สงครามอ่าวปะทุ เสี่ยงส่งออกไทย 3 แสนล้าน
- 4 hours ago
- 1 min read

เตือนผู้ประกอบการ “อย่าประมาท” รับมือต้นทุน-โลจิสติกส์ผันผวนหนัก
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อภาคการส่งออกของไทย โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลางที่มีมูลค่าสูงถึง 300,000 ล้านบาท ซึ่งอาจได้รับผลกระทบทั้งด้านต้นทุน การขนส่ง และการส่งมอบสินค้า
คุณชัยชาญ เจริญสุข ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ และอดีตประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย เตือนว่า ผู้ส่งออกไทยต้องยกระดับการบริหารความเสี่ยง “ขั้นสูงสุด” ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีตัวแปรจำนวนมากและยากต่อการคาดการณ์
ความเสี่ยงพุ่ง 3 ด้านหลัก: ต้นทุน–วัตถุดิบ–การส่งมอบ
ชัยชาญระบุว่า ราคาน้ำมันเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของผลกระทบ แต่ยังมีอีก 2 ปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องจับตา ได้แก่
ต้นทุนพลังงานพุ่ง ดันราคาการผลิตและขนส่งสูงขึ้น
วัตถุดิบขาดแคลน โดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเคมีและเม็ดพลาสติก
ความล่าช้าในการส่งมอบ จากปัญหาโลจิสติกส์และเส้นทางขนส่ง
หลายบริษัทต้นน้ำเริ่มประกาศ “เหตุสุดวิสัย” ไม่สามารถรับประกันราคา ปริมาณ หรือกำหนดส่งมอบได้ ส่งผลให้ทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรมเริ่มสั่นคลอน
โลจิสติกส์ตะวันออกกลางสะดุด
การขนส่งสินค้าไปตะวันออกกลางเผชิญข้อจำกัดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ
ท่าเรือหลักอย่าง เจเบลอาลี (ดูไบ) ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ
ต้องเปลี่ยนไปใช้ท่าเรืออื่นที่รองรับได้เพียง 1 ใน 3
ท่าเรือทางเลือก เช่น เจดดาห์ (ซาอุฯ) เริ่มแออัด
ขณะเดียวกัน การขนส่งทางอากาศก็ต้อง “บินอ้อม” ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและความสามารถในการขนส่งลดลง
ค่าระวาง-ประกันพุ่ง เสี่ยงส่งของไม่ทัน
ผลกระทบที่ตามมาคือ
ค่าระวางเรือเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ค่าประกันภัยขนส่งสูงขึ้น
ระยะเวลาขนส่งยาวนานขึ้น
ผู้ประกอบการที่มีออร์เดอร์เดิมจำเป็นต้อง “คำนวณต้นทุนใหม่ทั้งหมด” และเร่งเจรจากับคู่ค้าเพื่อขอปรับราคา มิฉะนั้นอาจเผชิญความเสี่ยงจากการส่งมอบล่าช้าและถูกปรับตามสัญญา
เตือนเลี่ยง “ออร์เดอร์ยาว” เสี่ยงขาดทุน
คุณชัยชาญแนะว่า ในภาวะที่ความไม่แน่นอนสูง ผู้ส่งออกควรหลีกเลี่ยงการรับคำสั่งซื้อระยะยาว และควรปรับรูปแบบเป็นการเจรจาระยะสั้นแทน โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ที่มีอำนาจต่อรองต่ำ มีความเสี่ยงสูงหากไม่สามารถปรับราคาหรือส่งมอบสินค้าได้ตามสัญญา
ตลาดตะวันออกกลางยังสำคัญ แต่ต้อง “รอดก่อน”
แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะตึงเครียด แต่ตลาดตะวันออกกลางยังถือเป็นตลาดศักยภาพของไทย
มูลค่าส่งออกกว่า 300,000 ล้านบาท
เติบโตประมาณ 5% ในปีที่ผ่านมา
ความต้องการสินค้าจากไทยยังสูง โดยเฉพาะอาหาร
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่า “ต้องผ่านวิกฤตนี้ไปให้ได้ก่อน” ก่อนจะกลับไปใช้โอกาสทางการค้าในระยะต่อไป
ข้อเสนอถึงรัฐ: พยุงพลังงาน-อัดซอฟต์โลน
ข้อเสนอสำคัญต่อภาครัฐ ได้แก่
บริหารราคาพลังงานอย่างสมดุล
ควบคุมราคาสินค้าและป้องกันการเก็งกำไร
จัดซอฟต์โลนช่วยผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME
เสริมความร่วมมือรัฐ-เอกชน เพื่อติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด
วิกฤตสงครามครั้งนี้ไม่ใช่เพียง “ต้นทุนเพิ่ม” แต่เป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่กระทบทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการส่งมอบสินค้า...ในวันที่ “ไม่มีคำตอบเดียว” สำหรับทุกปัญหา ผู้ประกอบการไทยจึงต้องปรับตัวแบบเรียลไทม์ บริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน และเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจยืดเยื้อกว่าที่คาด






Comments