top of page
556550.jpg
553309.jpg

เมื่อดอกเบี้ยยังไม่ลดชัด แต่ความคาดหวังกำไรเริ่มถูกทดสอบ

  • Feb 19
  • 1 min read


ตลาดหุ้นโลกในจังหวะเปลี่ยนผ่าน! 

ในช่วงสองเดือนข้างหน้าระหว่างกุมภาพันธ์ และมีนาคม 2569 มีความเป็นไปได้ว่าตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญ “จุดเปลี่ยนเชิงจิตวิทยา” ที่สำคัญ หลังจากปีที่ผ่านมา ตลาดปรับขึ้นบนความหวังว่าเงินเฟ้อกำลังชะลอลงและวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นใกล้สิ้นสุด คำถามในวันนี้ไม่ใช่เพียงว่า “ดอกเบี้ยจะลดเมื่อไร” แต่เป็นคำถามที่ลึกกว่านั้น คือ “เศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนแข็งแรงพอหรือไม่ หากดอกเบี้ยไม่ลดเร็วอย่างที่ตลาดเคยหวัง” ภาพรวมของตลาดโลกจึงอยู่ในโหมด Sideways ที่ผันผวนสูง (High-volatility range) โดยมีการสลับกลุ่มลงทุนอย่างต่อเนื่อง ขึ้นแรงเป็นช่วง ๆ แต่พร้อมปรับฐานเมื่อข้อมูลเศรษฐกิจหรือถ้อยแถลงจากธนาคารกลางเปลี่ยนโทน 

 

ในส่วนของตลาดหุ้นสหรัฐ เศรษฐกิจยังไม่ถดถอย แต่ “ดอกเบี้ยจริง” ยังสูง ทั้งนี้สหรัฐยังเป็นแกนกลางของตลาดโลก ทั้งในแง่กระแสเงินทุน ค่าเงินดอลลาร์ และทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตร โดยภาพเศรษฐกิจล่าสุดพบว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐยังอยู่ในกรอบระดับสูงกว่า 5%, อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี เคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 4.0-4.3%, เงินเฟ้อทั่วไปแม้ลดลงจากจุดสูงสุด แต่ยังทรงตัวเหนือระดับเป้าหมาย 2% และตลาดแรงงานยังไม่อ่อนแรงชัดเจน อัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำเชิงประวัติศาสตร์ สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เฟดไม่เร่งรีบในการลดดอกเบี้ย และตลาดจึงต้อง “ปรับความคาดหวังใหม่” ว่าการผ่อนคลายอาจค่อยเป็นค่อยไปกว่าที่เคยประเมิน โดยในเดือนกุมภาพันธ์ตลาดให้น้ำหนักกับผลประกอบการไตรมาส 4/2568 และคำแนะนำปี 2569 อย่างมาก 

 

หุ้นที่มีการเติบโตของรายได้ชัดเจน อัตรากำไรไม่ถูกบีบ และมีความสามารถกำหนดราคา (pricing power) จะได้รับการตอบรับดีกว่า ตรงกันข้าม หุ้นที่มี valuation สูงแต่กำไรโตชะลอ มีโอกาสถูกปรับฐานแรง เนื่องจากในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยแท้จริง (real rate) ยังสูง มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคตจะถูกคิดลดมากขึ้น ส่วนในเดือนมีนาคม จะเป็นเดือนของการสื่อสารจากเฟด โดยการประชุม FOMC ในเดือนมีนาคมจะเป็นจุดสำคัญ หากเฟดย้ำว่าต้องการเห็นเงินเฟ้อชะลอชัดเจนก่อนลดดอกเบี้ย ตลาดอาจเผชิญแรงขายในหุ้นเติบโต ขณะที่กลุ่ม defensive และหุ้นปันผลอาจได้เปรียบ 

 

