‘บูติกโฮเตล’ น่าสน...เปิดเคล็ดลับลงทุน


บูติกโฮเตลในไทยโตวันโตคืน กูรูเผยเคล็ดลับ...ทำเลเป็นเรื่องรอง เรื่องหลักคือจุดขายที่โดดเด่น ให้ประสบการณ์การพักที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร พร้อมแนะหลักการลงทุน ไม่เทหมดหน้าตัก ควรใช้เงินตัวเองครึ่งหนึ่ง ใช้เงินสถาบันการเงินครึ่งหนึ่ง เพื่อสำรองเงินอีกส่วนเป็นกระแสเงินสดหมุนเวียน อีกทั้งต้องให้ความสำคัญกับชุมชน ไม่สร้างความเดือดร้อนให้เพื่อนบ้าน ควรกระจายรายได้ให้ชุมชนด้วย การจ้างงานในรูปแบบต่างๆ ส่วนผู้คิดจะทำบูติกโฮเตล แต่มีเงินไม่พอ ไม่มีความรู้ ติดต่อ SME เพี่อขอสินเชื่อผู้ประกอบการท่องเที่ยวรายย่อย ที่พร้อมให้คำปรึกษารอบด้าน

นายวรพันธ์ คล้ามไพบูลย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านบูติกโฮเตล กล่าวในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ที่จัดขึ้นโดยกองบรรณาธิการ “ดอกเบี้ยธุรกิจ” ถึงความหมายของบูติกโฮเตลว่า คือ โรงแรมที่ขายประสบการณ์ในการเข้าพัก แต่ก่อนจะเป็นการขายในเรื่องของขนาดเตียงที่ใหญ่ แอร์เย็น มีรปภ. 24 ชั่วโมง หรืออยู่ใกล้สนามบิน แต่ปัจจุบันมีการเพิ่มจุดขาย เพื่อให้ลูกค้าหรือนักเดินทางได้ประสบการณ์การพักผ่อนท่องเที่ยวที่ต่างจากโรงแรมธรรมดาทั่วไป ทำให้บูติกโฮเตลมีจุดเด่นและได้รับการตอบรับที่ดีและให้ธุรกิจโรงแรมแบบบูติกโฮเตลเกิดขึ้นมากและเติบโตอย่างดีในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับบูติกโฮเตลในเมืองไทยนั้น นายวรพันธ์กล่าวว่า เริ่มมีขึ้นเมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา โดยในช่วงแรกของการทำธุรกิจบูติกโฮเตลจะอยู่ในย่านเมืองเก่า เช่น เกาะรัตนโกสินทร์ ทำเลใกล้วัดเก่า หรือ คลองเก่า แต่ปัจจุบันถือว่าเข้าสู่ยุคที่ 2 ของการทำธุรกิจบูติกโฮเตลซึ่งมีการขยายไปยังพื้นที่รอบนอก ไม่ว่าจะเป็น รัชดาภิเษก ดอนเมือง ลาซาล หรือพื้นที่รอบนอกที่ไกลออกจากตัวเมืองก็สามารถสร้างบูติกโฮเตลได้ โดยบูติกโฮเตลบางแห่งสามารถทำราคาขายได้ถึงวันละ 10,000 บาท

อย่างไรตาม ในปัจจุบันมีการประกาศตัวว่าเป็นบูติกโฮเตลในประเทศไทยจำนวนมาก แต่ถ้าเป็นบูติกโฮเตลที่ได้มาตรฐาน จริงมีอยู่เพียง 20-30 แห่งเท่านั้น โดยเฉพาะในกรุงเทพฯจะบูติกโฮเตลมีประมาณ 15-16 แห่ง ที่เป็น Best of the Best ซึ่งบูติกโฮเตลที่เป็น The Best ต้องมี 1. มีผลประกอบการดี 2. เป็นที่รู้จักและเป็นหน้าตาของประเทศไทยได้ และ 3.สามารถนำเสนอจุดเด่นของประเทศไทยได้

“การจดทะเบียนเป็นโรงแรมถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก กฎหมายบอกชัดเจนว่าจะทำที่พักใดก็ตามจะต้องจดทะเบียน แต่ว่าจะเป็นประเภทไหนก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ถ้าพูดในภาพกว้างว่าบูติกโฮเตล โฮเตล หรือ รีสอร์ต แต่ที่จริงแล้วกฎหมายรู้จักแต่เพียงว่าโรงแรมกับไม่ใช่โรงแรม ดังนั้น เวลาที่ทำธุรกิจที่พักซึ่งเมื่อมีคำนิยามว่าทำที่พักแล้วขายห้องพักเป็นรายวันและมีการเก็บเงิน แบบนี้คือการทำธุรกิจที่พัก แต่ถ้าทำเกิน 4 ห้องมีคนเข้าพัก 20 คนเมื่อไหร่ให้จดทะเบียนเป็นโรงแรม แต่ถ้าทำไม่เกิน 4 ห้อง ไม่เกิน 20 คนก็จะจดทะเบียนแบบที่พักไม่ใช่โรงแรม ซึ่ง 2 แบบนี้ต้องจดทะเบียนที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ส่วนถ้าเป็นโฮมสเตย์ก็ต้องจดเป็นประเภทที่พักไม่ใช่โรงแรม”

