ตลาดหุ้นเอเชียยังคงเป็นธงนำ ไทยได้ประโยชน์ด้วย
- Dokbia Online

- 3 days ago
- 1 min read

ตลาดหุ้นสหรัฐไปต่อ ! ตลาดหุ้นโลกมีแนวโน้มเชิงบวกในช่วงสัปดาห์ต้นเดือนกุมภาพันธ์ จากสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินและความหวังต่อผลประกอบการบริษัทใหญ่ โดยตลาดหุ้นเอเชียล่าสุดปรับตัวขึ้นทำระดับสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ จากความคาดหวังเชิงบวกต่อกำไรบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐ แม้มีความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าของสหรัฐ (เช่น การขู่ขึ้นภาษีนำเข้าต่อเกาหลีใต้) แต่ตลาดยังตอบรับปัจจัยนี้ได้ดี ขณะเดียวกัน ราคาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำยังคงพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สะท้อนความต้องการป้องกันความเสี่ยงของนักลงทุนท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ เงินดอลลาร์ยังอยู่ในทิศทางอ่อนค่า ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือนที่ราว 96-97 จุด เนื่องจากมีการส่งสัญญาณว่าอาจมีการร่วมมือแทรกแซงตลาดเงินเพื่อสกัดการอ่อนค่าของเยนญี่ปุ่น ส่งผลให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อปลายสัปดาห์ส่งท้ายเดือนมกราคม ภาพรวมเหล่านี้บ่งชี้ว่านักลงทุนทั่วโลกยังคงระมัดระวัง แต่เปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น โดยจับตาสัญญาณยืนยันการชะลอตัวของเงินเฟ้อ เศรษฐกิจที่ชะลอลงอย่างไม่รุนแรง และท่าทีผ่อนคลายมากขึ้นจากธนาคารกลางต่างๆ
นอกจากนี้ วันศุกร์ที่ 6 ก.พ. 69 ตลาดยังรอดูรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ (Nonfarm Payrolls) ประจำเดือนมกราคม ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญต่อมุมมองนโยบาย Fed ในการประชุมถัดไป และอาจสร้างความผันผวนระยะสั้นต่อหุ้นและค่าเงินดอลลาร์ ในส่วนของตลาดหุ้นยุโรปโดยรวมยังมีแนวโน้มเชิงบวกต่อเนื่อง โดยดัชนีสำคัญอย่าง DAX ของเยอรมนีและ FTSE 100 ของอังกฤษทรงตัวใกล้ระดับสูงสุด หนุนโดยปัจจัยบวกทั้งภายในและภายนอกภูมิภาค ดัชนี DAX 40 ล่าสุดปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง 6 วันทำการติดต่อกัน ทำระดับสูงสุดใหม่อย่างแข็งแกร่ง สะท้อนแรงซื้ออย่างต่อเนื่องจากความเชื่อมั่นของนักลงทุน ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่กล้าเสี่ยงมากขึ้น (risk-on sentiment) โดยปัจจัยหนุนสำคัญมาจาก (1) การผ่อนคลายความกังวลเกี่ยวกับนโยบายการเงินที่ตึงตัวเกินไป โดยอัตราเงินเฟ้อในยูโรโซนที่ชะลอลงทำให้นักลงทุนเชื่อว่า ECB ไม่มีความจำเป็นต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีก ซึ่งเอื้อต่อการประเมินมูลค่าหุ้นยุโรปในเกณฑ์สูงขึ้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย และ (2) การฟื้นตัวของแรงซื้อหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมและหุ้นกลุ่มกลาโหมที่มีน้ำหนักสูงในดัชนี ส่งผลให้ DAX สามารถปรับขึ้นได้แม้ข้อมูลเศรษฐกิจเยอรมันภายในประเทศจะแสดงภาพที่ยังฟื้นไม่เต็มที่ก็ตาม
ในด้านนโยบายการเงินยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีกำหนดประชุมในวันที่ 4-5 ก.พ. 69 โดยตลาดคาดว่า ECB จะยังคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 2.0% ไว้ต่อไป และอาจตรึงตลอดทั้งปี 2569 ตามมุมมองของนักลงทุนการเงิน ปัจจัยสนับสนุนคืออัตราเงินเฟ้อทั่วไปของยูโรโซนที่อยู่ใกล้เคียงระดับเป้าหมาย 2% แล้ว ทำให้ผู้กำหนดนโยบายไม่เร่งรีบปรับดอกเบี้ย ณ ขณะนี้ อีกทั้งการประชุมเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา ECB ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ และส่งสัญญาณว่าการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติมคงจะเกิดขึ้นยาก