top of page
327304.jpg

ประเทศไทยจมกองหนี้ 5 ประเภท


Interview : คุณพิชัย นริพทะพันธุ์

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน


แจง...ปัญหาใหญ่ของไทยในวันนี้คือปัญหาหนี้ 5 ประเภทที่สูงเกือบทะลุเพดาน คือ หนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือน หนี้ภาคธุรกิจ หนี้เสียในภาคการเงิน และหนี้นอกระบบ แต่รัฐบาลยังมะงุมมะงาหรา มองปัญหาไม่ออก แก้ปัญหาไม่เป็น สะท้อนได้จากงบประมาณปี 64 ที่ลอกแบบงบฯ เดิมๆ แก้ปัญหาแบบเดิมๆ ไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก หลังโควิด-19 ไม่มีผลต่อการกระตุ้น GDP การลงทุน ค้าขาย ส่วนงบด้านทหาร กองทัพจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ยังอู้ฟู่ แต่งบด้านดิจิทัล งบสาธารณสุขที่จำเป็นกลับน้อยกว่า เตือน...งบประมาณคือเครื่องจักรตัวเดียวที่เหลืออยู่ เมื่อใช้ไม่ถูกทาง ใช้อย่างสะเปะสะปะ ผลคือหายนะและความวังเวงของประเทศไทย

ติดตามเรื่องงบประมาณปี 2564 มาตลอดเลยใช่ไหม ดูแล้วเป็นอย่างไรบ้าง

ใช่ ต้องเรียนตามตรงว่าเป็นห่วงและผิดหวัง สำหรับเรื่องความผิดหวังก็คือการเปลี่ยนแปลงของประเทศของโลกหลังโควิด-19 จะมีการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก การใช้งบในปัจจุบันก็ลอกจากของเดิมๆ 6 ปีติดต่อกันมา สิ่งที่ผ่านมาก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จ งบของเดิมที่ใช้ก็กระตุ้นเศรษฐกิจโตแค่ 2-3% ถือว่าเป็นปัญหามาตลอด และยังจะใช้อย่างเดิมอีก สำหรับปีนี้คาดการณ์เศรษฐกิจติดลบตั้ง 8% คือตลอด 6 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจเราโตแค่ 2-3% พอปีนี้ติดลบตั้งแต่ 8% การเติบโตมันหายไปหมดเลย โดย 6 ปีที่ผ่านมามันล้มเหลวสุดขีด แล้วยังมาจัดงบประมาณอย่างเดิมอีก ส่วนตัวคิดว่าแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ แถมยังเสียเงินไปฟรี ที่ผ่านมารัฐบาลใช้เงินไป 20 ล้านล้านบาท กับอีก 1 ล้านล้านบาทในการช่วยแก้ผลกระทบโควิด-19 ทั้งหมดนี้คือ 21 ล้านล้านบาท แต่เราเองไม่ได้รู้สึกเลยว่าเศรษฐกิจมันดีขึ้น หนำซ้ำความเป็นอยู่ของคนก็แย่ลง คือถ้าคุณกู้เงินเยอะขนาดนี้แล้ว แต่ไม่สามารถทำให้ GDP โตได้ มันก็เป็นปัญหา เหมือนกับการบริหารบริษัท คุณใช้เงินเยอะแยะ ลงทุนเยอะ แต่ยอดขายไม่ดี กำไรไม่มี มันก็ไม่น่าจะใช่ ก็มีความผิดปกติแล้ว แล้วยังจะทำแบบเดิมๆ ก็ไม่น่าจะใช่ ตรงนี้คือสิ่งที่เป็นห่วง

รัฐบาลก็บอกว่ามีความพยายามที่จะดูแลเหมือนกัน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องโควิด-19 ที่มีการพิจารณางบประมาณปี 2564 มีการดึงเรื่องกลับมาแล้วมาทบทวน ในงบกลางก็มีการเพิ่มอีก 1 แสนล้านบาท

