ตลาดหุ้นโลกยังคงแข็งแรง บนความผันผวนที่เพิ่มขึ้น
- Dokbia Online

- 20 hours ago
- 1 min read

เหลือแต่เรื่องผลการดำเนินงาน!
ภาพรวมตลาดหุ้นโลกในสัปดาห์ก่อนเลือกตั้งมีแนวโน้มเคลื่อนไหวแบบผันผวนท่ามกลางปัจจัยหลายด้านที่ทั้งสนับสนุนและกดดันตลาด นักลงทุนยังคงจับตาทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางใหญ่ ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ ตลอดจนผลประกอบการบริษัทชั้นนำ ขณะเดียวกันความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์จะมีบทบาทต่อบรรยากาศการลงทุนด้วย
ในส่วนของตลาดหุ้นสหรัฐ (S&P 500 และ Nasdaq) จะได้รับอิทธิพลจากทั้งปัจจัยนโยบายการเงินและผลประกอบการบริษัทขนาดใหญ่ โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพิ่งมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่กรอบ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 27–28 ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปตามคาดการณ์ของตลาด การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐ ยังแข็งแกร่งและความเสี่ยงเงินเฟ้อกับการจ้างงานเริ่มลดลง โดยประธาน Jerome Powell ส่งสัญญาณว่าเฟดอาจหยุดพักการปรับลดดอกเบี้ยต่อไปอีกระยะ จนกว่าจะเห็นเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% อย่างชัดเจน นอกจากนี้ กรรมการเฟดสองคนยังลงมติค้านเพื่อเรียกร้องให้ลดดอกเบี้ยทันที สะท้อนมุมมองบางส่วนในเฟดที่ต้องการผ่อนคลายนโยบายเร็วขึ้น
ท่าทีเฟดดังกล่าวทำให้ตลาดคาดว่าเฟดจะยังไม่รีบปรับลดดอกเบี้ย จนกว่าจะถึงกลางปี (มีความเป็นไปได้ว่าจะเริ่มลดในเดือน มิ.ย. 69 ส่งผลให้หลังแถลงการณ์ของเฟด ดัชนีหุ้นสหรัฐแกว่งตัวเพียงเล็กน้อยและปิดเกือบทรงตัว ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้นเล็กน้อย (บอนด์ยีลด์ 10 ปี ขยับขึ้นที่ประมาณ 4.25%) แนวโน้มตลาดจึงขึ้นกับข้อมูลเศรษฐกิจที่จะประกาศ อีกปัจจัยสำคัญสำหรับตลาดสหรัฐ คือผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญี่ที่อยู่ในช่วงประกาศงบไตรมาส 4 ปี 2568 สัปดาห์หน้าจะมีบริษัทชั้นนำรายงานผลประกอบการ ซึ่งนักลงทุนคาดหวังสัญญาณการเติบโตโดยเฉพาะจากธุรกิจคลาวด์และการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก่อนหน้านี้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีฟื้นตัวขึ้นจากความเชื่อมั่นในกระแส AI โดยหุ้น Alphabet พุ่งขึ้น ~29% ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 จากการเปิดตัวโมเดล AI ใหม่และดีลความร่วมมือกับ Apple ขณะที่ Microsoft และ Meta ที่ประกาศงบไปแล้วเมื่อต้นสัปดาห์ถูกจับตามองว่าการลงทุน AI มหาศาลเริ่มให้ผลลัพธ์คุ้มค่าหรือไม่ โดยนักวิเคราะห์บางส่วนยังคงกังวลว่า กระแส AI อาจเกิดภาวะฟองสบู่ หากไม่เห็นการเติบโตของรายได้ที่ชัดเจนตามเงินลงทุน ด้าน Apple ซึ่งประกาศผลประกอบการไปเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน ทำผลงานได้สูงเกินคาดด้วยรายได้ไตรมาสล่าสุด 143.8 พันล้านดอลลาร์ (+16% YoY) จากยอดขาย iPhone ที่แข็งแกร่งทั่วโลก โดยเฉพาะการดีดตัวของตลาดจีนและอินเดีย ซีอีโอ Tim Cook กล่าวว่าอุปสงค์ iPhone ในไตรมาสที่ผ่านมาอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ พร้อมคาดการณ์ยอดขายไตรมาสถัดไปอาจโตได้อีกถึง 13-16% ซึ่งข่าวดีนี้ช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ ช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 และจะส่งแรงต่อเนื่องถึงสัปดาห์ถัดมา
