น้ำมันพุ่ง-เงินทุนไหล...SET เผชิญแรงกดดันโลกผันผวน ลุ้นกลับไปยืนเหนือ 1,400 จุดก่อน
- 8 minutes ago
- 1 min read

น้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ เอเชียและไทยรับแรงกระแทกหนักสุด : เดือนมีนาคม 2569 กลายเป็นเดือนที่ตลาดการเงินโลกต้องเผชิญกับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ เมื่อความตึงเครียดทางทหารที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านขยายตัวจนกระทบช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022 และทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเข้าสู่ภาวะผันผวนทันที เพราะนักลงทุนกังวลว่าต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะทำให้เงินเฟ้อกลับมาและกระทบการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ในขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรปเริ่มปรับตัวลง ตลาดหุ้นเอเชียกลับได้รับแรงกระแทกหนักกว่า เนื่องจากประเทศในภูมิภาคนี้พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางในระดับสูง
สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาน้ำมัน แต่ยังส่งผ่านไปยัง เงินเฟ้อ ค่าเงินบาท และกระแสเงินทุนต่างชาติ ซึ่งอาจกำหนดทิศทางตลาดหุ้นไทยตลอดเดือนมีนาคม ทั้งนี้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางเดินเรือที่เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับมหาสมุทรอินเดีย และถือเป็นคอขวดของระบบพลังงานโลก โดยที่ข้อมูลจากอุตสาหกรรมพลังงานระบุว่าน้ำมันประมาณ 20% ของการค้าพลังงานโลก ต้องผ่านช่องแคบนี้ และปริมาณน้ำมันที่ไหลผ่านมากกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเมื่อเกิดความเสี่ยงต่อเส้นทางดังกล่าว แม้เพียงบางส่วน ราคาพลังงานโลกจึงตอบสนองทันที โดยในช่วงแรกของความตึงเครียด ราคาน้ำมัน Brent ปรับตัวขึ้นมากกว่า 10-13% ภายในไม่กี่วัน ก่อนจะทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
เมื่อสถานการณ์รุนแรงขึ้น นักวิเคราะห์ด้านพลังงานเตือนว่า หากการขนส่งผ่านฮอร์มุซหยุดชะงักจริง ราคาน้ำมันอาจปรับขึ้นได้อีก และอาจสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง ในส่วนของตลาดหุ้นโลกเผชิญกับแรงขายที่เกิดขึ้นทันที ซึ่งเมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น ตลาดหุ้นมักตอบสนองด้วยการลดความเสี่ยงอย่างรวดเร็ว โดยตลาดหุ้นเอเชียสะท้อนภาพนี้อย่างชัดเจน จากความกังวลของนักลงทุนต่อสามปัจจัยหลัก ได้แก่ ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น, เงินดอลลาร์แข็งค่าจากภาวะ risk-off และความไม่แน่นอนของการขนส่งพลังงาน ซึ่งเมื่อทั้งสามปัจจัยเกิดขึ้นพร้อมกัน ตลาดหุ้นเอเชียจึงผันผวนมากกว่าภูมิภาคอื่น ขณะที่เงินเฟ้อโลกกำลังเป็นความเสี่ยงที่กลับมาอีกครั้ง
ทั้งนี้ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นไม่เพียงกระทบตลาดหุ้น แต่ยังมีผลต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง โดยต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะส่งผ่านไปยังค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง ต้นทุนสินค้าอุตสาหกรรม และราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเมื่อเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ธนาคารกลางทั่วโลก เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจต้องชะลอการลดดอกเบี้ย
สำหรับตลาดหุ้น นี่คือข่าวร้าย เพราะดอกเบี้ยสูงทำให้ valuation หุ้นลดลง ต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทเพิ่มขึ้น และนักลงทุนลดการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ในส่วนของตลาดหุ้นเอเชีย เป็นภูมิภาคที่เปราะบางที่สุดต่อช็อกพลังงาน เนื่องจากประเทศในเอเชียจำนวนมากเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ โดยเฉพาะญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และไทย เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น ต้นทุนเศรษฐกิจจึงเพิ่มขึ้นทันที นักวิเคราะห์หลายสำนักระบุว่า การพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางของเอเชีย ทำให้ภูมิภาคนี้มีความอ่อนไหวต่อความขัดแย้งในฮอร์มุซมากกว่าตลาดอื่น
ทั้งนี้วิกฤตอิหร่านในปี 2569 เป็นตัวอย่างชัดเจนของความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่สามารถเปลี่ยนทิศทางตลาดการเงินโลกได้อย่างรวดเร็ว เพราะเหตุการณ์นี้ไม่ได้กระทบเพียงประเทศในตะวันออกกลาง แต่กระทบระบบพลังงานของโลก และเมื่อราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเงินเฟ้ออาจกลับมา ธนาคารกลางอาจชะลอการลดดอกเบี้ย และตลาดหุ้นทั่วโลกจะผันผวนมากขึ้น สำหรับนักลงทุนไทย สิ่งที่ต้องจับตาในเดือนมีนาคมคือราคาน้ำมัน ค่าเงินบาท และเงินทุนต่างชาติ เพราะทั้งสามปัจจัยนี้จะเป็นตัวกำหนดว่า ตลาดหุ้นไทยจะสามารถยืนหยัดท่ามกลางพายุภูมิรัฐศาสตร์ของโลกได้มากเพียงใด