คืออย่างนี้ ถ้ายังเป็นกรอบเดิมและคิดแบบเดิมๆ มันแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ของเดิมลักษณะเดิมก็ยังแย่อยู่แล้ว ขณะที่โลกใหม่หลังโควิด-19 จะมีการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ถ้าคุณใช้เงินอะไรก็ตามแล้วไม่สามารถเพิ่ม GDP ได้ คุณก็ต้องยกเลิกแล้ว ต้องมาดูแต่ละเรื่อง แล้วมารื้องบประมาณใหม่ เรียงความสำคัญว่าโลกอนาคต จะเป็นแบบไหน โลกอนาคตจะเป็นดิจิทัล คุณก็ต้องทุ่มดิจิทัล โลกอนาคตเป็นเรื่องสาธารณสุขคุณก็ต้องทุ่มงบในเรื่องสาธารณสุข โลกที่มันต้องแข่งขันกันก็ต้องเอางบประมาณมาช่วยแข่งขันกัน ต้องทุ่มงบในลักษณะนี้ ไม่ใช่ว่าคุณยังจะใช้งบทหารอยู่ จะไปรบอะไรกันตอนนี้ แล้วคุณบอกว่าจะไปซื้ออาวุธเพื่อลูกหลาน ฟังแล้วต้องบอกว่างงมาก คือถ้าลูกหลานคิดอย่างที่ท่านคิด รับรองว่าประเทศนี้ไม่เจริญแล้ว

สำหรับประเทศที่มีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ คุณต้องลดค่าใช้จ่ายในเรื่องอาวุธลงให้เหลือน้อยที่สุดแล้ว ตอนนี้ใครจะมีปัญญาไปรบกัน ขนาดจะรบกับเชื้อโรคยังไม่มีปัญญาเลย ทุกประเทศรบกับเชื้อโรคก็ยังแย่อยู่แล้ว แล้วคุณจะไปใช้อาวุธทำไม ตั้งกี่แสนล้านบาท โดยงบเรื่องอาวุธมันเพิ่มขึ้นมา 4-5% ทุกปี แล้วยังมีงบด้านความมั่นคงที่ซ่อนกันอยู่ แล้วยังมีการใช้งบกลางไปซื้ออาวุธกันอีก หากวิเคราะห์ตัดงบเหล่านี้ออกไป แล้วมาทุ่มงบกับเศรษฐกิจที่กำลังแย่ ช่วยคนที่กำลังมีปัญหาอยู่มันจะฟื้นเศรษฐกิจได้ ถ้าคิดอย่างเดิมทำแบบเดิม ส่วนตัวมองว่าจะไปกันใหญ่

อยากให้รัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีของไทย ไปศึกษาหนี้ 5 ประเภท ที่ผมได้ชี้แจงไว้ และในสภาก็ได้ชี้แจงตามที่ผมได้บอกไว้ คือ 1. หนี้สาธารณะ รัฐบาลตั้งหนี้มาตลอด 6 ปีหนี้ 4 ล้านล้านบาทแล้ว จนหนี้สาธารณะของเราจะทะลุไปถึง 8 ล้านล้านบาทแล้ว หนี้สาธารณะ จะขึ้นไปทะลุ 60% ซึ่งเกินมาตรฐานประเทศที่กำลังพัฒนา ที่ไม่ควรเกิน 60% เพราะเรามีรายได้จากภาษีแค่ 16-17% เพราะฉะนั้นถ้าคุณมีหนี้เกิน คุณก็ไม่สามารถจะชำระหนี้ได้ ก็จะเป็นปัญหาของประเทศ ในความเชื่อถือก็น่าจะมีปัญหา การดำเนินเศรษฐกิจต่อไปก็จะมีปัญหา ซึ่งหนี้สาธารณะมันทะลุอยู่แล้ว ถ้าคุณไม่สามารถ เพิ่ม GDP ได้แถม GDP จะลดอีก ส่วนตัวมองว่า GDP อาจจะมากกว่า 8% อาจจะลบถึง 9 และ 10 ได้เลย มันคงแย่กว่าที่คิด ขนาดแบงก์ชาติยังไม่ให้ธนาคารพาณิชย์จ่ายเงินปันผล ไม่ให้ธนาคารพาณิชย์ซื้อหุ้นคืน แสดงว่าอาการหนักกว่าที่คิด

