Search

อันตรายจากเศรษฐกิจขาขึ้น


เชื่อว่าปี 2561 ที่กำลังจะมาถึง เศรษฐกิจโลกน่าจะขยายตัวขึ้นสูงกว่าในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา โดยไอเอ็มเอฟได้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวขึ้น 3.7% ซึ่งสูงกว่าที่คาดไว้เดิม เนื่องจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของนานาประเทศค่อนโลกได้ฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยระหว่างปี 2550-2552

ผมคิดว่าสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวนั้น เป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ยาก เพราะตราบใดที่มนุษย์ยังมีความต้องการที่จะบริโภคสินค้าและบริการ ตราบนั้นความต้องการสินค้าและบริการก็ยังมีอยู่เสมอ เพียงแต่บางจังหวะเวลาอาจจะลดลงเมื่อมีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น เช่นวิกฤตการเงินในเอเชียเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว และในสหรัฐเมื่อสองสามปีที่ผ่านมา ทำให้การค้าระหว่างประเทศถดถอย มีการลดกำลังการผลิต แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผู้ผลิตก็จำเป็นต้องเพิ่มการผลิตทดแทนสินค้าในสต็อกที่ถูกขายออกไปโดยไม่มีการผลิตทดแทน และสินค้าใหม่ๆ ที่ผู้บริโภคต้องการ

ผลก็คือไอเอ็มเอฟคาดว่า การค้าโลกจะขยายตัว 4.2% ในปี 2560 สูงสุดในรอบ 6 ปี ทำให้เศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันผูกโยงกันที่เรียกว่าห่วงโซ่อุปทานหรือซัปพลายเชนขยายตัวขึ้นโดยพร้อมเพรียงกัน โดยเฉพาะประเทศที่อาศัยการค้าระหว่างประเทศเป็นหัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยการส่งออก

และก็เช่นกัน นอกจากอุตสาหกรรมการผลิตแล้ว ธุรกิจบางอย่างที่ซบเซาไปเพราะเศรษฐกิจถดถอยก็จะฟื้นตัว เช่น ธุรกิจท่องเที่ยวและสันทนาการ แม้แต่การที่บางประเทศมีปัญหาเรื่องประชากรกำลังเข้าสู่วัยสูงอายุ ธุรกิจบางอย่างเช่น การรักษาพยาบาลดูแลสุขภาพกลับเฟื่องฟูขึ้น เป็นต้น

ความจริงความผันผวนขึ้นลงของเศรษฐกิจและการค้าการอุตสาหกรรมนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องที่สลับซับซ้อน เพราะเรารู้จักสิ่งที่เรียกว่าวงจรเศรษฐกิจมานานแล้วว่า เมื่อเศรษฐกิจหรือธุรกิจขยายตัวไปถึงจุดหนึ่งจะเริ่มลดลงไปจนถึงต่ำสุดแล้ว ค่อยปรับตัวขึ้นใหม่โดยไม่มีข้อยกเว้น

ในระดับจุลภาค เป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่จะต้องเฝ้าดูแลเสถียรภาพของธุรกิจให้อยู่รอดได้ในระยะยาว ส่วนในระดับประเทศรัฐบาลหรือธนาคารกลางเป็นผู้ดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจของประเทศโดยมาตรการทางการคลัง เช่น ระบบภาษีอากร การออกกฎเกณฑ์ควบคุมหรือส่งเสริมธุรกิจ การดูแลเสถียรภาพของอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน และปริมาณเงินที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ

การดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในยามที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้น เพราะถ้าไปเริ่มดูแลอย่างเข้มงวดเมื่อเศรษฐกิจถดถอยจะยิ่งซ้ำเติมให้เศรษฐกิจถดถอยเร็วยิ่งขึ้น เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว

และก็เช่นกัน ปัญหาของธุรกิจที่เกิดขึ้นกับบริษัทระดับโลกทั้งในสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่นนั้น ไม่ได้เกิดในช่วงที่เศรษฐกิจถดถอย แต่เกิดขึ้นในช่วงที่ธุรกิจกำลังมีกำไรซื้อง่ายขายคล่อง เพราะเศรษฐกิจในระดับมหภาคกำลังขยายตัว จึงพยายามขยายธุรกิจโดยเข้าไปซื้อกิจการของคู่แข่งหรือธุรกิจที่คิดว่ามีอนาคตสดใสกว่าธุรกิจพื้นฐานที่ทำอยู่เดิมโดยการใช้เงินมหาศาล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินกู้จากสถาบันการเงินหรือตลาดทุน แต่พอเศรษฐกิจถดถอยตามวงจรธุรกิจก็ไม่สามารถชำระหนี้ที่ก่อไว้เพื่อขยายธุรกิจตามที่วางแผน ต้องปิดกิจการบ้าง ขอความคุ้มครองจากการล้มละลายเพื่อฟื้นฟูกิจการบ้าง หรือถูกบริษัทอื่นที่แข็งแรงกว่าซื้อหรือควบรวมกิจการไป

ผลของการมุ่งเน้นการเติบโตเป็นหลัก โดยไม่ให้ความสำคัญต่อเสถียรภาพของธุรกิจในระดับจุลภาคและเศรษฐกิจของประเทศในระดับมหภาคในยามที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัว ไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับธุรกิจหรือสถานะการคลังของรัฐบาลเท่านั้น แม้แต่นักลงทุนทั่วไป เช่น ท่านผู้อ่าน อย่างผม ก็หลีกเลี่ยงความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้

เพราะฉะนั้น การลงทุนใดๆ ในทุกระดับในยามที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัวจึงต้องใช้วิจารณญาณระมัดระวังยิ่งกว่าการลงทุนในยามที่เศรษฐกิจถดถอย ต้องระวังว่าลงทุนระดับใดจึงจะเกิดดุลยภาพระหว่างโอกาสในการทำกำไรกับความเสี่ยงที่แฝงอยู่ในวงจรเศรษฐกิจ เพราะในช่วงเศรษฐกิจถดถอยทุกคนจะระมัดระวังตัวก่อนลงทุนตามธรรมชาติ ความเสียหายจึงมักจะไม่เกิดจากการลงทุนในช่วงนั้น แต่จะเกิดจากการลงทุนในช่วงเศรษฐกิจสดใส

บางคนนิยมเทหมดหน้าตัก โดยยึดคติว่าน้ำขึ้นให้รีบตัก กลัวตกรถไฟ บางคนลงทุนโดยประเมินความสามารถในการรับความเสี่ยงของตนเอง ถ้าเกิดความเสียหายขึ้น ถือคติว่าช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม

การลงทุนแนวไหนเหมาะสมกับท่าน ไม่มีใครตัดสินใจแทนได้ เพราะเงินที่ลงทุนเป็นเงินของท่าน ความเสี่ยงก็เป็นความเสี่ยงของท่าน

แต่ไม่ว่าจะลงทุนแนวไหน ขอให้ท่านประสบความสำเร็จ ขึ้นรถไฟทัน หรือลงจากเรือก่อนเรือล่มทันก็แล้วกัน ขอให้ทุกท่านโชคดี


For advertising please call: 02-2534691