ปัจจัยทั้งในและนอกหนุนตลาดหุ้นไทย
- 22 hours ago
- 1 min read

ตลาดหุ้นสหรัฐ พลิกกลับมาพุ่งแรงช่วงสัปดาห์ต้นเดือนกุมภาพันธ์ หลังเผชิญแรงขายหุ้นเทคโนโลยีหลายวันติดต่อกัน ดัชนี Dow Jones ทะลุระดับ 50,000 จุด เป็นครั้งแรก ทั้งนี้แม้การดีดตัวครั้งนี้ช่วยให้ Dow Jones ยุติการปรับลงต่อเนื่อง 3 สัปดาห์ แต่ดัชนี Nasdaq ยังลดลงเป็นสัปดาห์ที่ 4 ติดต่อกัน สะท้อนเม็ดเงินหมุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีไปหากลุ่มหุ้นมูลค่าและหุ้นขนาดเล็กมากขึ้น โดยสัปดาห์ที่แล้วหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิม Outperform หุ้นในกลุ่มซอฟต์แวร์อย่างเด่นชัด (ถึงขั้นที่มูลค่าหุ้นซอฟต์แวร์หายไปกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ใน 1 สัปดาห์) ซึ่งเป็นสัญญาณว่าความเสี่ยงในหุ้นเติบโตสูงทำให้นักลงทุนหันเข้าหาความปลอดภัยในหุ้นราคาถูกกว่า โฟกัสสำคัญจากนี้คือรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ หากตัวเลขออกมาต่างจากคาดมาก ตลาดอาจต้องปรับประมาณการทิศทางดอกเบี้ยเฟดกันใหม่อย่างฉับพลัน (ส่งผลให้เกิดการ Sector Rotation ผันผวนระหว่างหุ้นกลุ่มต่างๆ ) นอกจากนี้ ตลาดยังรอจับตาท่าทีของเจ้าหน้าที่เฟดเกี่ยวกับแนวโน้มดอกเบี้ย หลังจากล่าสุดกระแสคาดการณ์เริ่มโน้มไปทางว่าเฟดอาจเริ่มลดดอกเบี้ยช่วงกลางปี หากเศรษฐกิจชะลอตัวลงจริง (นักลงทุนบางส่วนให้น้ำหนักว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยครั้งแรกในการประชุมเดือนมิถุนายน)
ทั้งนี้ ปัจจัยพื้นฐานในฝั่งสหรัฐยังมีเรื่องผลประกอบการไตรมาส 4 ของบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งที่ทยอยประกาศออกมา ซึ่งครอบคลุมทั้งกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม และเทคโนโลยี บริษัทเหล่านี้ถือเป็น Bellwethers ของตลาดที่อาจปรับเปลี่ยน “หุ้นนำตลาด” และทิศทางเงินทุนได้ โดยนักวิเคราะห์แนะให้ดูที่แนวโน้มกำไรและประมาณการอนาคตมากกว่าตัวเลขกำไรที่ออกมาว่าสูงหรือต่ำกว่าคาดเล็กน้อย
ในส่วนของตลาดหุ้นยุโรปโดยรวมอยู่ในภาวะแข็งแกร่ง เปิดเดือนกุมภาพันธ์ด้วยระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ของดัชนี STOXX 600 แรงหนุนหลักมาจากหุ้นกลุ่มธนาคาร ที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2551 และกลุ่มเฮลท์แคร์ ที่ปรับขึ้น จากข่าวบวกในอุตสาหกรรมยาฯ ขณะเดียวกันหุ้นยุโรปยังได้แรงส่งจาก หุ้นสินค้าโภคภัณฑ์และอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ตามราคาสินค้าพลังงาน/โลหะที่เพิ่มขึ้นและงบประมาณการทหารที่สูงขึ้น (ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ) ส่งผลให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 2569 ของ STOXX 600 อยู่ที่ +4.2% แซงหน้าดัชนี S&P 500 ของสหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นราว 2% ในช่วงเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ระหว่างสัปดาห์ตลาดยุโรปก็เผชิญแรงกดดันระยะสั้นจากความผันผวนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะราคาทองคำและเงิน ที่ร่วงแรงในช่วงปลาย ม.