ขณะที่ในฝั่งของตลาดหุ้นยุโรปยังอยู่ในแนวโน้มเชิงบวก โดยดัชนีสำคัญหลายแห่งทำระดับสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง เช่น ดัชนี STOXX 600 ตลาดหุ้นยุโรปรวมพุ่งทำนิวไฮในเดือน ม.ค. 69 จากแรงหนุนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและการเงิน ตามการประกาศผลประกอบการที่แข็งแกร่งและสัญญาณเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวในยุโรป โดย เศรษฐกิจเยอรมัน กลับมาขยายตัวครั้งแรกในรอบ 3 ปี จากการใช้จ่ายภาครัฐและผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น บรรยากาศเชิงบวกนี้ส่งผลให้ดัชนีหุ้นยุโรป outperform ตลาดสหรัฐ ตั้งแต่ต้นปี 2569
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นอังกฤษ (FTSE 100) ก็ปรับตัวแข็งแกร่ง โดยปิดบวกเดือน ม.ค. 69 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 ซึ่งถือเป็นสถิติที่ยาวที่สุดในรอบกว่า 12 ปี แรงหนุนสำคัญมาจากหุ้นกลุ่มธนาคารและการอ่อนค่าของเงินปอนด์ ซึ่งเป็นผลจากนักลงทุนประเมินการเปลี่ยนตัวประธานเฟดสหรัฐ (ประธานาธิบดีทรัมป์เสนอชื่อ Kevin Warsh เป็นประธานเฟดคนใหม่) ที่มีแนวโน้มดำเนินนโยบายเข้มงวดขึ้น ทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่า เมื่อเทียบกับปอนด์และหนุนหุ้นส่งออกอังกฤษ ปัจจัยหลักที่ยุโรปจะจับตาคือการที่ทั้ง ECB และ BoE จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม เนื่องจากเงินเฟ้อเริ่มอยู่ใกล้เป้าหมายและเศรษฐกิจมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นแล้ว โดย ECB ส่งสัญญาณตั้งแต่การประชุม ธ.ค. 68 ว่าพึงพอใจกับเงินเฟ้อที่ชะลอลงมาที่ ~2% และหลังจากลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง 8 ครั้งจนมาถึงระดับ 2.0% ในปัจจุบัน ธนาคารกลางยุโรปมองว่าจะยังไม่ปรับเปลี่ยนนโยบายไปอีกระยะ และพยายามไม่ส่งสัญญาณชัดเจนว่าการปรับดอกเบี้ยครั้งหน้าจะขึ้นหรือลง ตลาดการเงินยุโรปคาดว่า ECB จะตรึงดอกเบี้ยตลอดปี 2569 ตามที่ผู้กำหนดนโยบายหลายคนกล่าวว่าหากเศรษฐกิจเป็นไปตามคาด ก็ไม่มีเรื่องดอกเบี้ยอยู่ในวาระใกล้ๆ นี้
สำหรับอังกฤษ อัตราเงินเฟ้อยังคงสูงที่สุดในกลุ่ม G7 ส่งผลให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (MPC) ล่าสุดมีความเห็นต่างกันมาก แต่ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดของอังกฤษออกมาดีกว่าคาด ทั้งการเติบโตของภาคธุรกิจเอกชนและยอดค้าปลีกที่แข็งแกร่ง ขณะเดียวกันเงินเฟ้อทั่วไปยังเพิ่มขึ้นเกินเป้า 2% ทำให้ BoE มีโอกาสสูงที่จะพิจารณาลดดอกเบี้ยไตรมาสหน้าหากเห็นแนวโน้มเงินเฟ้อชะลอชัดเจน
ทั้งนี้ตลาดจะจับตาถ้อยแถลงและประมาณการเศรษฐกิจใหม่จากทั้ง ECB และ BoE อย่างใกล้ชิด เพราะจะบ่งชี้ทิศทางนโยบายครึ่งหลังปีนี้ ซึ่งมีผลต่อค่าเงินยูโรและปอนด์ รวมถึงกระแสเงินทุนต่างชาติในตลาดหุ้นยุโรปต่อไป ส่วนสถานการณ์การเมืองในยุโรปยังเงียบสงบเป็นส่วนใหญ่ แม้จะมีปัจจัยด้านนโยบายการค้าระหว่างประเทศที่ต้องติดตาม (เช่น ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากยุโรปเมื่อต้นเดือน ซึ่งอาจยกระดับความเสี่ยงด้านการค้า หากเกิดการตอบโต้กันระหว่างสหรัฐ-ยุโรป)
เงินทุนต่างชาติยังคงหนุนตลาดหุ้นเอเชีย ! ในส่วนของตลาดหุ้นเอเชียมีแนวโน้มผันผวนในแต่ละประเทศขึ้นกับปัจจัยเฉพาะ แต่โดยรวมยังได้รับแรงหนุนจากทั้งปัจจัยภายในประเทศและบรรยากาศบวกจากตลาดโลก โดยตลาดหุ้นญี่ปุ่น (Nikkei 225) โดดเด่นที่สุดในภูมิภาค ซึ่งต้นปี 2569 ดัชนีนิกเกอิพุ่งทำนิวไฮ เหนือ 53,500 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากแรงเก็งกำไรข่าว ยุบสภาและจัดเลือกตั้งก่อนกำหนด ของรัฐบาลญี่ปุ่นที่จะเกิดต้นเดือน ก.พ. 69 ทำให้นักลงทุนคาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ส่งผลดีต่อหุ้น ขณะเดียวกันเงินเยนอ่อนค่าลงทำนิวโลว์ เมื่อเทียบกับเงินยูโรและฟรังก์สวิส (เยนอ่อนแตะ ¥185.4 ต่อยูโร ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์) ยิ่งช่วยหนุนหุ้นส่งออกญี่ปุ่นให้พุ่งแรง
