top of page
327304.jpg

แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐยังคงแกร่ง ช่วยหนุนตลาดหุ้นโลก


เงินเฟ้อกดดันแค่ช่วงสั้นๆ ! 

           

ในระยะสั้นทิศทางขาขึ้นของตลาดหุ้นโลกมีโอกาสถูกเบรกเล็กน้อย หลังสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) สูงกว่าคาด ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่นักลงทุนประเมินว่าอาจจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานกว่าที่คาดไว้ โดยที่ดัชนี PPI ทั่วไป (Headline PPI) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ของสหรัฐปรับตัวขึ้น 2.2% ในเดือน เม.ย. 67 เมื่อเทียบรายปี เพิ่มขึ้นจากระดับ 1.8% ในเดือน มี.ค. 67 และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PPI ทั่วไป ปรับตัวขึ้น 0.5% ในเดือน เม.ย. 67 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.3% หลังจากปรับตัวลง 0.1% ในเดือน มี.ค. 67 ส่วนดัชนี PPI พื้นฐาน (Core PPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.4% ในเดือน เม.ย. 67 เมื่อเทียบรายปี เพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกันจากระดับ 2.1% ในเดือน มี.ค. 67 ขณะที่นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังคงยืนยันว่าเงินเฟ้อยังคงปรับตัวลงล่าช้ากว่าที่คาด ซึ่งจะทำให้เฟดต้องตรึงอัตราดอกเบี้ยต่อไปอีกระยะหนึ่ง ทั้งนี้แม้ว่าเงินเฟ้อได้ปรับตัวลงอย่างรวดเร็วในปี 2566 แต่อัตราการปรับตัวลงดังกล่าวได้ชะลอตัวอย่างมากในปีนี้ ทำให้เฟดต้องกลับมาพิจารณาใหม่เกี่ยวกับทิศทางการดำเนินนโยบาย ขณะที่ระยะสั้นเรื่องมุมมองต่อเงินเฟ้อที่ทรงตัวในระดับสูงของสหรัฐ ได้รับการสนับสนุนจากราคาน้ำมัน WTI ที่ปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 79 ดอลลาร์ ขานรับสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐที่ลดลงมากกว่าคาด รวมทั้งการนำเข้าน้ำมันดิบของจีนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการบ่งชี้อุปสงค์น้ำมันที่เพิ่มขึ้นในจีนและสหรัฐ ซึ่งเป็น 2 ประเทศที่มีการบริโภคน้ำมันดิบสูงสุดของโลก

           

สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) ระบุว่าสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐลดลง 1.4 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลงเพียง 1.1 ล้านบาร์เรล ขณะที่ข้อมูลจากกรมศุลกากรของจีนระบุว่า จีนมีการนำเข้าน้ำมันดิบจำนวน 44.72 ล้านตันในเดือน เม.ย. 67 หรือราว 10.88 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้น 5.45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว นอกจากนี้โกลด์แมน แซคส์ ธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐ คาดการณ์ว่าโอเปกพลัสจะไม่ประกาศเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบในการประชุมเดือน มิ.ย. 67 หลังจากที่ลดกำลังการผลิตโดยสมัครใจในช่วงที่ผ่านมา โดยโกลด์แมน แซคส์คาดการณ์ว่ามีโอกาสเพียง 37% เท่านั้นที่โอเปกพลัสจะตัดสินใจปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบในการประชุมเดือน มิ.ย. 67 และคาดการณ์ว่าอุปทานน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียจะยังคงทรงตัวที่ 9 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือน ก.ค. 67 เทียบกับ 9.2 ล้านบาร์เรลต่อวันก่อนหน้านี้ โดยประเมินว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์สัญญาซื้อขายล่วงหน้าจะยังคงเคลื่อนไหวที่กรอบ 75-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2568

           

อย่างไรก็ดีนายพาวเวลไม่คาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก ขณะเดียวกัน นายพาวเวลแสดงความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ โดยประเมินว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัว 2% หรือมากกว่า ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐปรับตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะตลาดแรงงาน ขณะที่ภาคครัวเรือนมีสถานะทางการเงินที่มั่นคง โดยที่การใช้จ่ายของผู้บริโภคและการลงทุนในภาคธุรกิจยังคงรักษาความแข็งแกร่งไว้ได้ แม้เผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานในหลากหลายอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ตลาดแรงงานกำลังส่งสัญญาณกลับสู่ภาวะสมดุลที่ดีขึ้น และกำลังเผชิญภาวะตึงตัวเหมือนในช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ขณะที่มีสิ่งบ่งชี้ว่าอุปสงค์และอุปทานกำลังเริ่มปรับตัวใกล้เคียงกันมากขึ้น โดยที่ล่าสุดแบบจำลองคาดการณ์ GDPNow ระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัว 4.2% ในไตรมาส 2 ปี 2567 ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 1 ปี 2567 เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 67 โดยระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 1.6% ในไตรมาสดังกล่าว ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.4%

