top of page
533394.jpg

ตลาดหุ้นโลกยังคงไปต่อได้ ในช่วง Earnings Season



ผลการดำเนินงานเป็นปัจจัยหนุน ! 


ตลาดหุ้นโลกมีแนวโน้มเคลื่อนไหวเชิงบวกต่อเนื่องในสัปดาห์หน้า หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมาได้แรงหนุนจากผลประกอบการบริษัทใหญ่และสัญญาณเงินทุนไหลเข้าในหลายตลาดเกิดใหม่ ดัชนีสำคัญหลายแห่งทำระดับสูงสุดใหม่ เช่น FTSE 100 ของอังกฤษ, Euro STOXX 600 ของยุโรป, Topix ของญี่ปุ่น รวมถึงดัชนีในบราซิล, เม็กซิโก และเกาหลีใต้ สะท้อนมุมมองเชิงบวกของนักลงทุนต่อแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนปี 2569 และภาวะดอกเบี้ยที่อาจเริ่มทรงตัวหรือลดลงในระยะถัดไป ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามองได้แก่ทิศทางนโยบายธนาคารกลาง และตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งผลลัพธ์ของปัจจัยเหล่านี้จะกำหนดทิศทางกระแสเงินทุนและความเชื่อมั่นของตลาดในระยะสั้น นอกจากนี้ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์และอัตราแลกเปลี่ยนหลักยังคงผันผวนตามข่าวสารต่างประเทศเมื่อเร็วๆ นี้ ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้าจากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สถานการณ์ตึงเครียดในอิหร่าน ส่งผลให้หุ้นกลุ่มพลังงานทั่วโลกปรับตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม กลางสัปดาห์ที่แล้วราคาน้ำมันกลับร่วงลงกว่า 4% หลังผู้นำสหรัฐ ส่งสัญญาณท่าทีประนีประนอมมากขึ้นต่อสถานการณ์ในอิหร่าน ทำให้ส่วนเพิ่มความเสี่ยงในราคาน้ำมันอ่อนตัวลง แม้ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์โดยรวมยังเปราะบางอยู่ 


ด้านราคาทองคำที่พุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ช่วงก่อนหน้า จากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความไม่แน่นอน เริ่มอ่อนตัวลงเช่นกัน หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางผ่อนคลายลงและเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นกดดันราคาโลหะมีค่า (ก่อนจะปรับขึ้นทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่) ส่วนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นทำระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์หลังตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานสหรัฐออกมาดีกว่าคาด หนุนความเชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยังไม่ปรับลดดอกเบี้ยในระยะใกล้และอาจคงอัตราดอกเบี้ยระดับสูงไปอีกหลายเดือน แนวโน้มดังกล่าวกดดันสกุลเงินหลักอื่นๆ เช่น ยูโรและเยนให้ค่าอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ 