SET เผชิญแรงกดดันโลกผันผวน น้ำมันพุ่ง-เงินทุนไหล : ตลาดหุ้นไทยในเดือนมีนาคม 2569 กำลังเผชิญช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดช่วงหนึ่งของปี เมื่อความผันผวนจากเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางและอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และทำให้ตลาดการเงินทั่วโลกเข้าสู่ภาวะ risk-off ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ราคาน้ำมันโลกปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และแตะระดับมากกว่า 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชียหลายแห่งปรับตัวลงแรง สำหรับตลาดหุ้นไทย แม้ผลกระทบจะไม่รุนแรงเท่าตลาดเอเชียเหนือ แต่ความผันผวนจากราคาพลังงาน เงินทุนต่างชาติ และแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัว กำลังทำให้ตลาดเคลื่อนไหวในลักษณะแกว่งตัวในกรอบ (sideways-down) ตลอดเดือนมีนาคม ขณะที่พื้นฐานเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวช้า
ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่า GDP ไทยปี 2569 จะเติบโตเพียงประมาณ 1.5% ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพของเศรษฐกิจ และสะท้อนผลกระทบจากการส่งออกที่ชะลอตัวและกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ โดยที่ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจไทย ได้แก่การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก การแข่งขันจากสินค้าจีน หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และความผันผวนของค่าเงินบาท ทั้งนี้แม้ภาคการท่องเที่ยวจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 35 ล้านคนในปี 2569 แต่เศรษฐกิจโดยรวมยังคงเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ ขณะที่ปัจจัยภายนอกที่สำคัญที่สุดต่อ SET ในเดือนมีนาคมคือราคาน้ำมัน ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ราคาพลังงานพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจส่งผลต่อเงินเฟ้อโลก ต้นทุนการผลิต และนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลาง โดยที่นักวิเคราะห์เตือนว่าหากราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน อาจทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและส่งผลต่อการส่งออกของไทย ขณะที่เงินทุนต่างชาติเริ่มไหลออก เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดหุ้นไทยคือกระแสเงินทุนต่างชาติ หลังจากมีเงินทุนไหลเข้าตลาดไทยต่อเนื่องหลายเดือน ล่าสุดนักลงทุนต่างชาติเริ่มทยอยขายหุ้นเพื่อลดความเสี่ยงจากสถานการณ์โลก ซึ่งเมื่อเงินทุนไหลออก ค่าเงินบาทมักอ่อนค่าและทำให้ตลาดหุ้นผันผวนมากขึ้น
อย่างไรก็ดีแม้ตลาดโดยรวมจะผันผวน แต่ยังมีบางกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ปัจจุบัน ได้แก่ กลุ่มพลังงาน ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทำให้หุ้นพลังงาน เช่น PTTEP, BCP และ BANPU มีโอกาสได้รับแรงซื้อจากนักลงทุน และกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและดิจิทัล เนื่องจากไทยกำลังกลายเป็นศูนย์กลางการลงทุนด้าน Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งช่วยดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศในระยะยาว รวมทั้งกลุ่มท่องเที่ยว เพราะแม้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ยังคงเป็นแรงหนุนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย
ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องระวัง ได้แก่ สายการบินและโลจิสติกส์ หลังต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อสายการบิน บริษัทขนส่ง และธุรกิจโลจิสติกส์ รวมทั้งอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง เช่น ปิโตรเคมี เหล็ก และอุตสาหกรรมหนัก
ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทยในภาพรวมของเดือนมีนาคม 2569 อยู่ในช่วงที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยเศรษฐกิจไทยเติบโตในอัตราที่ต่ำ ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากราคาพลังงานและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ดังนั้น แนวโน้มของตลาดหุ้นไทยในเดือนนี้จึงมีลักษณะ ผันผวนและเคลื่อนไหวในกรอบ สำหรับนักลงทุน สิ่งที่ต้องติดตามมากที่สุดคือราคาน้ำมันโลก ค่าเงินบาท และเงินทุนต่างชาติ เพราะปัจจัยทั้งสามจะเป็นตัวกำหนดว่าตลาดหุ้นไทยจะสามารถยืนเหนือระดับ 1,400 จุดได้หรือไม่ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนสูง
ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) ตราบใดที่ SET ยังคงแกว่งตัวเหนือกว่า 1,400 จุดได้ เน้น “อ่อนตัวซื้อลงทุน” สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไปที่ระดับ 75% ของพอร์ต”
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/hippowealththailand และ e-mail ที่ hippowealththailand@gmail.com แล้ว แฟนๆ ยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 97.00 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-16.00 น. เช่นเดิมครับ
ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)

Source: TradingView





Comments