ปัจจัยต่างประเทศหนุนหุ้นไทยระยะสั้น วัคซีนกระตุ้นตลาดหุ้น !


สถานการณ์ตลาดหุ้นโลกยังคาดหวังกับเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว และการเร่งฉีดวัคซีนกลายมาเป็นปัจจัยหนุนตลาดในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยที่ความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในสหรัฐยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนตลาดหุ้นปิดในแดนบวก โดยข้อมูลจากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ ระบุว่า ชาวอเมริกันอายุ 18 ปีขึ้นไปที่ได้รับวัคซีนครบสองโดสแล้วมีจำนวนเพิ่มขึ้นแตะระดับ 133.6 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วน 51.7% ของจำนวนประชากรทั้งหมด

ขณะที่ OECD ออกรายงานปรับ GDP โลกปีนี้ จาก 5.6% เป็น 5.8% และปีหน้าจาก 4.0% เป็น 4.4% โดยระบุว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกเริ่มปรับตัวดีขึ้น หลังจากหลายประเทศเร่งฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ซึ่งช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถกลับมาเปิดดำเนินการได้อีกครั้ง

นอกจากนี้ตลาดหุ้นโลกยังได้รับแรงหนุนจากข้อมูลภาคการผลิตที่แข็งแกร่งของจีน และสหรัฐ โดยล่าสุดตัวเลข Manufacturing PMI ของจีนดีดตัวขึ้นแตะระดับ 52 ในเดือนพฤษภาคม 2564 จากระดับ 51.9 ในเดือนเมษายน 2564 โดยดัชนี PMI เดือนพฤษภาคม 2564 ถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 และสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 51.9 โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศและการส่งออก

ในฝั่งของสหรัฐตัวเลข Initial Jobless Claim ลดลงสู่ระดับ 385,000 โดยเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคม 2563 และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 390,000 ราย สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของตลาดแรงงาน สอดคล้องกับตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐที่พุ่งขึ้น 978,000 ตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม 2564 ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 680,000 ตำแหน่ง และเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 ขณะที่อัตราการว่างงานสหรัฐลดลงสู่ระดับ 5.8% ในเดือนพฤษภาคม 2564 ซึ่งดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ว่าอาจจะลดลงสู่ระดับ 5.9% หลังจากแตะระดับ 6.1% ในเดือนเมษายน 2564 ขณะที่ผลสำรวจความเชื่อมั่นของนักลงทุนสหรัฐจาก AAII ที่ระบุว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา สัดส่วนนักลงทุนที่เชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐในระยะ 6 เดือนข้างหน้ายังคงเป็นขาขึ้น หรือ Bullish เปลี่ยนแปลง +7.70% เมื่อเทียบจากสัปดาห์ที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 44.10% สวนทางกับสัดส่วนนักลงทุนที่เชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐในระยะ 6 เดือนข้างหน้ากำลังกลับเป็นขาลง หรือ Bearish ที่เปลี่ยนแปลง -6.60% เมื่อเทียบจากสัปดาห์ที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 19.80%

ระยะสั้นยังพอไปได้ ! ในส่วนของตลาดหุ้นไทยในเชิงของเทคนิค การที่ Indicator อย่าง MACD ของดัชนี Accumulated Foreign Fund Flow ยังมีสัญญาณ Negative Convergence ต่อเนื่อง หลังจากที่ไทยพบกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 รอบใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการไหลออกของเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยจะยังคงมีอยู่ในระยะสั้นต่อไป

ขณะที่ในเชิงของ Valuation การที่ Earnings Yield GAP ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจเลือกลงทุนในจังหวะที่ตลาดหุ้นราคาน่าสนใจ ซึ่งจะประเมินด้วยการเอา Earning Yield (1/PE Ratio) ณ ปัจจุบันของตลาดหุ้นมาลบด้วยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี แล้วเทียบว่าค่า Earning Yield Gap ที่หาได้ในปัจจุบันมากกว่าหรือน้อยกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ถ้าค่า Earning Yield Gap ที่คำนวณได้น้อยกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต สามารถบอกเป็นนัยว่าตลาดหุ้นของประเทศนั้นๆ อยู่ในเกณฑ์ Overvalued เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต

ในทางตรงกันข้าม ถ้าค่า Earning Yield Gap ที่คำนวณได้มากกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต บอกเป็นนัยได้ว่าสินทรัพย์เสี่ยงของประเทศนั้นๆอยู่ในเกณฑ์ undervalued เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา Earnings Yield GAP ของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ระดับ 1.4% หรืออยู่ที่ระดับ -1.6SD ซึ่งจากระดับดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยนั้นอยู่ในระดับ Overvalued เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต

อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ SET ยังคงยืนเหนือ 1,550 จุด(+/-10) ซึ่งเป็นกรอบแนวรับที่ SET จำเป็นต้องสร้างฐานต่อไปได้ ในระยะสั้น SET ยังคงอยู่ในทิศทางของการแกว่งตัวขึ้นต่อ โดยตลาดหุ้นไทยจะได้ปัจจัยหนุนระยะสั้นจากทิศทางของตลาดหุ้นโลก หลังการเปิดเมืองของหลายประเทศที่ฉีดวัคซีนโควิดได้เกินครึ่ง โดยที่ในทางเทคนิคทิศทางของตลาดหุ้นโลกในภาพรวมยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นได้อย่างต่อเนื่องนะครับ สะท้อนออกมาจากการที่ดัชนี S&P500 ของสหรัฐ และ Stoxx50 ของยุโรปยังคงมีรูปแบบ Golden Cross ครบทั้ง 5 ขั้นอย่างชัดเจน และต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังได้แรงหนุนจากปัจจัยในประเทศหลังรัฐบาลอัดฉีดเม็ดเงิน 1.6 แสนล้านบาทภายใต้มาตรการลดภาระค่าครองชีพ และฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบโควิด-19 เป็นผลบวกต่อการบริโภคโดยรวม ประกอบไปด้วย มาตรการคนละครึ่งระยะที่ 3, โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้, โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐระยะ 3 และโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้ผู้ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ รวมทั้งกลุ่มผู้พิการและผู้สูงอายุ

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) ตราบใดที่ SET ยังคงไม่ลงไปปิดต่ำกว่า 1,550 จุดอีกครั้ง เน้น “เก็งกำไรระยะสั้น” โดยมี 1,550 จุดเป็นจุดหมุน และจุด Cut Loss ในหุ้น CPALL, BJC, BEM, CRC, AOT, GPSC, PTTGC, WHA และ BDMS อีกครั้ง สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “คงสัดส่วนการลงทุนในหุ้นมาอยู่ที่ระดับ 25% ของพอร์ต”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/wealthhuntersclub และ e-mail ที่ moobin.stockmania@gmail.com แล้ว แฟนๆ ยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 97 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-16.00 น. เช่นเดิมครับ


ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)

Source: Wealth Hunters Club



11 views0 comments