ค. 69 เนื่องจากข่าวประธานาธิบดีสหรัฐ เสนอชื่อ นายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็น สายเหยี่ยว เป็นประธานเฟดคนใหม่ ส่งผลให้นักลงทุนคาดว่าเฟดจะเข้มงวดการเงินมากขึ้น ทำให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า และกดดันราคาทองคำและเงินร่วงหนัก (ถึงขั้นตลาดซื้อขายล่วงหน้าต้องปรับเพิ่มอัตราวางมาร์จิ้น) ช่วงนั้นนักลงทุนยุโรปบางส่วนจำเป็นต้องขายสินทรัพย์อื่นเพื่อลด Margin Call จากโลหะมีค่า ส่งผลให้ตลาดหุ้นยุโรปเปิดสัปดาห์ก่อนในแดนลบ แต่ต่อมาก็ฟื้นตัวเมื่อราคาทองคำ-เงินเริ่มทรงตัวและสถานการณ์ forced selling คลี่คลายสอดคล้องกับความเห็นนักวิเคราะห์ที่ระบุว่านักลงทุนยุโรป “มองข้ามการเทขายสินค้าโภคภัณฑ์และกลับมาโฟกัสปัจจัยพื้นฐานเชิงบวกของยุโรป” ไม่ว่าจะเป็นเม็ดเงินทุนใหม่ช่วงต้นเดือนหรือผลประกอบการบริษัทที่ยังออกมาดี ด้านนโยบายการเงินยุโรป มีประเด็นสำคัญจากการประชุมของ ธนาคารกลางอังกฤษ(BoE) เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 69 ที่ผ่านมา โดย BoE มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% ด้วยคะแนนเสียงเฉียดฉิว 5-4 เสียง ซึ่งสวนทางเล็กน้อยกับที่ตลาดคาดไว้ว่าจะเป็นมติเอกฉันท์มากกว่านี้ นั่นหมายความว่ากรรมการ 4 รายโหวตให้ลดดอกเบี้ยทันที แต่ฝ่ายเสียงข้างมากเลือกจะรอดูให้แน่ใจก่อน โดย ผู้ว่าการแอนดรูว์ เบลีย์ ส่งสัญญาณว่าหากแนวโน้มเงินเฟ้อที่คาดว่าจะร่วงลงแตะ 2% ในช่วงเดือน เม.ย. 69 เกิดขึ้นจริงอย่างยั่งยืนก็มี “ช่องว่าง” ให้ BoE อาจปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ ได้ต่อไป
ทั้งนี้ผลจากมติและถ้อยแถลงดังกล่าวทำให้นักลงทุนเร่งคาดการณ์ว่า BoE อาจลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น ซึ่งเดิมตลาดให้น้ำหนัก 60% ว่า BoE จะลดดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือน เม.ย. 69 แต่หลังเห็นการโหวต 5-4 นี้ ก็เพิ่มโอกาสการลดดอกเบี้ยใน มี.ค.มากขึ้น ส่วนทางฝั่ง ธนาคารกลางยุโรป (ECB) แนวโน้มโดยรวมคือ ECB น่าจะคงดอกเบี้ยที่ระดับ 2.0% ซึ่งต่ำกว่า BoE เกือบครึ่งหนึ่ง แสดงถึงจุดยืนที่ผ่อนคลายกว่าในการสนับสนุนเศรษฐกิจยุโรป
สำหรับปัจจัยการเมืองในยุโรป ต้องจับตาสถานการณ์รัฐบาลอังกฤษที่เกิดแรงสั่นคลอนภายใน พรรคแรงงานของ นายกฯ เคียร์ สตาร์เมอร์ เผชิญความไม่มั่นใจหลังเจ้าหน้าที่คนสนิทลาออกและมีการวิจารณ์การตัดสินใจของ สตาร์เมอร์ กรณีเลวร้ายสุด หากสตาร์เมอร์พ้นตำแหน่ง ตลาดคาดว่าผลกระทบช่วงแรกจะเป็นบอนด์ยีลด์อังกฤษพุ่ง-ค่าเงินปอนด์อ่อนลง จากความไม่แน่นอนทางการคลัง แต่ระยะยาวหากรัฐบาลใหม่ผ่อนคลายนโยบายการคลังมากขึ้น ก็อาจยิ่งหนุนให้ยีลด์สูงและปอนด์อ่อนกว่าที่ควรเป็น ปัจจัยนี้จะส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในยุโรปผ่านตลาดเงินและพันธบัตรด้วย