ดังนั้น หนี้สาธารณะคือปัญหา คุณจะต้องทำอย่างไรให้ GDP โต หนี้สาธารณะมีสัดส่วนลดลง

ส่วนเรื่องที่ 2 คือหนี้ครัวเรือน ทะลุไป 80% แล้ว เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา มีอยู่ 13.4 ล้านล้านบาท ปีนี้ทะลุไป เท่าที่ทราบจากที่ได้ยินมาคือ 85-86% แล้ว ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศที่มีหนี้ครัวเรือนสูงสุดประเทศหนึ่งของโลกเลยทีเดียว แล้วก็จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะไม่มีรายได้ และยังมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ล็อกดาวน์ประเทศมาหลายเดือน คนไม่มีรายได้และคนต้องกู้ เพราะต้องกินต้องใช้ ก็ต้องไปกู้ จึงเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ขึ้นสูง


เรื่องที่ 3 คือหนี้ภาคธุรกิจ ทราบมาว่า NPL ของประเทศเริ่มสูงขึ้น บริษัทต่างๆ ค้าขายแย่ลง หนี้ก็เพิ่มขึ้น บริษัทมีการเลย์ออฟคน ตอนนี้มีคนตกงาน 8-10 ล้านคน ซึ่งเป็นปัญหาอยู่ เหล่านี้คือสิ่งที่เกิดขึ้น ต้องระวังนิดนึง

ส่วนเรื่องที่ 4 คือเรื่องหนี้เสียในภาคการเงิน ตอนนี้มีสูงมาก NPL ก็ปูดขึ้นมาก ก็ไปลามถึงระบบธนาคาร เหมือนที่ส่วนตัวบอกว่าแบงก์ชาติต้องออกมาห้ามในเรื่องปันผล แปลว่าอาการหนักมาก ส่วนตัวมองว่าหนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วจะเป็นปัญหากับระบบธนาคารและเศรษฐกิจของประเทศ ปัญหาทั้งหมดเหล่านี้เพิ่งเกิดขึ้นมาไม่กี่เดือน

ส่วนเรื่องสุดท้าย คือเรื่องหนี้นอกระบบ ตรงนี้จะเห็นว่าประชาชนหมดหนทาง กู้เงินในระบบไม่ได้ จึงไปกู้หนี้นอกระบบมา ก็ต้องโดนในเรื่องดอกเบี้ยที่สูง การทวงหนี้โหด แต่ไม่รู้จะหารายได้จากไหน จึงมีเรื่องการฆ่าตัวตาย การจี้ปล้น

