top of page
347550.jpg

ยืนเหนือ 1,380 จุดได้ หมุนขึ้น 1,450 จุด...ตลาดหุ้นสหรัฐนำโลก !


ตลาดหุ้นทั่วโลกสัปดาห์นี้ยังอยู่ในภาวะขาขึ้น ถึงแม้ผู้ติดเชื้อ COVID-19 ทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐจะเพิ่มขึ้น และมีการเพิ่มมาตรการความเข้มงวดเพิ่มเติมในบางรัฐ เช่น โรงเรียนรัฐบาลทุกแห่งในนิวยอร์กซิตี้ปิดการเรียนการสอน และให้เปลี่ยนไปเรียนทางไกลแทน โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 19 พ.ย. 63 เป็นต้นไป ขณะที่รัฐแคลิฟอร์เนียประกาศใช้มาตรการเคอร์ฟิว เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 มาตรการดังกล่าวกำหนดให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้านตั้งแต่เวลา 22.00-05.00 น. โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 21 พ.ย. 63 จนถึงวันที่ 21 ธ.ค. 63 ทั้งนี้รัฐบาลรัฐแคลิฟอร์เนียจะขยายเวลาใช้มาตรการเคอร์ฟิวออกไปอีก หากอัตราการติดเชื้อและแนวโน้มของโรคระบาดยังไม่ปรับตัวดีขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงภาวะวิกฤตของการแพร่ระบาดที่ยังคงมีอยู่

อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่านักลงทุนในตลาดหุ้นโลกจะมองข้ามปัจจัยดังกล่าวไปแล้ว และให้น้ำหนักกับปัจจัยบวกจากความคืบหน้าของวัคซีนต้าน COVID-19 มากกว่า หลังจากบริษัท Moderna รายงานผลทดสอบวัคซีนมีประสิทธิภาพป้องกันไวรัสสูงถึง 94.5% สูงกว่าของบริษัท Pfizer และยังขนส่งสะดวกกว่า เนื่องจากสามารถเก็บได้ในอุณหภูมิตู้เย็นปกติได้เป็นเวลา 30 วัน ซึ่งสะดวกกว่าของบริษัท Pfizer ที่ต้องอยู่ในอุณหภูมิ -70 องศาเซลเซียส

นอกจากนี้การพัฒนาวัคซีนร่วมกันของ Oxford และ AstraZeneca ได้รับการยืนยันว่าวัคซีนนั้นปลอดภัย และสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีเยี่ยม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคนี้มากที่สุด

ขณะที่ในทางเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นสหรัฐในฐานะตัวแทน หรือ Proxy ของตลาดหุ้นโลกได้รับปัจจัยบวกมากๆ จากการที่แกนนำพรรค Democrat และพรรค Republican ได้ตกลงที่จะกลับมาเจรจาเกี่ยวกับมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจจากผลกระทบของไวรัส COVID-19 อีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้มีความเห็นที่ขัดแย้งกันในหลายประเด็น โดยพรรค Democrat เสนอวงเงิน 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ ในขณะที่พรรค Republican เสนอวงเงินเพียง 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ โดยที่ Steven Mnuchin รัฐมนตรีคลังสหรัฐเปิดเผยว่า โครงการเงินกู้เพื่อเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 วงเงินเดิม 4.55 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเริ่มโดยธนาคารกลางสหรัฐนั้น จะหมดอายุลงในวันที่ 31 ธ.ค. 63 และจะไม่มีการต่ออายุโครงการดังกล่าว

เดินหน้าต่อบนความเชื่อมั่นจากปัจจัยต่างประเทศ ! ทั้งนี้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนดังกล่าว สะท้อนออกมากจากทิศทางของดัชนี VIX Index หรือดัชนีความกลัว ซึ่งเป็นดัชนีที่สะท้อนความผันผวนของตลาดหุ้น โดยเป็นการหาค่า Volatility (ค่าความผันผวน) ผ่านตัว Option โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมาจะพบว่าดัชนี VIX Index ของตลาดหุ้นสหรัฐ, ยุโรป และฮ่องกงลดลง 1.21%, 9.24% และ 3.49% ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางดัชนี MSCI ACWI ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา และสอดคล้องกับผลสำรวจความเชื่อมั่นของนักลงทุนสหรัฐจาก AAII ที่ระบุว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา สัดส่วนนักลงทุนที่เชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐในระยะ 6 เดือนข้างหน้ายังคงเป็นขาขึ้น หรือ Bullish ที่แม้ว่าจะลดลง 11.49% เมื่อเทียบจากสัปดาห์ที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 44.35% แต่ยังคงสูงกว่าสัดส่วนนักลงทุนที่เชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐในระยะ 6 เดือนข้างหน้ากำลังกลับเป็นขาลง หรือ Bearish ที่เพิ่มขึ้น 1.49% เมื่อเทียบจากสัปดาห์ที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 26.36%

ในส่วนของตลาดหุ้นไทย นอกจากได้รับปัจจัยหนุนจากปัจจัยในภูมิภาค ที่ล่าสุดธนาคารกลางอินโดนีเซียประกาศลดอัตราดอกเบี้ยซื้อพันธบัตรโดยมีสัญญาขายคืน (Reverse Repo) ระยะเวลา 7 วัน ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 3.75% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ธนาคารกลางเริ่มใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวในปี 2559 นับเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ขณะที่ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ย Overnight Reverse Repurchase ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 2.0% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดครั้งใหม่

ขณะที่ปัจจัยที่ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้น หลักๆ มาจากการเซ็นสัญญา RCEP ซึ่งเป็นสัญญาการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกทั้งหมด 15 ประเทศ ขณะที่ในเชิงเทคนิคของตลาดหุ้นไทย “นายหมูบิน” มองว่าตราบใดที่ SET ยังคงไม่ลงไปปิดต่ำกว่า 1,380 จุดอีกครั้ง ในระยะสั้น SET ยังคงอยู่ในทิศทางของการแกว่งตัวขึ้นต่อบนภาวะ “Risk On” ของตลาดหุ้นโลกได้ โดยมีบริเวณ 1,380 จุดเป็นจุดหมุน และ Cut Loss และมีบริเวณ 1,450 จุด (+/-10) เป็นเป้าหมายในระยะสั้น

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) ตราบใดที่ SET ยังคงไม่ลงไปปิดต่ำกว่า 1,380 จุดอีกครั้ง เน้น “เก็งกำไรระยะสั้น” โดยมี 1,300 จุดเป็นจุดหมุน และจุด Cut Loss ในหุ้น CPALL, BJC, BEM, CRC, AOT, GPSC, PTTGC, WHA และ BDMS อีกครั้ง สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “คงสัดส่วนการลงทุนในหุ้นมาอยู่ที่ระดับ 25% ของพอร์ต”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/wealthhuntersclub และ e-mail ที่ moobin.stockmania@gmail.com แล้ว แฟนๆ ยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 97 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-16.00 น. เช่นเดิมครับ


ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)

Source: Wealth Hunters Club

20 views

Comments


bottom of page