ในส่วนของตลาดหุ้นสหรัฐมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบเชิงบวก โดยปัจจัยหนุนสำคัญมาจากช่วงเริ่มต้นของฤดูกาลประกาศ หรือ Earnings Season งบไตรมาส 4 ที่ออกมาค่อนข้างสดใส โดยที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Taiwan Semiconductor (TSMC) รายงานกำไรไตรมาส 4 ปี 2568 เพิ่มขึ้นถึง 35% ทำสถิติสูงสุดใหม่ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มชิปเทคโนโลยีดีดตัวแรงและช่วยหนุน Nasdaq ขณะเดียวกัน กลุ่มธนาคารสหรัฐรายใหญ่ เช่น BlackRock, Goldman Sachs และ Morgan Stanley ก็ประกาศกำไรดีกว่าคาด ช่วยผลักดันราคาหุ้นการเงินพุ่งขึ้น 5-6% ภาพรวมของ S&P 500 จึงได้รับแรงส่งจากทั้งหุ้นเทคโนโลยี และหุ้นการเงิน ขณะที่ปัจจัยที่อาจส่งผลต่อทิศทางตลาดสหรัฐในระยะสั้น คือแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยและตัวเลขเศรษฐกิจที่จะประกาศ โดยเฟดจะมีการประชุม FOMC ครั้งแรกของปีจะมีขึ้น 27–28 ม.ค. 69 ซึ่งนักลงทุนจะจับตาสัญญาณจากข้อมูลเงินเฟ้อและแรงงานสหรัฐล่าสุดอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐส่งสัญญาณชะลอตัวลง โดยดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) เดือนธันวาคมเพิ่มขึ้น 2.6% เทียบรายปี ซึ่งต่ำกว่าที่คาดเล็กน้อย (คาด 2.7%) แต่ยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟด และทรงตัวในระดับนี้มาตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 สะท้อนว่าเงินเฟ้อยังสูงกว่าที่เฟดต้องการ และทำให้เฟดยังไม่รีบกลับทิศลดดอกเบี้ยในระยะใกล้ และส่งสัญญาณว่าจะพิจารณาลดดอกเบี้ยก็ต่อเมื่อมั่นใจว่าเงินเฟ้อกำลังกลับเข้าสู่เป้าหมายอย่างยั่งยืน ซึ่งจากข้อมูลล่าสุด นักวิเคราะห์หลายฝ่ายคาดว่าเฟดจะยังคงอัตราดอกเบี้ยระดับปัจจุบันไปอีกหลายเดือน และเลื่อนการคาดการณ์ลดดอกเบี้ยออกไปช่วงกลางปี 2569 (ราวเดือน ก.ค.เป็นต้นไป) แม้ว่าแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นของสหรัฐที่ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วแต่ยังไม่มีสัญญาณผ่อนคลายในทันที ซึ่งอาจทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐแกว่งตัวแบบระมัดระวัง โดยที่ฝั่งหนึ่งจะได้แรงหนุนจากเงินเฟ้อที่ไม่เร่งตัว (ช่วยเลี่ยงการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่ม) แต่อีกฝั่งก็ถูกจำกัดจากอัตราดอกเบี้ยระดับสูงที่ยืดเยื้อซึ่งอาจถ่วงมูลค่าหุ้นกลุ่มเติบโตสูงอย่างเทคโนโลยี อย่างไรก็ดีการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐจะยังเป็นอีกไฮไลต์สำคัญ โดยเฉพาะบริษัทผู้ผลิตชิปรายอื่นๆ และอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ทยอยรายงาน อย่างไรก็ดีจนถึงขณะนี้ภาพรวมถือว่าเริ่มต้นไตรมาส 4 ได้ดี (ทั้งกลุ่มแบงก์และเทคโนโลยี) ทั้งนี้หากบริษัทใหญ่รายอื่นรายงานผลดีกว่าคาดอีก ก็จะเป็นแรงหนุนเชิงบวกให้กับตลาดหุ้นสหรัฐต่อเนื่อง นอกจากนี้จะช่วยยืนยันมุมมอง “Soft Landing” ของเศรษฐกิจ (ชะลอแต่ไม่ถดถอย) และแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงในระยะยาว ที่แม้ยังไม่เกิดทันทีแต่ก็คาดหวังได้ในช่วงครึ่งหลังของปี ถ้าเงินเฟ้อทรงตัวหรือชะลอลงอีก

 

ขณะเดียวกันปัจจัยลบที่ต้องระวังคือ ความแข็งแกร่งเกินคาดของเศรษฐกิจสหรัฐจนอาจทำให้ Fed คงดอกเบี้ยที่ระดับสูงนานกว่าเดิมหรือส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง (หากเงินเฟ้อไม่ลดลงตามหวัง) ซึ่งจะกดดันราคาหุ้นผ่านการปรับประมาณการลดลง และอีกด้านหนึ่งคือ แรงขายทำกำไรหรือความผันผวนจากประเด็นการเมืองสหรัฐ (เช่น การเลือกตั้งขั้นต้นที่จะเริ่มมีในปีนี้หรือประเด็นการสืบสวนผู้นำเฟดตามข่าวล่าสุด) ที่อาจเพิ่มความไม่แน่นอนในตลาด

 