           

โดยที่มุมมองของนักลงทุนที่เชื่อว่าตลาดหุ้นโลกและสหรัฐยังคงเป็นขาขึ้นยังคงมีอยู่ สะท้อนออกมาจากผลสำรวจความเชื่อมั่นของนักลงทุนสหรัฐจาก AAII ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่พบว่าสัดส่วนนักลงทุนที่เชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐในระยะ 6 เดือนข้างหน้าเป็นขาขึ้น หรือ Bullish เพิ่มขึ้น 2.3% WoW มาอยู่ที่ 40.8% เทียบกับสัดส่วนนักลงทุนที่เชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐในระยะ 6 เดือนข้างหน้าเป็นขาลง หรือ Bearish ที่ลดลง 8.7% มาอยู่ที่ 23.8%

           

ยุโรปดีขึ้นมาก ส่วนตลาดหุ้นไทยแค่ Rebound ! แนวโน้มตลาดหุ้นยุโรปยังดีมากนะครับ โดยปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้แรงหนุนจากการเปิดเผยผลประกอบการที่ฟื้นตัวของบริษัทจดทะเบียน, การที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ส่งสัญญาณว่าอาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในเดือน มิ.ย. 67 และความตึงเครียดที่ลดลงในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ข้อมูลจากแอลเอสอีจีบ่งชี้ว่าบริษัทอย่างน้อย 61% ในดัชนี STOXX 600 รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกสูงเกินคาด ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโดยทั่วไปที่ระดับ 54% ขณะที่ข่าวดีล่าสุดทางการอังกฤษระบุว่าเศรษฐกิจอังกฤษหลุดพ้นจากภาวะถดถอยแล้ว เนื่องจากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) พลิกกลับมาขยายตัวขึ้น 0.6% ในไตรมาส 1 ปี 2567 เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส ซึ่งสูงเกินคาดการณ์ หลังจากเศรษฐกิจอังกฤษเข้าสู่ภาวะถดถอยในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 เนื่องจากเงินเฟ้อสูงแบบต่อเนื่องบั่นทอนเศรษฐกิจอังกฤษ ทั้งนี้แม้ยังไม่มีนิยามของคำว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างเป็นทางการ แต่การที่ตัวเลข GDP ติดลบติดต่อกัน 2 ไตรมาสได้รับการพิจารณาในวงกว้างว่าเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค ส่งผลให้ล่าสุดดัชนี FTSE 100 ของตลาดหุ้นลอนดอนพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังกรรมการธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) เสียงแตกในการลงมติตรึงอัตราดอกเบี้ย ทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่า BoE จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในไม่ช้า

           

ทั้งนี้การที่กรรมการธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) เสียงแตกลงมติให้คงอัตราดอกเบี้ย โดยมีกรรมการ 2 รายสนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ทำให้นักลงทุนคาดว่า BoE อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในเดือน มิ.ย. 67 ซึ่งหากเป็นไปตามคาด BoE ก็อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยพร้อมกับธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งคาดว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย. 67 เช่นกัน ขณะที่มีการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกของปีนี้ในเดือน ก.ย. 67 โดยที่ก่อนหน้านี้ BoE ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 64 จนถึงเดือน ส.ค. 66 เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ โดยได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากระดับ 0.1% สู่ระดับ 5.25% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 16 ปี

           

ขณะที่ในเชิงเทคนิคของตลาดหุ้นไทย การฟื้นตัวต่อเนื่องของดัชนี SET ตั้งแต่บริเวณ 1,345 จุดวันที่ 13 ธ.ค. 66 จะมีแนวต้านสำคัญอยู่ที่บริเวณ Fib Node 0.382 และ 0.618 หรือ 1,447 และ 1,497 จุดตามลำดับ ซึ่งตราบใดที่ SET ยังคงไม่สามารถขยับตัวขึ้นมายืนเหนือบริเวณดังกล่าวได้ การดีดตัวขึ้นมาในรอบนี้ยังคงมองเป็นแค่การ Technical Rebound เท่านั้น

           

ในส่วนของกลยุทธ์สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) กรณี SET ยังคงแกว่งตัวต่ำกว่า 1,497 จุด เน้น “Wait and See” สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “คงสัดส่วนการลงทุนในหุ้นที่ระดับ 50% ของพอร์ต”  

           

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/hippowealththailand และ e-mail ที่ hippowealththailand@gmail.com แล้ว แฟนๆ ยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 97 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-16.00 น. เช่นเดิมครับ

 

ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)

Source: TradingView

3 views

Comments


bottom of page