เว้นแต่ว่าเศรษฐกิจจะผิดจากที่คาดมากๆ เจ้าหน้าที่ระดับสูงอย่าง Philip Lane หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ECB ก็ระบุว่าหากเศรษฐกิจเป็นไปตามคาด การปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย “ไม่น่าจะอยู่ในวาระ” ในระยะใกล้ ดังนั้น ECB จึงอยู่ในจุดที่ “สบายใจ” กับนโยบายปัจจุบัน และต้องการหลีกเลี่ยงการส่งสัญญาณล่วงหน้าว่าจะปรับขึ้นหรือลดดอกเบี้ยเป็นด้านใดด้านหนึ่งชัดเจน แนวทางดังกล่าวช่วยสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนว่าเสถียรภาพนโยบายจะดำรงอยู่ต่อไปในไตรมาสข้างหน้า ทำให้ตลาดหุ้นยุโรปได้รับแรงหนุนเพิ่มเติม
สำหรับปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค จะมีการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อยูโรโซนล่าสุด (เช่น อัตราเงินเฟ้อเบื้องต้นเดือน ม.ค. 69) และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตยุโรป ซึ่งจะบ่งชี้ทิศทางเศรษฐกิจต้นปี 2569 หากตัวเลขเหล่านี้ยืนยันว่าแรงกดดันเงินเฟ้อยังคงผ่อนคลาย และภาคการผลิตเริ่มมีเสถียรภาพดีขึ้น ก็จะยิ่งสนับสนุนมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นยุโรป
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังคงต้องติดตาม อาทิ ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐ-ยุโรป ซึ่งแม้ล่าสุดจะผ่อนคลายลงบางส่วน (เช่น การที่ตลาดไม่ได้ตอบสนองรุนแรงต่อข่าวการขู่ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากยุโรปของสหรัฐ) แต่ก็ยังเป็นปัจจัยแฝงที่สร้างความไม่แน่นอนเป็นระยะ โดยรวมแล้ว หากไม่มีปัจจัยลบใหม่ๆ โผล่มา ตลาดหุ้นยุโรปน่าจะเดินหน้าต่อได้บนฐานของความเชื่อมั่นที่ว่าธนาคารกลางจะไม่ทำให้สภาพคล่องตึงตัวขึ้น และเศรษฐกิจสามารถลงจอดอย่างนุ่มนวล (soft landing)
ตลาดหุ้นเอเชียยังคงเป็นขาขึ้นได้ ! ในส่วนของตลาดหุ้นเอเชียมีแนวโน้มสดใสต่อเนื่อง โดยดัชนี MSCI Asia Pacific (ไม่รวมญี่ปุ่น) ทำจุดสูงสุดใหม่ สอดคล้องกับดัชนีหุ้นสำคัญในภูมิภาคที่ปรับตัวขึ้นพร้อมกันหลายตลาด ตลาดหุ้นญี่ปุ่น (ดัชนี Nikkei 225) ยังคงได้รับแรงหนุนจากบรรยากาศการลงทุนโลกที่เป็นใจ ปรับตัวขึ้นราว 0.7% แม้ค่าเงินเยนจะฟื้นตัวแข็งค่าขึ้นเร็วซึ่งอาจกดดันความสามารถแข่งขันของบริษัทส่งออกญี่ปุ่นบ้างก็ตาม ส่วนตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ (CSI 300) และตลาดหุ้นฮ่องกง (Hang Seng) ต่างก็ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยต่อเนื่อง ราว 0.2% และ 1% ตามลำดับ ในสัปดาห์ล่าสุด สะท้อนความเชื่อมั่นที่ค่อยๆ ฟื้นตัวของนักลงทุนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจเอเชีย ทั้งนี้หนึ่งในปัจจัยสำคัญสำหรับภูมิภาคคือทิศทางนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งล่าสุด BOJ ได้ประชุมเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 69 และมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ +0.75% ตามคาด หลังจากเพิ่งขึ้นดอกเบี้ยในเดือนก่อนหน้า พร้อมทั้งปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของญี่ปุ่น ซึ่งบ่งชี้แนวโน้มว่าธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปในอนาคต แม้การคงดอกเบี้ยครั้งนี้จะไม่มีเซอร์ไพรส์ แต่ที่ประชุม BOJ มีกรรมการ 1 คน (ทาคาตะ) ลงมติแย้งให้ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ทันที นับเป็นสัญญาณว่ากรรมการบางส่วนเห็นความจำเป็นในการเข้มงวดนโยบายเร็วขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลเงินเฟ้อพื้นฐานของญี่ปุ่นที่ยังยืนระดับสูง (~2.9% ล่าสุด)