ในส่วนของตลาดหุ้นยุโรป มีภาพรวมเป็นบวกในช่วงนี้ โดยดัชนียุโรปหลายแห่งดีดตัวขึ้นต่อเนื่องและบางดัชนีทำจุดสูงสุดใหม่ โดย DAX ของเยอรมนีและ FTSE100 ของอังกฤษได้รับอานิสงส์จากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมส่งออก ที่ปรับตัวขึ้นตามวัฏจักรโลก เช่น หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ในยุโรป (เช่น ASML ของเนเธอร์แลนด์) ซึ่งราคาหุ้นพุ่งขึ้นหลังลูกค้าใหญ่ TSMC ประกาศกำไรสูงเกินคาด ส่งผลให้ดัชนี Stoxx 600 ย้อนกลับขึ้นใกล้ระดับสูงสุดอีกครั้ง ด้าน FTSE100 ที่ประกอบด้วยหุ้นวัฏจักรและสินค้าโภคภัณฑ์จำนวนมาก ก็ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงกว่าปีที่แล้ว รวมถึงเงินปอนด์ที่แกว่งตัวในกรอบ (ไม่แข็งค่าจนเกินไป) ช่วยให้บริษัทส่งออกอังกฤษยังแข่งขันได้ ส่งผลให้ FTSE ทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ปัจจัยที่น่าจับตาในยุโรป คือทิศทางนโยบายธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยแนวโน้มดอกเบี้ยยุโรป ใกล้ถึงจุดเปลี่ยนเช่นกัน โดยเงินเฟ้อทั่วไปของยูโรโซนชะลอลงชัดเจน (เงินเฟ้อ ธ.ค. คาดว่าจะยืนยันที่ ~3% ตามข้อมูลล่าสุด) ทำให้ตลาดคาดว่า ECB น่าจะยุติการขึ้นดอกเบี้ยแล้ว และเริ่มพูดถึงโอกาสปรับลดดอกเบี้ยช่วงครึ่งหลังปี 2569 หากแนวโน้มราคาชะลอต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ECB ยังเน้นย้ำว่าจะดูข้อมูลเศรษฐกิจเป็นหลัก ซึ่งอาจเห็นการผ่อนคลายนโยบายเร็วขึ้นกว่าคาด หากเศรษฐกิจแสดงอาการอ่อนแรงจริง สภาพแวดล้อมดอกเบี้ยขาลงจะเป็นบวกต่อหุ้น 

 

อย่างไรก็ดีปัจจัยลบที่ยังต้องระวังในยุโรปคือความเปราะบางของเศรษฐกิจ โดยที่ล่าสุดดัชนี PMI ที่อยู่ต่ำกว่าระดับ 50 จุดและการจ้างงานที่ชะลอตัวในหลายประเทศบ่งชี้ว่า ยุโรปใกล้ภาวะถดถอยทางเทคนิค ความเสี่ยงนี้อาจทำให้ประมาณการกำไรบริษัทยุโรปถูกปรับลด ซึ่งกดดันราคาหุ้นได้ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในยุโรปตะวันออก (สงครามในยูเครนที่ยังยืดเยื้อ) ซึ่งหากมีการยกระดับความตึงเครียดอีกครั้ง (เช่น การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานช่วงฤดูหนาว) จะส่งผลลบต่อบรรยากาศการลงทุนยุโรปทันที รวมถึงความผันผวนของราคาพลังงาน โดยเฉพาะถ้าราคาก๊าซธรรมชาติหรือราคาน้ำมันในยุโรปกลับมาพุ่งสูง จะเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อและซ้ำเติมต้นทุนภาคธุรกิจ อาจดึงให้ธนาคารกลางต้องเข้มงวดนโยบายต่อไป 

 

ตลาดหุ้นเอเชียและตลาดหุ้นไทยยังไปต่อได้! ในส่วนของตลาดหุ้นเอเชีย ในภาพรวมแนวโน้มยังเป็นไปในทิศทางเชิงบวก โดยเฉพาะตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังอยู่ในโมเมนตัมขาขึ้น โดยดัชนี Topix (ดัชนีหุ้นกว่า 2,100 บริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว) ทำระดับสูงสุดใหม่ได้อีกครั้งเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา จากแรงหนุนหุ้นกลุ่มส่งออกและเทคโนโลยี ทั้งนี้การที่เงินเยนอ่อนค่าอยู่ในโซนต่ำสุดรอบหลายสิบปีเมื่อเทียบกับดอลลาร์ (จากส่วนต่างดอกเบี้ยที่สหรัฐสูงกว่าญี่ปุ่นมาก) เป็นปัจจัยหนุนกำไรบริษัท รวมถึงดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติ ขณะเดียวกันดอกเบี้ยญี่ปุ่นที่ ~0.75% ยังถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับโลก ทำให้เงินเยนยังอยู่ภายใต้แรงกดดันให้อ่อนค่า ขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีสัญญาณฟื้นตัวและเงินเฟ้อสูงกว่าเป้าหมายที่ 2% เล็กน้อย ผู้เชี่ยวชาญมองว่า BOJ เริ่มอยู่ในวัฏจักรคุมเข้มนโยบาย (Tightening) แล้ว แต่จะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปและระมัดระวัง โดยคาดว่าในการประชุมรอบนี้ BOJ น่าจะยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม 