สำหรับผู้ที่สนใจในธุรกิจบูติกโฮเตลนั้น นายวรพันธ์ แนะนำว่า อย่างแรกต้องถามถึงโอกาส เพราะในปี 2017 ที่ผ่านมาประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวเข้ามาประเทศประมาณ 25 ล้านคน และในปี 2018 คาดว่ามีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมาจาก 25 ล้านคนเป็น 35 ล้านคน ปัจจุบันประเทศไทยหรือกรุงเทพฯเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวเข้ามามากที่สุดในโลก อีกทั้งยังมีจำนวนนักท่องเที่ยวชนะลอนดอน โตเกียว หรือปารีส จะเห็นได้ว่าดีมานด์ของโรงแรมมีอัตราการขยายตัวเร็ว ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมระดับอินเตอร์เนชั่นแนล โรงแรมไทย หรือโรงแรมในท้องถิ่น ดังนั้น ในห้วงเวลานี้นับเป็นโอกาสดีของผู้ประกอบการที่จะมาทำธุรกิจบูติกโฮเตลซึ่งเป็นจุดขายของที่พักที่ให้ประสบการณ์รูปแบบใหม่ๆ

“ถ้าทำที่พักให้มีความแตกต่างก็จะยิ่งเป็นจุดขาย ยิ่งอยู่ไกลเมือง มีทำเลแปลกก็จะเป็นโอกาสของธุรกิจ โดยบูติกโฮเตลจะไม่สนใจเรื่องทำเลจึงไม่จำเป็นต้องอยู่ในเมืองเสมอไป สามารถตั้งอยู่ในที่ไกลได้โดยที่ใช้ประโยชน์ได้จากชีวิตประจำวัน เช่น โรงสีเก่า อย่างคนที่มาปรึกษามีพื้นที่แถวสะพานปลาเก่า คอกม้าเก่า อู่ต่อเรือเก่า แบบนี้มาทำเป็นบูติกโฮเตลได้หมด”

ส่วนการทำธุรกิจบูติกโฮเตลนั้น นายวรพันธ์กล่าวว่า ถือว่าไม่ยากเพราะจุดขายของบูติกโฮเตลคือประสบการณ์ที่แตกต่าง บางครั้งเรื่องประสบการณ์ไม่ได้หมายถึงเรื่องความสวยงามเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการสร้างเอกลักษณ์ ถ้าหากไปในท้องถิ่นที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของชาวบ้านที่ไม่ได้มีการตกแต่งอย่างสวยงาม แต่มีความเป็นเอกลักษณ์ของชาวบ้าน ก็สามารถสร้างจุดขายได้ เช่น บูติกโฮเตลแห่งหนึ่งอยู่ลึกเข้าไปในซอยลาซาล แต่มีจุดขายตรงที่นำตุ๊กตาจำนวนมากของลูกสาวมาตกแต่งเป็นบูติกโฮเตลด้วยความไม่ตั้งใจ ซึ่งตอนแรกนักท่องเที่ยวจะเข้าใจว่าบูติกโฮตลนี้มีสถานที่รับเลี้ยงเด็กด้วย ท้ายที่สุดกลายเป็นว่านักท่องเที่ยวที่จองเข้ามาส่วนใหญ่คือนักท่องเที่ยวที่เป็นครอบครัว ขณะเดียวกันยังมีนักท่องเที่ยวที่จองห้องพักบูติกโฮเตลแห่งนี้เพราะลูกเป็นคนเลือกเนื่องจากชอบที่มีตุ๊กตาจำนวนมาก ซึ่งเป็นตัวอย่างในเรื่องการสร้างจุดขายที่ชัดเจนว่าบูติกโฮเตลไม่จำเป็นต้องอยู่ในทำเลที่ดีได้ อีกทั้งอาจจะเป็นโอกาสดีสำหรับผู้ที่มีทุนน้อย มีบ้านอยู่แล้วแต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ก็สามารถนำบ้านมาทำเป็นบูติกโฮเตลได้