นอกจากนี้ สัปดาห์กลางเดือนกุมภาพันธ์ยังเป็นช่วงพีกของฤดูกาลประกาศงบยุโรป โดยเกือบ 30% ของบริษัทในดัชนี STOXX 600 มีกำหนดแจ้งผลประกอบการในช่วงนี้ นักลงทุนยุโรปจึงจะให้ความสนใจกับรายงานงบเหล่านี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะว่าบริษัทต่างๆ จะยังสะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรปต่อเนื่องหรือไม่ และมีปัจจัยลบใด (เช่น ต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น) เริ่มมากดดันกำไรบ้างหรือเปล่า ผลประกอบการที่ดีก็น่าจะช่วยยืนยันแรงส่งเชิงพื้นฐานให้ตลาดยุโรปที่ปีนี้เปิดตัวได้อย่างแข็งแกร่ง
ผลการเลือกตั้งหนุนตลาดหุ้นไทย! ในส่วนของตลาดหุ้นเอเชีย ยังคงเต็มไปด้วยบรรยากาศเชิงบวกอย่างมาก นำโดย ตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ทะยานขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์อีกครั้ง เหตุปัจจัยหลักคือ ชัยชนะถล่มทลายในการเลือกตั้งทั่วไปของ นายกฯ ซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้นำหญิงคนแรกของญี่ปุ่น เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 69 ซึ่งทำให้พรรค LDP ของเธอครองเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภา นักลงทุนคาดหวังว่า “Super Majority” นี้จะเปิดทางให้รัฐบาลใหม่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น การลดภาษีการบริโภค (เช่น ยกเว้น VAT อาหาร) เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ หรือ การเพิ่มงบประมาณกลาโหม/โครงสร้างพื้นฐาน เพื่อฟื้นเศรษฐกิจจากฝั่งการใช้จ่ายภาครัฐ บรรยากาศ reflation ดังกล่าวหนุนให้ดัชนี Nikkei 225 พุ่งขึ้นกว่า 4.2% ในเช้าวันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ ทำสถิติทะลุ 56,000 จุด เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นญี่ปุ่น หุ้นญี่ปุ่นได้แรงซื้อมากในกลุ่มที่ได้อานิสงส์นโยบายโดยตรง เช่น หุ้นสินค้าบริโภคในประเทศ (คาดยอดขายดีขึ้นจากลด VAT) และหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (คาดได้ประโยชน์จากงบประมาณทหารที่เพิ่มขึ้น)
นักกลยุทธ์บางรายตั้งข้อสังเกตว่านโยบายเชิงรุกของรัฐบาลใหม่ซึ่งสื่อมวลชนขนานนามว่า “ซาเนะโนมิกส์” (ตามชื่อผู้นำ) อาจมีตามมาอีกหลายชุด เนื่องจากการได้รับเสียงสนับสนุนล้นหลามทำให้รัฐบาลมี “ใบอนุญาต” ในการตัดสินใจมาตรการนอกกรอบได้เต็มที่ โดยสิ่งที่ตลาดจะจับตาคือรัฐบาลจะใช้อำนาจที่ได้มานี้ ผลักดันมาตรการใดเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่หาเสียงไว้หรือไม่ ซึ่งอาจเปิดเซอร์ไพรส์ใหม่ๆ ให้ตลาดญี่ปุ่นในระยะถัดไป
นอกจากญี่ปุ่น ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ก็ปรับตัวเชิงบวกตามสัญญาณที่ดีจากทั้งฝั่งญี่ปุ่นและสหรัฐ ดัชนี MSCI Asia Pacific (ไม่รวมญี่ปุ่น) ปรับขึ้น ~1.0% นำโดยตลาดหุ้น เกาหลีใต้ ที่ดีดแรง +3.9% ขานรับแรงซื้อหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ฟื้นตัวหลังร่วงหนักก่อนหน้านี้ แรงซื้อหุ้นเทคได้รับแรงหนุนสองด้าน ด้านหนึ่งคือ ราคาหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ในตลาดโลกพุ่งขึ้น ซึ่งช่วยยกระดับความเชื่อมั่นในหุ้นชิปเอเชีย (SK Hynix, TSMC, Samsung ฯลฯ) อีกด้านหนึ่งคือการที่นักลงทุนมองว่า โอกาสเฟดลดดอกเบี้ยกลางปีนี้เพิ่มขึ้น ทำให้เงินทุนเริ่มไหลกลับมาหาสินทรัพย์เสี่ยงและตลาดเกิดใหม่มากขึ้น ตอกย้ำว่าจิตวิทยาการลงทุนกำลังเริ่ม “Risk-On” อีกครั้ง