อย่างไรก็ดี เงินเยนที่อ่อนมากเริ่มฟื้นแข็งค่าขึ้นช่วงปลายเดือนมกราคม ท่ามกลางการระแวดระวังของทางการญี่ปุ่นที่อาจแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อสกัดความผันผวน ด้านนโยบายการเงินญี่ปุ่น ล่าสุด ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีการประชุมเมื่อ 22–23 ม.ค. 69 และมีมติคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.75% ตามคาดการณ์ หลังเพิ่งขึ้นดอกเบี้ยจาก 0.50% ในเดือนก่อนหน้า แม้ BOJ จะคงดอกเบี้ยแต่ได้ส่งสัญญาณ “คุมเข้มนโยบายการเงิน” มากขึ้นแบบระมัดระวัง โดยปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจ และแสดงความกังวลต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อในอนาคต สะท้อนแนวโน้มว่า BoJ อาจพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยอีกในปีนี้หากเงินเฟ้อและค่าจ้างยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ผู้ว่าการ คาซึโอะ อุเอดะ ระบุว่าการปรับขึ้นค่าจ้างเริ่มส่งผ่านไปยังกดดันเงินเฟ้อในวงกว้างมากขึ้น ทำให้ BoJ ต้องไม่ลังเลที่จะปรับนโยบายให้ทันการณ์ หากเห็นสัญญาณชัดเจนว่าเงินเฟ้อจะยืนเหนือเป้า 2% ในระยะยาว
ความเข้มงวดเชิงนโยบายนี้อาจทำให้นักลงทุนระมัดระวังบ้างหลังตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับขึ้นแรง แต่ด้วยปัจจัยบวกด้านการเมือง (เลือกตั้ง) และเศรษฐกิจในประเทศที่สดใส (BOJ ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 2566 และ 2567 และมองเศรษฐกิจอยู่ในช่วงฟื้นตัวต่อเนื่อง) คาดว่าตลาดหุ้นญี่ปุ่นจะยังทรงตัวแข็งแกร่งอยู่ใกล้ระดับสูงสุด แม้อาจมีการขายทำกำไรระหว่างทางบ้าง
สำหรับตลาดหุ้นเอเชียอื่นๆ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ (KOSPI) ก็ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงแต่ต้นปี โดยสามารถทะลุแนวสำคัญ 5,000 จุด ได้ท่ามกลางแรงซื้อนักลงทุนที่เก็งกำไรธีม AI และชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่เป็นอุตสาหกรรมหลักของเกาหลีใต้ ทั้งนี้ดัชนี KOSPI พุ่งขึ้นกว่า 7.9% นับจากต้นปี 2569 ถึงกลางเดือน ม.ค. 69 ซึ่งเป็นการเปิดปีที่ดีที่สุดของเกาหลีตั้งแต่ปี 1971 โดยหุ้นบลูชิปอย่าง ซัมซุง และ SK Hynix ได้แรงหนุนจากราคาชิปหน่วยความจำที่เริ่มฟื้นตัวและแนวโน้มกำไรที่จะกระเตื้องขึ้นในปีนี้ ส่งผลให้นักวิเคราะห์บางแห่ง (เช่น Morgan Stanley) ปรับเพิ่มเป้าดัชนี KOSPI ปี 2569 ขึ้นเป็น 5,200 จุด และมองกรณีดีสุดอาจเห็น 6,000 จุด หากกำไรบริษัทฟื้นแรงกว่าคาด อย่างไรก็ดี หลังจากทะยานขึ้นมาก ตลาดอาจเผชิญแรงขายทำกำไรระยะสั้น โดยเฉพาะหากผลประกอบการไตรมาส 4 ของบริษัทเกาหลีบางแห่งออกมาต่ำกว่าคาดหรือมีข่าวลบด้านนโยบายการเงินสหรัฐ
ขณะที่ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกง มีปัจจัยสำคัญคือภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มกระเตื้องขึ้น โดยราคาบ้านใหม่จีนในเดือน ม.ค. 69 ปรับตัวสูงขึ้น ตามการสำรวจภาคเอกชน หลังภาครัฐส่งสัญญาณออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ เพิ่มเติมเพื่อหนุนความเชื่อมั่น นอกจากนี้ ยอดค้าปลีกช่วงเทศกาลตรุษจีนที่เพิ่งผ่านมาอาจช่วยพยุงบรรยากาศการใช้จ่ายผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงยังเคลื่อนไหวแบบระมัดระวัง เนื่องจากนักลงทุนรอประเมินทิศทางนโยบายรัฐบาลใหม่ของจีนในปีนี้ และติดตามว่าสหรัฐ จะมีท่าทีต่อมาตรการจำกัดเทคโนโลยีจีนเพิ่มเติมหรือไม่ โดยดัชนี Hang Seng ฮ่องกงล่าสุดแกว่งตัวบริเวณ 