ในขณะที่ผู้ว่าการ BOJ นายอูเอดะ ยังคงส่งสัญญาณระมัดระวัง โดยคาดว่าจะใช้เวลาประเมินผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยครั้งก่อนและจับตาความเสี่ยงต่างๆ อย่างใกล้ชิดก่อนตัดสินใจปรับเพิ่มอีกครั้ง นักวิเคราะห์ HSBC มองว่า BOJ อาจดำเนินการขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป “ราวทุกๆ 6-12 เดือนครั้ง” หากแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อยังเป็นไปในทางที่แข็งแกร่ง ขณะที่ประเด็นสำคัญอีกด้านคือค่าเงินเยนที่ผันผวนอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา เงินเยนอ่อนค่าลงไปใกล้ระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์ในสัปดาห์ก่อน จนทางการญี่ปุ่นและสหรัฐ ส่งสัญญาณพร้อมร่วมมือแทรกแซงหากเยนยังผันผวนหนัก ทำให้เกิดการ “เช็กอัตราแลกเปลี่ยน” ในตลาดเมื่อปลายสัปดาห์ ส่งผลให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว (ดอลลาร์อ่อนลงกว่า 2.6% เมื่อเทียบเยนในสองวัน) จากเกือบ 160 เยนสู่ช่วง 154-155 เยนซึ่งต่ำกว่าระดับเส้นแดง 160 เยนที่เชื่อว่าทางการญี่ปุ่นยอมรับได้ การแข็งค่าของเยนดังกล่าวช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อนำเข้าในญี่ปุ่น แต่ก็อาจกระทบกำไรบริษัทส่งออกบางส่วน
ทั้งนี้ BOJ และรัฐบาลญี่ปุ่นยังคงเฝ้าระวังตลาดค่าเงินอย่างใกล้ชิด หากเยนอ่อนค่าเกินไปจนกระทบเสถียรภาพ อาจได้เห็นการแทรกแซงโดยตรง นอกจากนี้ ผลกระทบจากการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นมาโซน ~2.3% ซึ่งสูงที่สุดในรอบหลายปี ก็เป็นอีกเรื่องที่ BOJ ต้องจับตา เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้นหลังการผ่อนคลายนโยบายการควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทน (YCC) ในภาพรวมตลาดหุ้นเอเชีย สัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนและการสนับสนุนนโยบายภาครัฐ (ทั้งการเงินและการคลัง) ในหลายประเทศยังเป็นแรงเสริมสำคัญ ผู้ลงทุนจะติดตามดัชนี PMI การผลิตของจีน (ซึ่งล่าสุดกลับขึ้นมาเหนือระดับ 50 อีกครั้ง) รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากรัฐบาลจีนหรือธนาคารกลางจีน หากมีออกมา สัปดาห์หน้าตรงกับช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีน ภาวะสภาพคล่องในตลาดจีนอาจเบาบางลงบ้าง แต่โดยรวมเชื่อว่าทางการจีนพร้อมดูแลเสถียรภาพหากจำเป็น
ในส่วนของตลาดหุ้นเกิดใหม่และอาเซียนมีมุมมองเชิงบวกระมัดระวัง (Cautiously Optimistic) สำหรับช่วงสัปดาห์หน้า ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่เริ่มไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ โดยมีปัจจัยเอื้ออย่างค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงต่อเนื่อง และทิศทางดอกเบี้ยโลกที่ใกล้จุดสูงสุดหรือลดลง ทำให้สินทรัพย์ในตลาด EM มีความน่าสนใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับตลาดพัฒนาแล้ว นักวิเคราะห์ชี้ว่าธนาคารขนาดใหญ่หลายแห่งของโลก J.P. Morgan, Goldman Sachs, Morgan Stanley, HSBC, Standard Chartered ต่างมีมุมมอง “Bullish” ต่อตลาดเกิดใหม่ในปี 2569 จากปัจจัยค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนลง การเติบโตของธุรกิจด้าน AI และระดับราคาหุ้นที่ยังไม่สูงเกินไป
สำหรับภูมิภาคอาเซียนยังคงถูกมองว่าเป็น “จุดที่หวาน (sweet spot)” ของการลงทุนใน EM เพราะมีพื้นฐานแข็งแกร่ง หลายประเทศมีมูลค่าหุ้นถูก (value) จ่ายเงินปันผลสูง (yield) และมีศักยภาพเติบโตเชิงโครงสร้างในระยะยาว (structural upsides) ถึงแม้สหรัฐจะได้บังคับใช้กำแพงภาษีนำเข้าแบบ “ตอบโต้เท่าเทียม” (reciprocal tariffs) กับสินค้าจากประเทศอาเซียน 5 ชาติ (ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ 19%, เวียดนาม 20%) แต่ระดับภาษีจริงที่ใช้ยังต่ำกว่าที่ขู่ไว้มาก และมีการยกเว้นสินค้าสำคัญบางประเภท (เช่น เซมิคอนดักเตอร์ของมาเลเซีย) ส่งผลให้ผลกระทบสุทธิต่อภาคการส่งออกของอาเซียนไม่รุนแรงอย่างที่กลัว ท่ามกลางยุทธศาสตร์กระจายฐานการผลิตของบริษัทโลก (ยุทธศาสตร์ “จีน+1”) ที่ยังดำเนินต่อ ทำให้ภูมิภาคอาเซียนยังคงเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลกและได้รับการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติต่อเนื่อง