ภาพรวมสองเดือนของสหรัฐจึงมีแนวโน้มเป็น Selective market มากกว่าตลาดกระทิงทั้งกระดาน ในส่วนของยุโรป ภาพรวมจะเป็นในลักษณะของการฟื้นตัวช้าแต่มีเสถียรภาพ โดยเศรษฐกิจยุโรปขยายตัวในอัตราต่ำกว่า 1% ต่อปีในหลายประเทศหลัก เงินเฟ้อเริ่มชะลอลงใกล้กรอบเป้าหมายของ ECB มากขึ้น ทำให้ตลาดคาดหวังการผ่อนคลายนโยบายในช่วงครึ่งหลังของปี ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 10 ปี เคลื่อนไหวบริเวณ 2.3-2.6% ซึ่งต่ำกว่าสหรัฐอย่างมีนัยสำคัญ ช่องว่างนี้ทำให้ค่าเงินยูโรอ่อนไหวต่อการเคลื่อนไหวของดอลลาร์ ทั้งนี้ยุโรปมีสัดส่วนหุ้นอุตสาหกรรม การเงิน และพลังงานสูง หากราคาพลังงานทรงตัวหรือลดลง จะเป็นบวกต่อ margin ภาคธุรกิจ แต่หากเงินเฟ้อกลับมาเร่ง ECB อาจต้องชะลอการผ่อนคลาย ส่งผลลบต่อหุ้นกลุ่มวัฏจักร 

 

ในฝั่งของเอเชีย ญี่ปุ่นจะเป็นผู้นำต่อไปจากการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง โดยปัจจุบันญี่ปุ่นยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านนโยบายการเงินหลังจากหลายปีของดอกเบี้ยติดลบ ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเริ่มกลับเข้าสู่แดนบวก ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบประมาณ 145-155 เยนต่อดอลลาร์ ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้เยนที่แข็งค่ารวดเร็วอาจกระทบกำไรบริษัทส่งออก เช่น รถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ แต่ในระยะยาว การยุตินโยบายผ่อนคลายสุดขั้วถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเสถียรภาพระบบการเงิน ตลาดญี่ปุ่นจึงมีลักษณะ “ผันผวนระยะสั้น แต่มีปัจจัยพื้นฐานระยะกลางที่ดีขึ้น” ขณะที่เศรษฐกิจจีนยังเผชิญแรงกดดันจากภาคอสังหาริมทรัพย์และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อ่อนตัว อัตราการเติบโต GDP อยู่ในกรอบประมาณ 4-5% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ทั้งนี้การประชุมระดับชาติในเดือนมีนาคมจะเป็นจุดกำหนดทิศทาง หากรัฐบาลส่งสัญญาณกระตุ้นการคลังเพิ่มเติม หรือสนับสนุนภาคเทคโนโลยีและการบริโภคมากขึ้น ตลาดจีนและฮ่องกงมีโอกาสรีบาวด์ 

 

อย่างไรก็ตามความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และการค้าระหว่างประเทศยังเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง ขณะราคาพลังงาน มีโอกาสเป็นตัวเร่งเงินเฟ้อรอบใหม่ โดยล่าสุดราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 75-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากทะลุกรอบบนอาจกระตุ้นแรงกังวลเงินเฟ้ออีกครั้ง ขณะที่ราคาทองคำเคลื่อนไหวในระดับสูงกว่า 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สะท้อนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยในภาวะไม่แน่นอน ซึ่งการเคลื่อนไหวของสินค้าโภคภัณฑ์จึงอาจเป็นตัวจุดชนวนการเปลี่ยนธีมลงทุนได้ตลอดเวลา

 