นักวิเคราะห์จาก BofA สรุปภาวะตลาดปัจจุบันว่านักลงทุนหมุนเงินจากหุ้นที่ทุ่มลงทุน AI (ซึ่งต้นทุนสูง) ไปยังหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการใช้จ่าย AI, จากหุ้นบริการไปสินค้าที่จับต้องได้, จากหุ้นสหรัฐ ไปหุ้นตลาดอื่น พร้อมระบุว่าในภาวะนี้นักลงทุนจะเลือกกลยุทธ์ “Long Main Street, Short Wall Street” (ลงทุนในเศรษฐกิจจริง มากกว่าภาคการเงิน) ซึ่งสะท้อนมุมมองว่าปี 2569 น่าจะเป็นปีที่หุ้นนอกกลุ่มเทคสหรัฐ เริ่มโดดเด่น และเอเชีย/ยุโรปอาจรับบทนำจากเงินทุนย้ายถิ่นฐานออกจาก Wall Street ทั้งนี้ ตลาดหุ้นจีนมีแนวโน้ม พักฐานเชิงเทคนิคช่วงก่อนวันหยุดตรุษจีน (17 ก.พ. 69) หลังจากก่อนหน้านี้ดัชนีทะลุแนวต้านสำคัญมาได้ โดยนักวิเคราะห์บางรายแนะนำให้ถือตำแหน่งลงทุนข้ามช่วงวันหยุดไว้ เนื่องจาก หลังตรุษจีนมักมีแรงซื้อกลับหนุนตลาด จากข้อมูลเศรษฐกิจความถี่สูงที่ออกมาดี และมีธีมการลงทุนใหม่ๆ หลังเทศกาลที่มักเกิดขึ้น (เช่น การประกาศนโยบายหรือเป้าหมายเศรษฐกิจรายปีของรัฐบาล) ดังนั้น หากไม่มีปัจจัยลบแรงๆ แทรก ตลาดจีนอาจกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้งหลังการพักตัวช่วงสั้น
ในส่วนของตลาดหุ้นไทย จุดสนใจสำคัญคือปัจจัยการเมืองในประเทศ หลังจากชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย จากการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 ก.พ. 69 ที่ผ่านมา ซึ่งผลการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะส่งผลอย่างยิ่งต่อทิศทางตลาดหุ้นไทยระยะสั้น จากการประเมินของโบรกเกอร์และสถาบันวิจัยต่างๆ ตลาดคาดหวังสถานการณ์ฐานที่ดีที่สุด (Best Case) ว่าพรรคการเมืองกระแสหลักจะจับมือกันจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีเสถียรภาพและมีนโยบายต่อเนื่องจากชุดก่อน ซึ่งตลาดมองว่าเป็นผลลัพธ์ที่ไม่เหนือความคาดหมาย และนโยบายเศรษฐกิจคงไม่ต่างจากรัฐบาลเดิมมากนัก จึงน่าจะได้รับการตอบรับเชิงบวกต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นตัวแปรที่ตลาดจับตามองมากที่สุดในสัปดาห์นี้ โดยถ้ามีความชัดเจนรวดเร็วและราบรื่น ตลาดหุ้นไทยก็มีโอกาสเดินหน้าต่อ
ตามสถิติในอดีตหลังเลือกตั้ง หุ้นไทยมักปรับขึ้นเฉลี่ย 2-3% ช่วงไม่กี่สัปดาห์ถัดมา เนื่องจากความหวังเชิงบวกต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ลดลง
ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) ตราบใดที่ SET ยังคงแกว่งตัวเหนือกว่า 1,270 จุดได้ เน้น “อ่อนตัวซื้อลงทุน” สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไปที่ระดับ 75% ของพอร์ต”
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/hippowealththailand และ e-mail ที่ hippowealththailand@gmail.com แล้ว แฟนๆ ยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 97.00 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-16.00 น. เช่นเดิมครับ
ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)

Source: TradingView





Comments