“เวลาที่มีผู้สนใจจะทำบูติกโฮเตลโดยส่วนตัวจะให้คำปรึกษากับผู้ประกอบการเสมอว่า บูติกโฮเตลจะต้องเกี่ยวข้องกับคน 2 กลุ่ม คือ 1. ลูกน้อง และ 2. ชุมชน เพราะก้าวแรกที่ทำโรงแรมไม่ว่าประเภทไหนก็ตาม เมื่อเงินเข้ากระเป๋าผู้ประกอบการ แต่ก็จะรบกวนเพื่อนบ้านตั้งแต่วันแรกที่ทำธุรกิจ อย่างเรื่องการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถ้ามีลูกค้าดื่มจนถึงตี 2 ผู้ประกอบการจะดีใจที่ขายได้ แต่เพื่อนบ้านรำคาญ กิจการรุ่งเรืองมีการต่อเติม แต่เพื่อนบ้านไม่ได้นอน เพราะฉะนั้นก้าวแรกในการทำโรงแรมโดยเฉพาะโรงแรมขนาดเล็กหรือบูติกโฮเตล สิ่งแรกที่ต้องคิดคือ ทำอย่างไรให้เพื่อนบ้านรัก สามารถกระจายรายได้ไปให้ชุมชนได้หรือไม่ บางคนทำโรงแรมขนาดเล็กแต่มีการกระจายรายได้ให้เพื่อนบ้านด้วยการจ้างซักผ้า จ้างเพื่อนบ้านเป็นวินมอเตอร์ไซค์ จ้างเพื่อบ้านทำอาหาร โดยการทำโรงแรมให้เป็นหนึ่งเดียวกันกับชุมชนโดยรอบ หรือการกระจายรายได้”

นายวรพันธ์ กล่าวด้วยว่า การทำธุรกิจบูติกโฮเตลถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งจึงต้องมีเงินทุน บางคนอาจจะมีทุนที่ไม่ได้เป็นรูปตัวเงิน เช่น บ้านเก่า โรงรถเก่า หรือ หอพักเก่า แต่สิ่งที่ต้องเน้นคือถ้านำเงินทุนมาลงทุนทั้งหมดก็จะไม่ดีต่อธุรกิจ เพราะต้องมีการบริหารกระแสเงินสด ดังนั้น จึงควรต้องใช้เงินของตัวเองครึ่งหนึ่งและหาจากแหล่งเงินทุนอีกครึ่งหนึ่ง ซึ่งปัจจุบัน SME Development Bank มีการให้บริการ “สินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการท่องเที่ยวรายย่อย” เพื่อซัพพอร์ตผู้ที่สนใจทำธุรกิจท่องเที่ยวรายย่อย เปลี่ยนจากบ้านเป็นโรงแรม หรือมีหอพักเก่าอยากจะเปลี่ยนเป็นโรงแรม

ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการโดยตรงสำหรับสินเชื่อแบบนี้ และที่สำคัญการทำธุรกิจจะต้องมีที่ปรึกษา ซึ่งจะมีคำถามคลาสสิค คือ ทำตรงนี้แล้วจะขายได้หรือไม่ กลุ่มลูกค้าจะเป็นใคร ต้องลงทุนเท่าไหร่ คืนกำไรในกี่ปี ถ้าขาดทุนจะมีทางออกตรงไหน ซึ่งการทำธุรกิจจำเป็นต้องมีที่ปรึกษาทางด้านการเงินและการลงทุน โดยส่วนตัวได้ร่วมกับ SME Development Bank ในเรื่องให้คำแนะนำในการทำธุรกิจบูติกโฮเตล โดยเมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา ทาง SME Development Bank มีการจัดบรรยายเรื่องการทำธุรกิจบูติกโฮเตล ในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องบูติกโฮเตลได้ไปพูดเรื่องการเปลี่ยนบ้านหรืออาคารเก่ามาเป็นโรงแรม หากมีบ้านจะเปลี่ยนเป็นที่พักแบบไหน ต้องลงทุนเท่าไหร่ ซึ่งมีการยกตัวอย่างเคสจริงที่ลงทุนเปิดด้วยทุนที่ไม่สูงมาก ทำให้ได้เห็นถึงวิธีคิดในธุรกิจ หรือจะลดความเสี่ยงได้อย่างไรในการจะทำธุรกิจนี้ อีกทั้งยังมีอาจารย์ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย กูรูกลยุทธ์ด้านการตลาดของเมืองไทย ที่มาพูดถึงการครีเอตมูลค่าเพิ่มของบูติกโฮเตลในยุค 4.0 โดยที่ไม่ต้องลงทุนเยอะ ทำให้ผู้เข้ามาฟังได้ความรู้ถึงเรื่องการทำธุรกิจโรงแรมโดยมีความเสี่ยงต่ำ”

202 views0 comments