ตลาดหุ้นไทยยังไปได้ เน้นเลือกตัวและรอจังหวะ
- Dokbia Online

- 3 hours ago
- 1 min read

ดอกเบี้ยยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ!
เดือนมกราคม ปี 2569 เปิดฉากขึ้นท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่เต็มไปด้วย “ความหวังผสมความกังวล” นักลงทุนทั่วโลกกำลังประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะสามารถรักษาเส้นทาง “Soft Landing” ไว้ได้หรือไม่ หลังจากตลาดหุ้นปี 2568 ปิดฉากด้วยความผันผวนในไตรมาสสุดท้าย แต่ยังให้ผลตอบแทนเป็นบวกในหลายภูมิภาค ท่ามกลางฉากหลังของดอกเบี้ยสูงยาวนาน ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐ-จีนที่ยังคงเป็นตัวแปรกำหนดมูลค่า (Valuation) ของตลาดหุ้นโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยภาพรวมด้านเศรษฐกิจมหภาคโลก อยู่ที่ความหวังต่อการลดดอกเบี้ย แต่ยังไม่ใช่จุดกลับตัวชัดเจน ซึ่งในส่วนของสหรัฐในปี 2568 เต็มไปด้วยการคาดเดาว่าเฟดจะหันมาลดดอกเบี้ยในปลายปี แต่ข้อมูลเงินเฟ้อที่ทรงตัวและตลาดแรงงานยังคงตึงตัว ทำให้เฟดรักษาอัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงสูงสุดรอบหลายสิบปี การเข้าสู่ปี 2569 นักลงทุนจึงตั้งความหวังว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ราวไตรมาส 2-3 ของปี หากเงินเฟ้อชะลอลงสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม ท่าที “ระมัดระวัง” ของเฟดทำให้ตลาดต้องปรับความคาดหวังใหม่ ดอกเบี้ยสูงจึงยังคงเป็นเงื่อนไขด้านสภาพคล่องที่กดดัน Valuation ของหุ้นเติบโต (Growth) และหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในสหรัฐ ซึ่ง Valuation ยังค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น
ขณะที่เศรษฐกิจยุโรปยังคงซบเซา โดยเฉพาะเยอรมนีที่เผชิญกับการชะลอของภาคการผลิตและอุปสงค์จากจีนที่อ่อนตัว อย่างไรก็ดี เงินเฟ้อที่ลดลงในอัตราต่อเนื่องเปิดช่องให้ ECB เริ่มพูดถึง “แนวโน้มการลดดอกเบี้ย” ก่อนเฟด ทำให้หุ้นยุโรปมีมุมมองเชิงบวกขึ้นเล็กน้อย แม้เศรษฐกิจจริงจะยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน ในอีกด้านหนึ่งคือญี่ปุ่น พบว่าค่าเงินเยนอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องในปี 2568 ทำให้ค่าเงินหลุดระดับต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ BOJ ส่งสัญญาณยุตินโยบายดอกเบี้ยติดลบ (Negative Rates) ซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2569 หากค่าจ้างแรงงานปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้แม้มาตรการดังกล่าวเอื้อต่อความยั่งยืนทางการเงินของญี่ปุ่นในระยะยาว แต่นักลงทุนต่างชาติอาจมองว่าเป็น “Risk-Off Event” ระยะสั้น โดยเฉพาะต่อหุ้นญี่ปุ่นที่ปรับขึ้นแรงในปีก่อนจากค่าเงินเยนอ่อน