ทั้งนี้ หากรัฐบาลไม่เข้าใจเรื่องหนี้ 5 ประเภท หาทางแก้ไขไม่ได้ หรือว่ารู้ แต่แก้ไขไม่เป็น ประเทศก็จะมีปัญหาอย่างมาก จะเป็นเรื่องใหญ่ หากรัฐบาลยังคิดอะไรงงๆ อยู่ ซึ่งจากที่ฟังท่านตอบในสภา เหมือนว่าท่านยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจเท่าที่ควร แรกๆ ท่านบอกว่าปีหน้า GDP จะโต 4-5% ทั้งๆ ที่ปีนี้จะตกถึง 8% หรือมากกว่า แต่ปีหน้าบอกจะโต 4-5 % แปลว่าเศรษฐกิจมั่นคง ซึ่งจะโตได้หรือเปล่า การโต 5% จากที่ตกไป 8% ก็ยังไม่เท่ากับปีที่ตกเลย อาการมันยังแย่อยู่ ท่านยังคงไม่เข้าใจและท่านอาจจะบอกว่าถูกด่าว่าท่านไม่ค่อยเข้าใจ หรือที่บอกว่าอย่าหาว่าผมโง่ แต่หากไปดูย้อนหลัง ท่านก็ยังไม่เคยแสดงความฉลาดในหลายๆ เรื่องเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหมามุ่ยแทนข้าว จะให้ส่งออกรองเท้าแตะ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน หรือน้ำท่วมให้เลี้ยงปลา น้ำเค็มให้เอาไปต้ม แล้วมาบอกอีกว่าจะซื้ออาวุธเพื่อลูกหลาน พูดแบบนี้แล้วจะบอกให้คนอื่นมาบอกว่าท่านฉลาดมันคงยากเหมือนกัน ท่านก็ต้องแกล้งฉลาดหน่อย ไปศึกษาเรื่องที่พูด แล้วฟังอย่างฉลาดนิดนึง ก็คงจะแก้ได้

ในส่วนที่พยายามช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการออกแผนเป็น พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท คิดว่าช่วยได้หรือไม่ และควรจะออกไปทางไหนที่จะมาช่วยทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น


พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท ส่วนตัวมองว่าถ้าฟังดูจากที่เป็นอยู่เหมือนกับเอาโครงการเก่าๆ ที่ตีถูกตกไปแล้วขึ้นมาทำ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการสร้างถนน ซึ่งไม่ได้สร้างประโยชน์ให้เกิด GDP เลย ทำให้รายได้ไปตกกับผู้รับเหมา ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการคอร์รัปชันกันบ้าง ก็เป็นปัญหาเยอะ เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ต่างกับงบประมาณปี 2564 คิดเหมือนเดิม ทำเหมือนเดิม ไม่สามารถช่วยแก้ไขเรื่องเศรษฐกิจได้ เหมือนเสียเงินไปฟรี เหมือนเรื่องไทยเข้มแข็ง ถามว่าทำไปแล้วอะไรเจริญ มีแต่ปัญหาเรื่องคอร์รัปชันเต็มไปหมด ซึ่งจริงๆ ต้องตั้งหลักให้ดี ก็ต้องไปดูว่าควรเอาไปใช้อะไร ที่จะกระตุ้นให้ GDP โต ถ้าคุณใช้แล้ว GDP ไม่โต แล้วจะใช้ไปทำไม ใช้แล้วหายไป มันไม่เกิดประโยชน์

ในงบประมาณที่ตั้งไว้ เป็นงบบัญชีขาดดุล 6 แสนกว่าล้านบาท มองเรื่องนี้อย่างไร

ขอตอบแบบนี้คือไม่ได้ว่าเงินที่ขาดดุล เอาไปใช้แล้วก็ต้องทำให้เศรษฐกิจเจริญ GDP โต ไม่ใช่ว่าใช้ไปแล้วนิ่งหายไป ส่วนตัวเชื่อว่า 6 แสนกว่าล้านบาทที่ขาดดุลก็ยังไม่พอ เนื่องจากที่คุณคาดหวังจะเก็บรายได้ แต่ส่วนตัวคิดว่าไม่สามารถเก็บรายได้ตามเป้าแน่นอน จะต้องออกเงินกู้เพิ่มเข้ามาชดเชยรายได้ เพราะบริษัทห้างร้านขาดทุนกันเยอะ คุณจะเอาภาษีมาจากไหน คิดว่าแค่จะเก็บภาษีได้ 2.6 ถึง 2.7 ล้านล้านบาท ไม่น่าจะได้แล้ว

ตรงนี้คือสิ่งที่หลายคนกังวลกันมาก เรื่องการจัดเก็บรายได้จะไปไม่ไหว ภาษีมูลค่าเพิ่มก็ไม่ไหว ในที่สุดก็ต้องกู้

