top of page
327304.jpg

‘OneCoin’ แชร์ลูกโซ่ ต่างจาก Bitcoin...เล่นฟอร์มใหญ่ก่อนปิดตัวเผ่นหนี


นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ หรือรู้จักกันในนาม “Mr.Messenger” เจ้าของเพจสินธร กล่าวในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” จัดโดยกองบรรณาธิการ “ดอกเบี้ยธุรกิจ” ถึงความแตกต่างระหว่าง “วันคอยน์” กับ “บิทคอยน์” เป็นคนละอย่างกัน ผู้ที่ก่อตั้ง “วันคอยน์” อาศัยความดังหรือตลาดให้ความสนใจกับสกุลเงินดิจิตอล หรือที่เรียกกันว่า บิทคอยน์ เพื่อมาเป็นกลยุทธ์หรือกลไกลในการทำตลาดของวันคอยน์

“ผมอยากรู้เรื่องของวันคอยน์ เพราะมีแฟนเพจบางส่วนในเพจสินธรได้ Inbox ถามกันเข้ามาว่ามีเพื่อนชวนมาลงทุนในวันคอยน์ จึงอยากรู้ว่าดีหรือไม่ที่จะลงทุนและจะมั่นใจได้อย่างไร ประกอบกับมีเพื่อนใกล้ชิดที่อยู่ในวงการเดียวกันได้ถามมาเช่นกัน ทำให้ต้องเข้าไปหาข้อมูลในเว็บไซต์ของวันคอยน์” นายชยนนท์กล่าวและว่าที่ผ่านมาวันคอยน์ได้มีการจัดงานเปิดตัวสำนักงานในประเทศไทยและยังมีการเชิญดารานักร้องมาร่วมงาน อีกทั้งยังมีการจัดงานสัมมนาให้กับสมาชิกที่ไปสมัครเป็นดาวน์ไลน์และยังให้พักผ่อนที่พัทยา 3 วัน 2 คืน ทำให้ดูเหมือนมีการทุ่มทุนอย่างเต็มที่เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

“วิธีการดำเนินงานของวันคอยน์ไม่ใช่สกุลเงินดิจิตอล แต่วิธีการเหมือนกึ่งแชร์ลูกโซ่และหาดาวน์ไลน์ไปเรื่อยๆ วิธีการทำของวันคอยน์ คือให้สมาชิกที่สนใจจะลงทุนกับวันคอยน์ นำเงินไปซื้อสินค้าสมุดตำราการเรียนการสอน ที่มีราคาตั้งแต่ 1,000-10,000 บาท โดยที่ต้องจ่ายเงินเป็นสกุลยูโรในสมุดบัญชีต่างประเทศ แล้วสกุลยูโรตัวนี้สามารถดูจากหน้าเว็บไซต์วันคอยน์ โดยให้ดูว่าเงินสกุลนี้จะสามารถวิ่งขึ้นวิ่งลงได้ และยังมีเทคโนโลยี Blockchain อยู่หลังเซิฟเวอร์ จริงๆ แล้วไม่ใช่ Blockchain แต่วันคอยน์ได้ใช้ระบบรันอยู่ในเซิฟเวอร์ของตัวเอง เพราะฉะนั้นราคาที่เห็นว่าดาวน์ไลน์หรือคนที่เป็นสมาชิกอยู่ข้างในจะถูกปั่นโดยผู้ก่อตั้งเอง วิธีการปั่นก็จะปั่นให้ราคาสูงเข้าไว้ในตอนแรกและยังให้สิทธิ์สมาชิกสามารถถอนเงินออกมาได้ ในช่วงแรกการให้ผลตอบแทนของวันคอยน์ดีทำให้ไม่คิดว่าเป็นการต้มตุ๋น”

จากการติดตามข่าวของ “วันคอยน์” นั้น นายชยนนท์เปิดเผยว่าโด่งดังในภาคอีสานประมาณเมื่อ 1-2 ปีที่แล้ว และได้เข้ามาดังในกรุงเทพฯหรือปริมณฑลในช่วงต้นปีที่ผ่านมา แต่เมื่อคนเริ่มรู้แล้วว่าเป็นธุรกิจในลักษณะแชร์ลูกโซ่ ปรากฏว่ามีสมาชิกเริ่มถอนเงินลงทุน ทางวันคอยน์จึงได้ใช้วิธีการว่าระบบมีปัญหาขัดข้องต้องใช้เวลา แต่เมื่อผ่านไป 2-3 เดือนทางสมาชิกเริ่มรู้แล้วว่าคงจะไม่ได้เงินลงทุนคืน จึงไปแจ้งความ DSI อีกทั้งยังมีธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาตรวจสอบและยังดำเนินการแจ้งว่าให้ระมัดระวังในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ข่าวเริ่มครึกโครมมากในตอนนี้ เท่าที่ได้ติดตามข่าวจาก DSI ธุรกิจวันคอยน์มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท

“ยืนยันว่าวันคอยน์กับบิทคอยน์เป็นคนละตัวกันอยากให้ทุกคนเข้าใจกัน” นายชยนนท์กล่าวและพูดถึงเรื่องบิทคอยน์ว่ายังไม่ได้รับการยอมรับในหลายประเทศและรวมไปถึงประเทศไทย แต่ในบางประเทศ อย่างเช่น สวีเดน ก็จะมีการใช้ดิจิตอลมาเป็นสแตนดาร์ดในการใช้เงินในประเทศ และรวมไปถึงยังได้พิจารณามาใช้บิทคอยน์ด้วย หรืออย่างในประเทศญี่ปุ่นก็มีการยอมรับบิทคอยน์แล้วเช่นกัน โดยมีตู้สำหรับถอนเงินที่เป็นบิทคอยน์แปลงเงินสกุลออกมาได้เลย โดยตัวบิทคอยน์มีการยอมรับในมาตรฐานสากลระดับหนึ่งแต่ยังไม่เป็นที่ยอมรับในวงกว้างมาก เพราะเทคโนโลยีข้างหลังของบิทคอยน์เป็นเทคโนโลยี Blockchain

“ถ้าจะให้อธิบายเกี่ยวกับบิทคอยน์ คือ ก่อนหน้านี้การทำธุรกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเงินทั่วโลกจะใช้ธนาคารเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนเงินตรา แปลว่าต้องไว้ใจธนาคารที่นำเงินไปฝาก แต่มีคนคิดค้นว่าทำไมต้องไปพึ่งพาธนาคารด้วย โดยมีการคิดว่าจะมีเทคโนโลยีอื่นหรือไม่ที่ไม่ต้องทำธุรกรรมผ่านธนาคาร ทำให้การตรวจสอบของระบบเป็นของผู้ใช้อย่างเดียว จึงมีคนคิดค้นเทคโนโลยี Blockchain เกิดขึ้นมา โดยผลิตภัณฑ์หรือเงินสกุลใดที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain คนที่อยู่ในระบบนี้ก็จะสามารถเห็นข้อมูลของทุกคนได้เลย ใครมีบิทคอยน์จำนวนเท่าไหร่ในบัญชีก็สามารถตรวจสอบได้หมด นับว่าเป็นเทคโนโลยีอีกแบบหนึ่งที่พยายามกีดกันให้ธนาคารออกไปและพยายามให้ผู้ใช้ตรวจสอบกันเองได้ ผู้คิดค้นบิทคอยน์จะได้ประโยชน์ของเทคโนโลยี Blockchain ว่าการแลกเปลี่ยนเงินสกุลดิจิตอลแบบนี้น่าจะปลอดภัยและเป็นทางเลือกใหม่”

4,198 views
bottom of page