top of page
327304.jpg

ทำได้แค่เก็งกำไรระยะสั้นไปก่อน


วัคซีนเป็นปัจจัยหนุนหลัก !

ทิศทางของตลาดหุ้นโลกยังคงเป็นขาขึ้นต่อได้นะครับ โดยปัจจัยหนุนหลักๆ ยังคงอยู่ที่พัฒนาการของวัคซีนต้านโควิด-19 และการเริ่มทยอยฉีดให้กับประชาชนในหลายๆ ประเทศทั่วโลกรวมแล้วกว่า 176 ล้านโดส 78 ประเทศ (เฉลี่ยวันละ 6 ล้านโดส) ขณะที่สหรัฐได้จัดการฉีดให้กับประชาชนในประเทศไปแล้วกว่า 55 ล้านโดส (วันละ 1.65 ล้านโดส) คิดเป็น 15% ของจำนวนประชากรทั้งหมด

ล่าสุดองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ประกาศขึ้นบัญชีวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ของ Astrazeneca และมหาวิทยาลัย Oxford สำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งจะช่วยเปิดทางให้กลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาสามารถเข้าถึงวัคซีนราคาที่ค่อนข้างถูกได้ ในด้านเศรษฐกิจแม้ว่านักลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐอาจจะยังมีความกังวลอยู่บ้าง และคอยจับตาดูทิศทางของอัตราเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด เนื่องจากกังวลกันว่าถ้าหากอัตราเงินเฟ้อสหรัฐปรับตัวขึ้นเร็วมากเกินไป อาจจะเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดยุติการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน

หลังจากที่ในช่วงที่ผ่านมาราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วจากความคาดหวังจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงจากเหตุสภาพอากาศที่หนาวเย็นจัดยังคงส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำมันในรัฐเท็กซัส ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เพิ่มขึ้น 1.3% ในเดือน ม.ค. 2563 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2552 บ่งชี้ว่าเงินเฟ้อของสหรัฐปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม “นายหมูบิน” ยังไม่ได้กังวลกับประเด็นดังกล่าว เนื่องจากเมื่อพิจารณาจากรายงานการประชุมครั้งล่าสุดของเฟด พบว่าเฟดระบุว่าการซื้อพันธบัตรของเฟดอย่างน้อยที่สุดจะยังคงต้องดำเนินต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง จนกว่าจะบรรลุเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ซึ่งก็จะถือว่าเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับกับการดำเนินนโยบายการคลังของรัฐบาลสหรัฐ ที่ล่าสุด Joe Biden กำลังผลักดันให้สภาคองเกรสอนุมัติมาตรการเพื่อที่จะมอบเช็คเงินสด 1,400 ดอลลาร์แก่ชาวอเมริกัน และเพิ่มเงินชดเชยให้แก่ประชาชนที่ตกงาน

การดำเนินนโยบายลักษณะนี้จะสอดคล้องกับประเทศสมาชิกกลุ่ม G7 ส่วนใหญ่ อาทิ ญี่ปุ่น อังกฤษ สหรัฐ และฝรั่งเศส เห็นพ้องกันว่า ในขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะถอนมาตรการสนับสนุนด้านการคลังเพื่อที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

ขณะที่ผลสำรวจความเชื่อมั่นของนักลงทุนสหรัฐจาก AAII ที่ระบุว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา สัดส่วนนักลงทุนที่เชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐในระยะ 6 เดือนข้างหน้ายังคงเป็นขาขึ้น หรือ Bullish เพิ่มขึ้น 1.60% เมื่อเทียบจากสัปดาห์ที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 47.10% ขณะที่สัดส่วนนักลงทุนที่เชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐในระยะ 6 เดือนข้างหน้ากำลังกลับเป็นขาลง หรือ Bearish ที่ลดลง 0.90% เมื่อเทียบจากสัปดาห์ที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 25.40%

ปัจจัยหนุนในประเทศเบาบางมาก ! ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มที่จะมีผลงานที่แย่กว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นโลก และภูมิภาค หรือ Underperform ต่อเนื่อง เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยเฉพาะตัวใหม่ๆเข้ามา แม้ว่าล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจของ ศบค. เห็นชอบให้ปรับปรุงการกำหนดเขตฟื้นที่สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดระลอกใหม่ โดยในพื้นที่ควบคุมให้ปรับลดจำนวนจาก 20 จังหวัด เหลือ 8 จังหวัด ได้แก่ กทม. สมุทรปราการ สมุทรสงคราม นนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี ตาก และราชบุรี มีแค่จังหวัดสมุทรสาครที่จะยังคงเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดต่อไป

ล่าสุดสภาพัฒน์จะคาดว่าประชากรไทยจะได้รับวัคซีน 75% ของประชากรภายในครึ่งแรกของปี 2565 หลังจากในปีนี้จะกระจายวัคซีนได้ 50% ของประชากร คาดเริ่มทยอยรับนักท่องเที่ยวอย่างค่อยเป็นค่อยไปได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายปี 2564 ขณะที่รัฐบาลอาจเพิ่มวันกักตัวผู้ที่เดินทางเข้ามาจากต่างประเทศเป็น 21 วัน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากโควิดสายพันธุ์ใหม่ ขณะที่ GDP ของประเทศไทยปี 2563 ถดถอย 6.1% ต่ำสุดในรอบ 22 ปี

ส่วนในปี 2564 สภาพัฒน์คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้อยู่ในช่วง 2.5-3.5% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 3.5-4.5% โดยปัจจัยสำคัญของปีนี้อยู่ที่การลงทุนของภาครัฐที่คาดว่าจะเติบโตได้มากถึง 10% รวมถึงภาคการส่งออกที่คาดว่าในปีนี้จะเติบโตได้ถึง 5.8% จากฐานที่ต่ำในปี 2563 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดีการปรับลดตัวเลขลงของสภาพัฒน์มาจากคาดการณ์นักท่องเที่ยวจะเข้ามาไทย 3.2 ล้านคน ลดลงจากประมาณการเดิมในไตรมาส 3 ที่มองไว้ที่ 5 ล้านคน นอกจากนี้ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน ม.ค. 2564 อยู่ที่ระดับ 83.5 ปรับตัวลดลงจากระดับ 85.8 ในเดือน ธ.ค. 2563 โดยปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และต่ำสุดในรอบ 6 เดือน

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) ตราบใดที่ SET ยังคงไม่ลงไปปิดต่ำกว่า 1,500 จุดอีกครั้ง เน้น “เก็งกำไรระยะสั้น” โดยมี 1,500 จุดเป็นจุดหมุน และจุด Cut Loss ในหุ้น CPALL, BJC, BEM, CRC, AOT, GPSC, PTTGC, WHA และ BDMS อีกครั้ง สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “คงสัดส่วนการลงทุนในหุ้นมาอยู่ที่ระดับ 25% ของพอร์ต”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/wealthhuntersclub และ e-mail ที่ moobin.stockmania@gmail.com แล้ว แฟนๆยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 97 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-16.00 น. เช่นเดิมครับ

 

ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)

Source: Wealth Hunters Club


29 views

Comments


bottom of page