เดิมท่านรัฐมนตรีอุตตมท่านก็เข้าใจผิด ท่านไปบอกว่าที่เก็บภาษีไม่ได้เพราะไปลดภาษี ตรงนี้คือสมัยรัฐบาลที่แล้ว จริงๆ การลดภาษีของรัฐบาลชุดที่แล้วจาก 30% มา 23% และ 23% มา 20% นั้น หลังที่เก็บแล้ว สามารถเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น คือการที่ลดภาษีลงมาเพื่อให้คนเข้ามาสู่ในระบบมากขึ้น สมัยก่อนคนหนีภาษีเยอะ พอตอนหลังลดภาษี คนก็ยินดีที่จะเข้าระบบดีกว่าไปจ่ายใต้โต๊ะ จากที่เคยจ่าย 30% ไปจ่าย 23% ในปี 2555 ทำให้สามารถเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น ไม่ได้ลดลง ซึ่งคนเข้าใจว่าเมื่อลดภาษีจะทำให้เก็บเงินได้น้อยลง และต่อมาในปี 2556 มีการลดลงมาเหลือ 20% ก็กลายเป็นว่ามีการประท้วง มีปฏิวัติ ก็เลยเป็นปัญหา ซึ่งไม่ได้เกิดจากการลดภาษีเลย เกิดจากระบบการเมืองของเราที่มีปัญหามากกว่า

อีกเรื่องหนึ่งคือสมัยปี 2554 ถึง 2555 เราต้องการจะแข่งขันกับประเทศ ที่จะเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกงหรือสิงคโปร์เขามีฐานภาษีแค่ 16-17% เท่านั้นเอง แต่ลงมา 20% ก็ยังสูงกว่าเขา เนื่องจากของเรามีพื้นที่ของประเทศมากกว่า ดังนั้น 20% ก็พอที่จะแข่งขันได้ แต่ถ้าฐานภาษีของเราสูงถึง 30% ก็ไม่สามารถแข่งขันได้ ยิ่งต้องแข่งขันกัน ในการเป็นศูนย์กลางอาเซียนก็ต้องมีระบบภาษีที่ใกล้เคียงกับเขา ซึ่งปัจจุบันเรากับเวียดนาม เรายังสู้กับเขาไม่ได้เลย ซึ่งเวียดนามปีนี้ GDP จะบวก 4-5% ไม่น่าเชื่อเลย ขนาดภาวะแบบนี้ แสดงถึงความสามารถของรัฐบาลในการบริหารเศรษฐกิจต่างกันเยอะมาก จะบอกว่าทุกประเทศแย่หมด มันไม่ใช่ จะเห็นว่าเวียดนามยังบวก 4-5%

ก่อนหน้านี้ไทยไปสอนเวียดนามทุกอย่างเลย พี่ไทยไปสอนเรื่องหุ้นว่าต้องอย่างไร ทำธุรกิจอย่างไร แต่วันนี้เวียดนามกลับนำไทยไปแล้ว

ใช่ เขาได้รับเงินทุนจากต่างประเทศที่มาลงทุนกับเขาหมดเลย พวกเทคโนโลยีใหม่ๆ ย้ายไปเวียดนามหมดเลย ของเราหายไปหมด แล้วจะมาบอกว่าจะเป็นมังกรบิน เรื่องนี้ต้องบอกว่าท่านสมคิดคงเข้าใจผิด คือการที่จะเป็นมังกรบินได้คุณต้องมีศักยภาพ คุณต้องมีการลงทุนต่อเนื่อง แต่ 6-7 ปีที่ผ่านมาการลงทุนจากต่างชาติหายหมด เพราะเขาไม่เชื่อรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติ ตรงนี้คือความจริง ดูเฉพาะการลงทุนจากญี่ปุ่นหายไปถึง 90% หลังจากที่มีการปฏิวัติ ตัดตั้งแต่ปีแรก ตรงนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แล้วก็ต้องยอมรับความจริงว่ามันเกิดอย่างนั้นแล้วคุณไม่แก้ไข แล้วยังไม่สร้างภาพพจน์ให้ดี ไม่มีทางที่คุณจะเป็นมังกรบิน เหมือนที่ส่วนตัวบอกว่ามังกรบินมีแต่ในนิยาย หลอกเด็กได้ หลอกพล.อ.ประยุทธ์ก็คงได้ แต่หลอกประชาชนไม่ได้ เพราะถ้าคิดจากหลักการจริงๆ จะเอาอะไรมาบิน การลงทุนไม่มี การส่งออกก็ติดลบ 22.5% จริงๆ แบงก์ชาติออกมาบอกว่าติดลบถึง 29% ถือว่าหนักมาก รวมถึงนักท่องเที่ยวก็ไม่มี