สำหรับตลาดหุ้นไทย (SET Index) ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของอาเซียน มีปัจจัยเฉพาะตัวที่ต้องติดตามควบคู่กับปัจจัยต่างประเทศ ตลาดไทยจะได้รับแรงกระตุ้นทั้งจากกระแสเงินทุนต่างชาติและเหตุการณ์ทางการเมืองในประเทศ รายงานข่าวระบุว่านักลงทุนต่างชาติได้เริ่มกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยอีกครั้ง สอดคล้องกับภาวะที่ความต้องการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกปรับดีขึ้น การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์และราคาทองคำที่พุ่งสูงยังผลักดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเร็ว (ล่าสุดแข็งค่าหลุด 31 บาทต่อดอลลาร์) ซึ่งแม้จะช่วยลดต้นทุนพลังงานนำเข้าและเงินเฟ้อของไทย แต่เงินบาทที่แข็งเกินไปก็ส่งผลกระทบลบต่อความสามารถแข่งขันการส่งออกในระยะถัดไปเช่นกัน แบงก์ชาติได้ออกมาเตือนว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่า “เกินพื้นฐาน” กำลังกดดันผู้ส่งออก SME และทำให้สภาพคล่องในตลาดบางส่วนตึงตัวขึ้น พร้อมระบุว่าความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของเศรษฐกิจไทยกำลังลดลงจากหลายปัจจัย เช่น บาทแข็ง หนี้ครัวเรือนสูง และปัญหาภาคส่งออก ข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดของไทยก็อยู่ในระดับต่ำมาก โดยเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ธ.ค. 68 ติดลบ 0.28% (YoY) ต่ำกว่าเป้ากรอบ 1-3% ของแบงก์ชาติ ทำให้ไทยยังต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงเงินฝืด (deflation) แม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าจะเกิดภาวะเงินฝืดก็ตาม ปัจจัยเหล่านี้อาจเปิดช่องให้แบงก์ชาติใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายหากจำเป็น แต่ขณะเดียวกันก็สะท้อนถึงความเปราะบางบางด้านของเศรษฐกิจไทยที่ผู้ลงทุนต่างชาติยังจับตาอยู่
อีกประเด็นสำคัญคือสถานการณ์การเมืองไทยที่เข้าสู่ช่วงเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 ก.พ. 69 ความไม่แน่นอนทางการเมืองระยะสั้นอาจทำให้ตลาดหุ้นไทยผันผวนได้ โดยนักลงทุนจะประเมินว่าการเลือกตั้งและรัฐบาลชุดใหม่จะมีเสถียรภาพเพียงใด รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจที่จะตามมาหลังเลือกตั้งจะเอื้อต่อภาคธุรกิจและการลงทุนมากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ดี ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง คาดว่ารัฐบาลรักษาการจะยังคงมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจบางอย่างเพื่อเรียกความเชื่อมั่น เช่น มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพิ่มเติม หลังมีแนวโน้มว่าปีนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติจะมาไทยราว 35.5 ล้านคน ตามคาดการณ์ทางการ ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยปีนี้ (ภาคท่องเที่ยวฟื้นชัดเจน)
ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) ตราบใดที่ SET ยังคงแกว่งตัวเหนือกว่า 1,270 จุดได้ เน้น “อ่อนตัวซื้อลงทุน” สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไปที่ระดับ 75% ของพอร์ต”
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/hippowealththailand และ e-mail ที่ hippowealththailand@gmail.com แล้ว แฟนๆ ยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 97.00 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-16.00 น. เช่นเดิมครับ
ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)

Source: TradingView





Comments