26,000-28,000 จุด ซึ่งแม้จะฟื้นขึ้นมาจากจุดต่ำสุดปีก่อน แต่ยังต่ำกว่าระดับสูงสุดในอดีตมาก (ดัชนี HSI เคยอยู่เหนือ 30,000 จุด) ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีนในตลาดฮ่องกงได้แรงหนุนช่วงต้นปีจากข่าวภาครัฐผ่อนคลายกฎระเบียบด้านแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ต ส่วนกลุ่มอสังหาฯ จีนก็ดีดตัวหลังรัฐบาลส่งสัญญาณช่วยเหลือผู้พัฒนาอสังหาฯ หนี้สินสูง ทำให้ดัชนี HSI เปิดปีใหม่พุ่งขึ้น ~2.8% ทำระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ในวันแรกของการซื้อขายปี 2569 แต่อย่างไรก็ดี ช่วงกลางเดือนม.ค. 69 ตลาดฮ่องกงปรับฐานลง ~3% ก่อนจะฟื้นกลับมา ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นการพักฐานระยะสั้นและแนวโน้มเชิงบวกยังไม่เสียไป เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าช่วยหนุนเม็ดเงินไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงเอเชียต่อไป
สำหรับตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศเกิดใหม่และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) มีแนวโน้มแกว่งตัวตาม sentiment ตลาดโลกและปัจจัยเฉพาะในแต่ละประเทศ โดยปัจจัยหนุนสำคัญสำหรับตลาดเกิดใหม่คือแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อน เมื่อปลายเดือน ม.ค. 69 ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ (DXY) อยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี ลดลง ~10% จากปีก่อนหน้า การอ่อนค่าของดอลลาร์และท่าทีเฟดที่ผ่อนคลายลงช่วยเปิดโอกาสให้เงินทุนต่างชาติไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่มากขึ้น นอกจากนี้ ราคาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ ที่พุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ (ราคาทองคำโลกปรับขึ้นกว่า 70% ในช่วงปีที่ผ่านมา) บ่งชี้กระแสเงินทุนบางส่วนมองหาที่หลบความเสี่ยง ซึ่งอาจส่งผลบวกทางอ้อมต่อตลาดเกิดใหม่ที่มีฐานะการเงินมั่นคงและให้อัตราผลตอบแทนสูง ในกลุ่มอาเซียนเอง
เหตุการณ์สำคัญที่ต้องติดตามคือการเลือกตั้งทั่วไปของไทยในวันที่ 8 ก.พ. 69 ซึ่งเป็นปัจจัยการเมืองที่นักลงทุนจับตาใกล้ชิดว่าจะเกิด “Election Rally” หรือไม่หลังทราบผลเลือกตั้ง โดยตลาดหุ้นไทยช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มมีแรงเก็งกำไรจากนักลงทุนต่างชาติ ส่งผลให้ดัชนี SET Index ดีดตัวขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน จากแรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีตามหุ้นสหรัฐที่ปรับขึ้นแรง, หุ้นกลุ่มพลังงานที่ได้อานิสงส์ราคาน้ำมันโลกขาขึ้น, และแรงซื้อคืนหุ้นกลุ่มธนาคารหลังโดนขายมาก่อนหน้า อย่างไรก็ดีมีปัจจัยลบต่างประเทศ ได้แก่ เฟดส่งสัญญาณไม่รีบลดดอกเบี้ย และสหรัฐใส่ชื่อไทยใน Monitoring List จับตาการแทรกแซงค่าเงิน (จากรายงานนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของกระทรวงการคลังสหรัฐ) ซึ่งกระทบ sentiment นักลงทุนต่างชาติ
ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) ตราบใดที่ SET ยังคงแกว่งตัวเหนือกว่า 1,270 จุดได้ เน้น “อ่อนตัวซื้อลงทุน” สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไปที่ระดับ 75% ของพอร์ต”
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/hippowealththailand และ e-mail ที่ hippowealththailand@gmail.com แล้ว แฟนๆ ยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 97.00 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-16.00 น. เช่นเดิมครับ
ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)

Source: TradingView





Comments