ดังนั้น การใช้งบประมาณคือเครื่องจักรเดียว ที่ขับเคลื่อนประเทศอยู่ หากรัฐบาลไม่เข้าใจ ซึ่งเข้าใจว่ารัฐบาลงงแล้ว เครื่องจักรอื่นมันตายหมดแล้ว ท่องเที่ยวก็ไม่มี ส่งออกก็ติดลบ การบริโภคจากที่ประชาชนไม่มีรายได้ก็ยิ่งแย่ แล้วจะเอารายได้มาจากไหน ทุนจากข้างนอกก็ยิ่งไม่มีใหญ่เลย มีแต่การลงทุนภาครัฐที่จะขับเคลื่อน และการลงทุนภาครัฐคุณยังใช้เงินมั่วๆ มันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นขึ้น ตรงนี้คือสิ่งที่ส่วนตัวกังวล คือเครื่องจักรเครื่องเดียวที่เหลืออยู่ และต้องทำงาน 24 ชั่วโมง ทุกบาททุกสตางค์ ถ้าคุณคิดว่าจะไปซื้อเฮลิคอปเตอร์ ไปซื้ออาวุธเพิ่ม ไปซื้อเรือดำน้ำ ประทานโทษ บ้าไปแล้ว คือเงินในบ้านหมดแล้ว ช็อตทั้งบ้าน ไม่มีใครมีรายได้แล้ว พ่อมีรายได้อยู่คนเดียว แล้วบอกว่าให้พ่อไปซื้อปืน แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร

คือคุณต้องคิดว่าต้องให้ลูกๆ กินข้าวก่อน เรียนหนังสือก่อน อะไรที่จำเป็นก็เอาไปใช้ก่อน ไม่ใช่ว่าคุณจะไปซื้ออาวุธก่อน มันไม่น่าจะใช่ในจุดนี้ ต้องกลับมานั่งคิดกันใหม่ คือตอนนี้เหลือเครื่องจักรเดียวแล้ว ถ้าคุณยังไม่เข้าใจ มีเงินก้อนเดียวที่คุณจะใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ถ้าคุณใช้ไม่เป็น คุณใช้สะเปะสะปะ ประเทศมันก็ยิ่งแย่ลงไปอีก ซึ่งตอนนี้แย่อยู่แล้ว สถานการณ์มันจะหนักมาก เหมือนรัฐบาลเป็นคนไม่เข้าใจอะไรที่เป็นอยู่ มันจะหนักกว่าต้มยำกุ้งเยอะ ไม่รู้ว่าจะฟื้นเมื่อไหร่เลย ประชาชนจะเดือดร้อนกันมาก มันจะเกิดทั้งปัญหาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยิ่งยวด คนตกงาน 8-10 ล้านคน มีขโมยกับโจร มีการจี้ปล้น มีการฆ่าตัวตาย รัฐบาลยังไม่เข้าใจเรื่องแบบนี้เลยหรือ ส่วนตัวแปลกใจมาก และเป็นห่วงมากในเรื่องนี้

103 views

Comments


bottom of page