อีกตลาดที่เด่นมากในปีนี้ คือตลาดหุ้นเกาหลี ที่มีทิศทางฟื้นตัวตามหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโลกเช่นกัน โดยดัชนี Kospi ได้แรงหนุนจากหุ้นอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์เป็นสำคัญ (เช่น Samsung Electronics, SK Hynix) ซึ่งราคาปรับขึ้นตอบรับความคาดหวังว่าความต้องการชิปหน่วยความจำและชิป AI จะเพิ่มขึ้นในปีนี้ และกลางเดือนที่ผ่านมาดัชนี Philadelphia Semiconductor Index ของสหรัฐปรับเพิ่มกว่า +2% ในวันเดียว และสะสม +10% ตั้งแต่ต้นปี บ่งชี้ว่านักลงทุนกลับมามองบวกต่อวงจรชิปอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ต้องระวังว่า ค่าเงินวอน ช่วงนี้มีแนวโน้มผันผวนตามเงินดอลลาร์ หากเงินดอลลาร์ยังแข็งค่าอาจส่งผลให้เงินทุนต่างชาติไหลออกบางส่วน ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อ Kospi ได้ 


นอกจากนี้เกาหลีใต้ยังมีประเด็นความตึงเครียดกับเกาหลีเหนือที่ต้องติดตาม (เช่น การทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ) แม้ตลาดจะรับรู้บ้างแล้วแต่ยังเป็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เฉพาะถิ่น ดังนั้นตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มเคลื่อนไหวตามทิศทางตลาดต่างประเทศเป็นสำคัญ โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา SET Index เริ่มฟื้นตัวขึ้นจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่กลับเข้ามา รวมถึงการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานซึ่งได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันโลกที่ไต่ระดับขึ้นก่อนหน้านี้ (จากสถานการณ์ตึงเครียดในอิหร่าน) 


อย่างไรก็ดีช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดยังแกว่งลบจากปัจจัยลบเฉพาะกลุ่ม เช่น แรงขายทำกำไรในหุ้นโรงพยาบาลหลังข่าวยกเลิกประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายของบริษัทประกันรายใหญ่ รวมถึงแรงขายในหุ้นค้าปลีกและอิเล็กทรอนิกส์บางตัวทำให้ประเมินว่า SET จะเคลื่อนไหวในกรอบแนวรับ 1,260 และ 1,250 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,285 และ 1,300 จุด ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามมีทั้งปัจจัยในประเทศและต่างประเทศ ด้านปัจจัยในประเทศนั้นจะเริ่มมีการทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2568 ของบริษัทจดทะเบียนไทยบางส่วนซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อหุ้นรายกลุ่ม หากกำไรออกมาดีกว่าคาดอาจช่วยหนุนดัชนีให้ทดสอบแนวต้านได้ 

 

นอกจากนี้ทิศทางเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ก็เป็นสิ่งที่ต้องติดตามใกล้ชิด ซึ่งถ้ากระแสเงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นแรงส่งสำคัญต่อ SET Index อย่างไรก็ตาม หากเงินดอลลาร์พลิกมาแข็งค่ามากๆ หรือนักลงทุนกลับไปถือสินทรัพย์ปลอดภัยเพราะกังวลความเสี่ยงใดๆ ก็อาจเห็นเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยได้เช่นกัน ซึ่งจะกดดันดัชนีในทางตรงกันข้าม

 

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) ตราบใดที่ SET ยังคงแกว่งตัวเหนือกว่า 1,270 จุดได้ เน้น “อ่อนตัวซื้อลงทุน” สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไปที่ระดับ 75% ของพอร์ต” 

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/hippowealththailand และ e-mail ที่ hippowealththailand@gmail.com แล้ว แฟนๆ ยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 97.00 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-16.00 น. เช่นเดิมครับ


ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily) 

 

 

Source: TradingView

 
 
 

Comments


bottom of page