top of page
347550.jpg

เครดิต สวิส ประเมินระยะสั้นหุ้นผันผวนระยะกลางยังมี Upside...ชี้ตลาดหุ้นจีนโดดเด่นสุด



เครดิต สวิส เอจี หนึ่งในผู้ให้บริการด้านการเงินชั้นนำระดับโลก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์เครดิต สวิส (เครดิต สวิส) แจงภาวะเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีแรก 2563 จบลงด้วยทิศทางเชิงบวก โดยตลาดหุ้นยังมีความยืดหยุ่นในสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี ขณะปัจจัยต่างๆ โดยเฉพาะนโยบายทางการเงินที่สำคัญและการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จะช่วยให้หุ้นมี Upside โดยเฉพาะการลงทุนระยะกลาง medium term แนะปรับน้ำหนักพอร์ทหุ้นกลับมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม ตั้งจุด take profit อย่างรอบคอบสำหรับผู้ที่ถือหุ้นมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ชี้ตลาดหุ้นจีนโดดเด่นสุด และมีมุมมองเป็นกลางสำหรับหุ้นไทย โดยมีธุรกิจท่องเที่ยวเป็นตัวกำหนดทิศทาง

นายจอห์น วูดส์ ประธานฝ่ายงานลงทุนประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เครดิต สวิส กล่าวว่า แม้จะยังเห็นปัจจัยความไม่แน่นอนของสถานการณ์โควิด-19 สูงอยู่มาก แต่เชื่อว่าประเทศต่างๆ จะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดระลอกสองได้อย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจน้อยที่สุด ประชาชนทั่วไปมีความระมัดระวังตัวมากขึ้น กระบวนการตรวจหาเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่และการติดตามผู้ติดเชื้อและผู้ที่มีความเสี่ยงรวมถึงระบบการดูแลรักษาผู้ป่วยมีมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง จะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยขับเคลื่อนหุ้นได้

เครดิต สวิส ยังคงเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในสินเชื่อและสินค้าโภคภัณฑ์ และคาดว่าตลาดต่างๆ จะสามารถผ่านพ้นอุปสรรคความกังวลดังกล่าวต่อไปได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ทั้งนี้ เครดิต สวิส มีมุมมองที่เป็นกลางต่อหุ้นสำหรับพอร์ตการลงทุน

นโยบายที่แข็งแกร่งของธนาคารกลางและรัฐบาลประเทศต่างๆ ทั่วโลก เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เครดิต สวิส มีมุมมองในเชิงบวก โดยเฉพาะนโยบายการจัดหาเงินทุนเพื่อบริหารสภาพคล่องที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ สามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดต่างๆ ได้มากขึ้น

เครดิตสวิส ยังรายงานด้วยว่า ผลกระทบรุนแรงจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ตัวเลขจีดีพีโลกดิ่งลงเป็นประวัติการณ์ การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างยากลำบากในเดือนพฤษภาคม แต่คาดว่าจีดีพีจะกลับมาขยายตัวเพิ่มมากขึ้นเมื่อกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเปิดเศรษฐกิจอีกครั้ง


อย่างไรก็ดี กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะยังอยู่ในระดับต่ำตลอดช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของปีนี้ และคาดว่าอัตราจีดีพีโลกจะหดตัวลง 3.7% ในปีนี้ โดยจะปรับตัวกลับมาที่ 4.6% ในปี 2564

เมื่อพนักงานกลับมาทำงานที่ออฟฟิศได้แล้ว ยุโรปและสหรัฐอเมริกาจะเป็นผู้นำการฟื้นฟูเศรษฐกิจของตลาด ปัญหาการว่างงานชั่วคราวในสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มที่จะผ่านจุดเลวร้ายที่สุด นโยบายการลาพักงานในยุโรปก็ช่วยเลี่ยงไม่ให้อัตราการว่างงานพุ่งสูงขึ้นได้ และสิทธิประโยชน์สำหรับคนว่างงานที่มีการขยายระยะเวลาออกไปและโครงการให้เงินช่วยเหลือยังช่วยให้แต่ละครัวเรือนมีเงินสดหมุนเวียนที่สมดุลกับรายจ่าย ดังนั้นเป็นไปได้ว่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในเร็วๆ นี้