ตลาดหุ้นไทย “รีบาวด์ได้ แต่ต้องเลือกให้ถูกกลุ่ม” : ในช่วงกุมภาพันธ์ ถึงมีนาคม 2569 ตลาดหุ้นไทยกำลังอยู่ในสภาวะที่ “ดูเหมือนจะดีขึ้น” ในเชิงดัชนี แต่ “ความจริงของพื้นฐาน” บอกเราว่าการขึ้นรอบนี้จะไม่ใช่การขึ้นแบบกว้างทั้งกระดาน หากเป็นการขึ้นแบบมีผู้นำเป็นกลุ่มๆ (sector leadership) และมีการสลับกลุ่มลงทุนตลอดทาง ตัวเลขจากตลาดหลักทรัพย์ฯ สะท้อนภาพนี้ชัดเจน โดยที่ข้อมูลล่าสุด (อ้างอิงสถิติ ณ 16 ก.พ. 69) SET มี P/E 17.46 เท่า, P/BV 1.35 เท่า, อัตราผลตอบแทนตลาด (Market Yield) 3.68% และ EPS ของดัชนี 82.36 ขณะที่ผลตอบแทน YTD +14.16% (และ +13.30% ใน 3 เดือน) แปลว่า “ราคาเดินหน้าไปก่อน” และตลาดเริ่มต้องการ “หลักฐานเชิงกำไร” มารองรับระดับดัชนีมากขึ้น ขณะที่ในภาพใหญ่ของเศรษฐกิจไทยพบว่าแนวโน้มดอกเบี้ยเป็นตัวช่วยสำคัญ แต่เศรษฐกิจปี 2569 ถูกประเมินว่าจะ “ชะลอ” ทั้งนี้แบงก์ชาติลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.25% ตั้งแต่การประชุม 17 ธ.ค. 68 โดยชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจชะลอ ความไม่แน่นอนสูง และต้องการให้ภาวะการเงินช่วยพยุงการฟื้นตัว ในแถลงเดียวกันแบงก์ชาติประเมินการเติบโตเศรษฐกิจไทยไว้ที่ 1.5% ในปี 2569 (หลัง 2.2% ในปี 2568) พร้อมระบุความเสี่ยงจากนโยบายการค้าสหรัฐ, การชะลอของรายได้ครัวเรือน และการแข่งขันภาคส่งออกที่รุนแรงขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อระดับล่าสุดอยู่ที่ Headline -0.66% และ Core 0.60% (ม.ค. 69) ซึ่งทำให้แรงกดดัน “ขึ้นดอกเบี้ย” ต่ำ 

 

ในส่วนของตลาดหุ้นไทย การที่ SET ปรับขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมา (YTD +14.16% ณ 16 ก.พ. 69) ทำให้ในช่วงกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2569 เป็นช่วงที่ตลาดมีแนวโน้ม 3 ลักษณะเด่น คือ 

 

1) อยู่ในโหมด “Risk-on แบบมีเงื่อนไข” โดยตลาดจะเอื้อต่อหุ้นที่มีรายได้/กระแสเงินสดชัด, ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยต่ำ หรือมี catalysts ที่เป็นรูปธรรม (นักท่องเที่ยว, โครงการลงทุน, ราคาสินค้าโภคภัณฑ์) แต่จะ “ไม่เอื้อ” ต่อหุ้นที่ราคาไปไกลกว่าพื้นฐาน เพราะนักลงทุนจะเริ่มถามหากำไรจริงมากขึ้นในระยะใกล้ 

 

2) “Rotation” จะเป็นธรรมชาติของตลาด ซึ่งในสภาพที่เศรษฐกิจไม่ได้ร้อนแรง การขึ้นของดัชนีมักพึ่งหุ้นใหญ่บางกลุ่ม และเมื่อกลุ่มนั้นเริ่มแพง/ถูกขายทำกำไร เม็ดเงินจะไหลไปอีกกลุ่มหนึ่งทันที ทำให้คนที่ไล่ซื้อท้ายรอบมีความเสี่ยงสูง 

 

และ 3) ปัจจัยนอกประเทศยังเป็นตัวกำกับจังหวะ โดยที่เงินบาทและบอนด์ยีลด์สหรัฐมีผลต่อ Foreign Fund Flow ต่างชาติอย่างมาก โดยแบงก์ชาติแสดงอัตราแลกเปลี่ยน (13 ก.พ. 69) USD buying/selling ประมาณ 30.9294 - 31.2475 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ถ้าเงินบาทแข็งพร้อมตลาดขึ้น มักสะท้อนเงินไหลเข้า แต่ถ้าบาทอ่อนเร็ว ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มโดนลดความเสี่ยงก่อนเสมอ ส่วนกลุ่มหุ้นที่มีแนวโน้มเป็น “ผู้นำตลาด ได้แก่กลุ่มธนาคารพาณิชย์, ท่องเที่ยว-โรงแรม-ขนส่ง, พลังงาน, บริโภคในประเทศ-ค้าปลีก และหุ้นปันผล-สาธารณูปโภค-โครงสร้างพื้นฐาน

 

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) ตราบใดที่ SET ยังคงแกว่งตัวเหนือกว่า 1,400 จุดได้ เน้น “อ่อนตัวซื้อลงทุน” สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไปที่ระดับ 75% ของพอร์ต”   

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/hippowealththailand และ e-mail ที่ hippowealththailand@gmail.com แล้ว แฟนๆ ยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 97.00 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-16.00 น. เช่นเดิมครับ 


ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)  

Source: TradingView


 
 
 

Comments


bottom of page