคงไม่ลงไปปิดต่ำกว่า 1,500 จุดอีกครั้ง เน้น “เก็งกำไรระยะสั้น” โดยมี 1,500 จุดเป็นจุดหมุน และจุด Cut Loss ในหุ้น CPALL, BJC, BEM, CRC, AOT, GPSC, PTTGC, WHA และ BDMS อีกครั้ง สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “คงสัดส่วนการลงทุนในหุ้นมาอยู่ที่ระดับ 25% ของพอร์ต”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/wealthhuntersclub และ e-mail ที่ moobin.stockmania@gmail.com แล้ว แฟนๆ ยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 97 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-16.00 น. เช่นเดิมครับ

ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)

Source: Wealth Hunters Club

13 views0 comments

For advertising please call: 02-2534691