นอกจากนี้เมื่อลงรายละเอียดมาที่ตลาดหุ้น จะพบว่าตลาดหุ้นสหรัฐ จะเริ่มเปลี่ยนจากปีแห่งความแข็งแกร่งสู่ ปีแห่งความคัดกรอง (Stock-Picking Year) เพราะแม้ดัชนี S&P500 จะปิดปี 2568 ในระดับสูง แต่เมื่อต้นปี 2569 นักลงทุนกลับมีท่าทีระมัดระวังมากขึ้น เหตุผลคือ กำไรบริษัท (Earnings) มีแนวโน้มเติบโตชะลอลงหลังฐานสูงในปี 2568 , Valuation หุ้นเทคโนโลยีหลายตัวแพงเมื่อเทียบกับส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตร , ความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปลายปี 2569 และ AI boom จากปี 2567-2568 เริ่มเข้าสู่ช่วง Maturity มากขึ้น ดังนั้นสำหรับตลาดหุ้นสหรัฐ เดือนมกราคมจึงกลายเป็นเดือนที่นักลงทุนมีโอกาสที่จะ “ปรับพอร์ตตามปัจจัยพื้นฐาน” มากกว่าจะซื้อเก็งกำไรแบบปีก่อน โดยหุ้นที่มีรายได้มั่นคงและกระแสเงินสดแข็งแรง เช่น กลุ่ม Healthcare และ Utilities กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งในฐานะหุ้นป้องกันความเสี่ยง (Defensive Play) ตรงกันข้ามกับตลาดยุโรปที่มีแนวโน้มดีกว่า บนมุมมองเชิงบวกอย่างระมัดระวัง
ทั้งนี้ตลาดหุ้นยุโรปเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่กลางปี 2568 หลังราคาพลังงานลดลงและเงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบที่ธนาคารกลางมองว่า “ควบคุมได้” ในเดือนมกราคม 2569 นักลงทุนเริ่มให้น้ำหนักเชิงบวกกับโอกาสลดดอกเบี้ยจาก ECB เร็วกว่าเฟด, ราคาหุ้นยุโรปที่ยังไม่แพง (Valuation Discount) เมื่อเทียบสหรัฐ และความหวังว่าภาคการผลิตจะฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงยังถูกจับตา เช่น ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในยุโรปตะวันออก และความอ่อนแอของภาคอุตสาหกรรมเยอรมนี ซึ่งยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว
และสุดท้ายในส่วนของตลาดเอเชีย พบว่าจีนยังเป็นตัวแปรหลัก แต่ไม่ใช่ตัวขับเคลื่อนเชิงบวก โดยตลาดจีนปี 2568 ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ตลาดหุ้นจีนผันผวนอย่างมาก เนื่องจากปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว เมื่อเข้าสู่เดือนมกราคม 2569 ตลาดยังอยู่ในสถานะ “หาเสถียรภาพ” แม้รัฐบาลจีนจะออกมาตรการกระตุ้นหลายรอบก็ตาม ซึ่งมีตัวแปรสำคัญคือเสถียรภาพของภาคอสังหาริมทรัพย์ , มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม (fiscal stimulus) และการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนที่ยังมีความเสี่ยงจากนโยบายการค้าในปีเลือกตั้งสหรัฐ ดังนั้นในสายตาของ Global Fund Manager จีนจึงยังถูกมองเป็น “ตลาดส่วนลด” (Value Trap หรือ Value Opportunity ขึ้นกับนักลงทุน) มากกว่าตลาดนำขึ้น
ขณะที่ตลาดหุ้นอื่นในเอเชีย พบว่าอินเดียยังเป็นผู้นำการเติบโตในภูมิภาค จากเศรษฐกิจที่ขยายตัวแข็งแกร่งและกระแส FDI ส่วนเกาหลีใต้-ไต้หวันจะได้รับแรงหนุนจากการผลิต AI chips ทำให้ยังเป็นตลาดที่มีโมเมนตัมบวกต่อเนื่อง สำหรับตลาดหุ้นอาเซียน (รวมไทย) จะได้แรงหนุนจากดอกเบี้ยที่ใกล้จุดสูงสุด และโอกาสฟื้นตัวของเงินทุนต่างชาติในปี 2569 แต่ยังเผชิญปัจจัยเฉพาะประเทศ เช่น การเมืองและภาคท่องเที่ยว
ตลาดหุ้นไทยยังไปต่อได้แต่ต้องเลือกซื้อ ! โดยสรุปภาพแนวโน้มของตลาดหุ้นโลกในระยะสั้นยังคงอยู่ในมุมมอง Neutral-to-Slightly-Positive โดยที่นักกลยุทธ์ส่วนใหญ่ให้มุมมองเป็นกลางค่อนไปทางบวกในเดือนมกราคม เพราะแม้ภาพรวมด้านมหภาคยังไม่ชัดเจน แต่ยังมีปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่เงินเฟ้อโลกที่ชะลอลงชัดเจน , โอกาสลดดอกเบี้ยในครึ่งหลังปี 2569 , การปรับฐานของหุ้นเทคฯ ทำให้ valuation สมเหตุสมผลขึ้น และเงินทุนสถาบันเริ่มจัดพอร์ตต้นปี (Rebalancing Flows) ส่งผลให้ตลาดหุ้นโลกก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ย การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และความชัดเจนของนโยบายการคลังและการเงินในหลายภูมิภาค แม้มาตรการกระตุ้นและการควบคุมเงินเฟ้อในปีที่ผ่านมาเริ่มเห็นผล แต่ความเสี่ยงยังคงอยู่มาก ทั้งจากเศรษฐกิจจีน การเลือกตั้งสหรัฐ และการปรับตัวของนโยบายการเงินโลกที่ยังไม่แน่นอน ดังนั้นมีความเป็นไปได้มากกว่าเดือนมกราคม จะเป็นช่วงที่นักลงทุนเน้น “คุณภาพ-ระยะยาว-กระจายความเสี่ยง” มากกว่าไล่ราคาหุ้นเติบโตแบบในอดีต ทำให้ตลาดหุ้นโลกในเดือนนี้จึงไม่ใช่เดือนของการเร่งซื้อ แต่เป็นเดือนของการ “จัดพอร์ตให้ถูกทาง” เพื่อรับปี 2569 ที่จะเป็นปีที่ความแตกต่างของหุ้นแต่ละกลุ่มเด่นชัดขึ้นกว่าที่เคย
อย่างไรก็ดีผมมีมุมมองต่อตลาดหุ้นอาเซียน ในฐานะจุดเริ่มต้นของวัฏจักรใหม่ โดยอาเซียนมีจุดแข็งที่โดดเด่นในปีนี้ ได้แก่ เงินเฟ้อที่ลดลงต่อเนื่อง และศักยภาพในการลดดอกเบี้ยก่อนสหรัฐ ซึ่งช่วยคลายภาระต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ ขณะเดียวกัน แนวโน้มการย้ายฐานการผลิตจากจีน (China+1) ยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อไทย, เวียดนาม และมาเลเซีย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า, อิเล็กทรอนิกส์ และโลจิสติกส์ นอกจากนี้ในมุมโครงสร้าง อาเซียนยังได้แรงขับเคลื่อนจากประชากรวัยทำงานที่เติบโตและการบริโภคภายในประเทศที่แข็งแรง ซึ่งต่างจากหลายประเทศพัฒนาแล้วที่กำลังเผชิญปัญหาสังคมสูงวัย อย่างไรก็ดีแนวโน้มของตลาดหุ้นไทย จะมีลักษณะของการฟื้นตัวแต่เป็นการฟื้นแบบ “คัดเลือก” ด้วยปัจจัยสนับสนุน ได้แก่เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ , โอกาสผ่อนคลายนโยบายการเงินในครึ่งหลังปี , ภาคท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง และงบประมาณภาครัฐเริ่มเข้าสู่ระบบ แต่แรงกดดันยังคงมีอยู่จากเงินบาทที่อ่อนค่าทำให้ต่างชาติยังไม่เร่งกลับเข้ามา, กำไรบริษัทขนาดใหญ่บางกลุ่มยังได้รับผลกระทบจากจีน และความไม่แน่นอนทางการคลังและนโยบายที่ต้องการความชัดเจนมากขึ้น
ดังนั้น การฟื้นตัวของ SET ในเดือนนี้จึงไม่ได้เป็นแบบกว้าง (Broad-Based Rally) แต่เป็นลักษณะ Selective Recovery ที่เกิดในกลุ่มที่ปัจจัยพื้นฐานแข็งแรงหรือได้ประโยชน์จากวัฏจักรที่กำลังเปลี่ยน เช่น ท่องเที่ยว, บริโภคในประเทศ และการเงิน ขณะที่กลยุทธ์การลงทุนจะโฟกัสที่คุณภาพ กระจายเสี่ยง และรอจังหวะ โดยเน้นย้ำแนวคิด “Stay Invested, Stay Selective, and Stay Risk-Aware”
ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) ตราบใดที่ SET ยังคงแกว่งตัวเหนือกว่า 1,200 จุดได้ เน้น “อ่อนตัวซื้อลงทุน” สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไปที่ระดับ 75% ของพอร์ต”
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/hippowealththailand และ e-mail ที่ hippowealththailand@gmail.com แล้ว แฟนๆ ยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 97.00 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-16.00 น. เช่นเดิมครับ
ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)

Source: TQ






Comments