งานวิจัยทางการแพทย์ล่าสุดระบุว่า จะสามารถควบคุมโอกาสเสี่ยงเรื่องผู้ติดเชื้อได้โดยที่ไม่ต้องล็อคดาวน์ระบบเศรษฐกิจทั้งหมด ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ของหลายประเทศในเอเชีย

จีนเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกตินับตั้งแต่รายงานยอดผู้ติดเชื้อพุ่งสูงสุดในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และยังคงบังคับใช้มาตรการรักษาระยะห่างทางสังคมอย่างเข้มงวด รวมถึงสั่งปิดพื้นที่ท้องถิ่นเมื่อเกิดการระบาดในกลุ่มเล็กๆ เป็นบางครั้ง เครดิต สวิส คาดว่าอัตราการเติบโตจีดีพีของจีนจะอยู่ที่ร้อยละ 3.3 ในปี 2563 และร้อยละ 5.6 ในปี 2564

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่จะเกิดการแพร่ระบาดใหม่ๆ ยังคงสูงอยู่ ประกอบกับหลายประเทศประสบปัญหาด้านความแตกต่างของประชากร โครงสร้างพื้นฐานด้านการแพทย์ นโยบายที่ไร้ประสิทธิภาพ และประเด็นความขัดแย้งทางวัฒนธรรม แต่นโยบายการควบคุมโรคที่เคร่งครัดเกินไปก็จะเป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจในการกลับไปดำเนินกิจกรรมตามปกติอย่างเต็มที่ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บัญชีงบดุลและแนวโน้มรายได้ขององค์กรธุรกิจได้ในระยะยาว

แม้ว่าการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในยุโรปจะชะลอตัวลง แต่กลุ่มตลาดเกิดใหม่อย่างบราซิล รัสเซีย เม็กซิโก และอินเดีย กลับพบยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น สถานการณ์ในสหรัฐอเมริกาก็ยังครึ่งๆ กลางๆ โดยรัฐที่เปิดเมืองไปก่อนหน้า ตอนนี้มียอดผู้ติดเชื้อใหม่เพิ่มสูงขึ้นแซงหน้าเมืองอื่นๆ ในขณะที่รัฐนิวยอร์กได้ผ่านพ้นช่วงที่มียอดผู้ติดเชื้อสูงสุดไปสักระยะแล้ว

ด้านนโยบายสนับสนุนทางการเงิน ธนาคารกลางยุโรปได้ขยายการซื้อสินทรัพย์ และสหภาพยุโรปจัดตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ (Recovery Fund) ขึ้น หลังจากมาตรการกระตุ้นด้านการเงินครั้งใหญ่ในเยอรมนี ส่วนธนาคารกลางสหรัฐ มุ่งดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณทางการเงิน (Quantitative Easing: QE) ขั้นพื้นฐานอย่างไม่จำกัด และมีความเป็นไปได้ว่าเฟดอาจใช้มาตรการชี้นำทิศทางนโยบายอัตราดอกเบี้ย (Forward Guidance) ที่ชัดเจน หรือมาตรการควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve Control)

รัฐบาลสหรัฐยังมีมาตรการสนับสนุนด้านการเงินสำหรับรัฐต่าง ๆ ในประเทศที่ได้รับผลกระทบ และขยายเวลาสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ว่างงาน ในขณะที่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกก็มีแนวโน้มที่จะผ่อนคลายเงื่อนไขทางการเงินเพิ่มเติมด้วย

สำหรับความผันผวนของตลาดหุ้นที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม จำนวนยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่กลับมาพุ่งสูงอีกครั้ง ทำให้เกิดความไม่แน่นอนว่าเศรษฐกิจโลกจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็วหรือไม่ ในขณะเดียวกันก็ถึงช่วงรายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 2/2563 ซึ่งจะสะท้อนผลกระทบของมาตรการล็อคดาวน์ต่อเศรษฐกิจอย่างแท้จริง และใกล้ช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ

เครดิต สวิส มองว่าสถานการณ์ต่างๆ เหล่านี้อาจส่งผลให้ตลาดมีความผันผวนอีกครั้ง ประกอบกับเป็นช่วงเวลาที่ตลาดมักเผชิญกับสภาพคล่องต่ำกว่าช่วงอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นต่างๆ ยังมีโอกาสด้านผลตอบแทนที่น่าสนใจอยู่

เมื่อเทียบในระดับภูมิภาค เครดิต สวิส มองว่าเยอรมนี ออสเตรเลีย และสวิตเซอร์แลนด์จะเติบโตโดดเด่นกว่าประเทศอื่นๆ ในขณะที่ญี่ปุ่นจะเติบโตน้อยกว่า

ประเทศแถบเอเชียเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการแพร่ระบาดโควิด-19 แล้วก็เป็นกลุ่มแรกที่ฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด

ขณะที่เศรษฐกิจของเอเชียเติบโตโดดเด่นกว่าภูมิภาคอื่น ตลาดหุ้นเอเชียก็ยังมีช่องว่างและโอกาสในการเติบโตเมื่อเทียบกับตลาดประเทศพัฒนาแล้ว

เครดิต สวิส มองว่าหุ้นเอเชียจะสามารถเติบโตโดดเด่นได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ปัจจัยต่างๆ อย่างตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นอย่างสอดคล้องกัน การประเมินหุ้นด้วย P/E ratios อย่างเหมาะสม และค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง จะช่วยส่งเสริมกระแสเงินทุนต่างประเทศให้ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเอเชียได้เช่นกัน

หุ้นจีนจะเติบโตโดดเด่นกว่ากลุ่มตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาค โดยมีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ แนวโน้มรายได้ที่เติบโตเด่นชัด และการประเมินราคาหุ้นที่เหมาะสม ช่วยเสริมการเติบโตของตลาดจีน

เศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณของการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องและจะก้าวนำเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลัง 2563 ซึ่งจะส่งผลให้การคาดการณ์ผลประกอบการของบริษัทต่างๆ ที่มีการปรับลดต่ำลงก่อนหน้ากลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง และกลายเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่สามารถรอดพ้นการหดตัวของผลประกอบการปี 2563

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาที่กลับมาปะทุอีกครั้งยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของตลาดหุ้นจีน

สำหรับตลาดหุ้นไทย นายเอ็ดวิน ตัน หัวหน้าฝ่ายบริหารความมั่งคั่งประจำประเทศไทย หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาและฝ่ายขายประจำประเทศไทยและกลุ่มลูกค้าผู้ลงทุนรายใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียใต้ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เครดิต สวิส ให้ความเห็นว่า หุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 จากช่วงเดือนมีนาคม เป็นผลจากสภาพคล่องในประเทศ หลังจากรัฐบาลมีมาตรการผ่อนคลายล็อกดาวน์ 4 ระยะตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รวมถึงยกเลิกระยะเวลาเคอร์ฟิว อนุญาตให้มีการเดินทางข้ามจังหวัดได้ และการเปิดโรงเรียน ความต้องการของผู้บริโภคในประเทศจึงเริ่มจะฟื้นตัวขึ้น

อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งนับเป็นอัตราส่วนร้อยละ 12 ของจีดีพี (มากที่สุดในเอเชีย) ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

“เครดิต สวิส ยังคงมีมุมมองที่เป็นกลางต่อหุ้นไทย และคาดว่าจะมีการเติบโตในระดับเดียวกันกับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อื่นๆ ในภูมิภาค แม้จะมีปัจจัยแรงปะทะในระยะใกล้

เครดิต สวิส มีมุมมองที่เป็นบวกต่ออุตสาหกรรมสุขภาพและการค้าปลีก เพราะมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้ดีด้วย กำลังการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น”

ทั้งนี้เมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ ในเอเชีย คาดว่าหุ้นสิงคโปร์จะเติบโตในระดับเดียวกับประเทศอื่นในภูมิภาค เครดิต สวิส มองว่าฮ่องกง ไต้หวัน และอินโดนีเซียจะเติบโตโดดเด่นที่สุด ขณะที่อินเดียและมาเลเซียเติบโตน้อยกว่า

“เครดิต สวิส ยังมีมุมมองที่เป็นกลางต่อค่าเงินบาท โดยปรับลดการคาดการณ์เงินบาทไทยอยู่ที่ 30.5 บาทต่อดอลลาร์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า และที่ 30.0 บาทต่อดอลลาร์ในอีก 12 เดือนข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม จากรายได้ภาคการท่องเที่ยวที่ไทยสูญเสียไปเริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ในระยะสั้นภาคการท่องเที่ยวน่าจะยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ เครดิต สวิส คาดการณ์ว่าค่าเงินบาทจะอยู่ในระดับเดียวกับค่าเงินอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย ปัจจัยกระตุ้น อื่นๆ ยังขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน”

11 views

Opmerkingen


bottom of page