top of page
533394.jpg

ชูมูลนิธิสัมมาชีพยกมาตรฐานชีวิต อาชีพ เศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ด้วยการส่งเสริมการสร้างอาชีพที่สุจริตในชุมชน

  • Dec 26, 2025
  • 1 min read


ชูมูลนิธิสัมมาชีพยกมาตรฐานชีวิต อาชีพ เศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ด้วยการส่งเสริมการสร้างอาชีพที่สุจริตในชุมชน ไม่เบียดเบียดตัวเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม พร้อมยกตัวอย่าง “สาริกาโมเดล” ของกลุ่มเบทาโกรเป็นต้นแบบของการสนับสนุนสัมมาชีพของชุมชน ที่เน้นจ้างคน จ้างงาน ใช้วัตถุดิบในพื้นที่ในโรงงานที่เบทาโกรตั้งอยู่ เพื่อสร้างแต้มต่อ สร้างงาน สร้างรายได้ให้คนในชุมชน ทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่และสังคมที่ดีขึ้นร่วมกัน หวัง...กิจการขนาดใหญ่ในไทยจะเล็งเห็นความสำคัญและสนับสนุนการประกอบสัมมาอาชีพของชุมชนทั่วประเทศ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจฐานรากที่เป็นส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจระดับประเทศ ขณะที่รัฐบาลควรให้ความร่วมมือด้วยการแก้ไขกฎระเบียบให้เศรษฐกิจชุมชนเติบโตโดยไม่มีขีดจำกัด และส่งเสริมให้มีการนำภาษีในท้องถิ่นมาสนับสนุนการลงทุน ธุรกิจ เศรษฐกิจของชุมชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย


Interview : คุณมงคล ลีลาธรรม ประธานมูลนิธิสัมมาชีพ


วัตถุประสงค์ของการก่อตั้งมูลนิธิสัมมาชีพ

 

เราก่อตั้งมา 16-17 ปีแล้ว ตั้งโดยผู้ใหญ่ 2 ท่านก็คืออาจารย์ประเวศ วะสี กับอาจารย์สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ทำงานเชื่อมกับชุมชน เชื่อมกับคนที่อยู่ในเศรษฐกิจท้องถิ่นฐานราก เชื่อมกับเอกชน โดยเน้นเรื่องสำคัญทั้งหมด 3 ประการ คือเน้นในการสร้างอาชีพสุจริต สร้างอาชีพไม่เบียดเบียนตัวเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น แล้วก็ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญต้องมีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ พยายามให้ท้องถิ่นนั้นเกิดเรียกว่ามูลค่าเพิ่มจากสิ่งที่เขามีนวัตกรรมธรรมชาติต่างๆ โดยเป็นการประดิษฐ์คิดค้นความรู้ต่างๆ เพิ่มเติม 


มองสภาพการณ์เอสเอ็มอีไทยวันนี้อย่างไร

ประเทศไทยเราตกอยู่ในกับดักที่เรียกว่าคำสาป เป็นที่ทราบกันในหลายเรื่องที่มันฉุดรั้งทำให้เราเติบโตช้า ซึ่งการปรับตัวช้ามันก็เจอปัญหาที่ไม่ได้ว่าโทษใคร แต่สิ่งที่แน่ก็คือโควิดทำให้เราลงไปอยู่ในหลุมโตช้ากว่าคนอื่นเขา ที่สำคัญทำให้เกิดสิ่งที่เราเรียกว่าการปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจของโลกที่กำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี เลยทำให้คนหลายคนมีรายได้ไม่พอกับรายจ่าย ที่สำคัญทำให้หนี้ครัวเรือนสูง จนกระทั่งหนี้ท่วมตัว 

 

ขณะเดียวกัน เราเจอภาวะที่เรียกว่ามีความเสี่ยงสูง เอสเอ็มอีก็เปราะบาง รายได้ก็คงต่ำ อย่างที่ทราบกันว่าเอสเอ็มอีของไทยอยู่ในภาวะที่เรียกว่าสู้คนอื่นเขาไม่ได้ อยู่ในภาวะถดถอย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีประมาณ 8-9 ล้านรายมีปัญหาเหมือนกันหมด


มีบางคนแนะนำว่ากิจการใดไปไม่ไหวก็ให้เลิกไปเลย แล้วเอาเงินไปทำอย่างอื่น เพื่อที่จะได้นำเงิน นำความช่วยเหลือที่ทางการมีไปดูแลคนที่แข็งแรงกว่า ยังมีอนาคตอยู่ มองเรื่องนี้อย่างไร

 

ไม่เห็นด้วยอย่างมาก เพราะโดยพื้นฐานเราหลายปีที่ผ่านมาในยุคก่อนนี้ที่เราเจริญรุ่งเรือง GDP เติบโต 5-6% จะมาจากธุรกิจที่เราไม่เชื่อมโยงกับฐานรากเลย และฐานรากเราก็ค่อนข้างแข็งแรง เลยทำให้เราอยู่ได้ แต่ช่วงหลังมานี้ภาคเกษตรเราต่ำกว่า 10% ของจีดีพี พูดง่ายๆ ก็คือตอนนี้เราละทิ้งคนข้างล่างไปค่อนข้างมาก พอเราเจอวิกฤตโควิดทำให้รายได้ค่าครองชีพของคนระดับล่างลดลงและทำให้ติดกับดักหนี้ที่เราเรียกว่าหนี้นอกระบบด้วย

 

ดังนั้น ต้องมาหันมาดูแลคนระดับล่างให้ยืนหยัดด้วยตัวเอง ก็ต้องปรับปรุงหลายอย่างที่ให้คนเหล่านี้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรีและยืนหยัดด้วยตัวเอง คิดว่ามาตรการที่เราต้องช่วย คือไม่ได้ไปช่วยเขาแก้หนี้ แต่จะต้องเพิ่มรายได้ ทำให้คนมีรายได้พอที่จะอยู่ได้โดยไม่มีการสร้างหนี้ที่ไม่จำเป็น เพราะความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานล่างเรามีทุนของธรรมชาติอาหารและเกษตรอยู่ แต่เราขาดหลายเรื่องที่เป็นกฎระเบียบที่ล้าหลังมาก ก็ต้องสร้างทักษะใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ช่องทางเรื่องออนไลน์หรือดิจิทัล ซึ่งคนข้างล่างหรือผู้สูงอายุที่ทำงานด้านนี้ต้องปรับตัวได้ 

 

ที่สำคัญมากเลยก็คือเราต้องปรับปรุงการกระจายรายได้ไปสู่เศรษฐกิจที่เป็นพื้นฐาน ตอนสมัยช่วงที่ผมทำงานอยู่มีมาตรการหลายมาตรการที่สามารถช่วยได้ เช่นงบในการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐปีหนึ่งประมาณร่วมๆ 1 ล้านล้านบาท สามารถไปจัดซื้อจัดจ้างโดยผ่านกลไกของเอสเอ็มอีหรือท้องถิ่นได้ โดยต้องเปลี่ยนระเบียบใหม่ในการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งระเบียบที่มีอยู่ก็ยังไม่สอดคล้องกันเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

 

อย่างประเทศจีน ยุโรปหลายประเทศเขาปรับปรุงไปหมดแล้ว เพราะจะช่วยทำให้คนข้างล่างมีเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น เพราะมีการปรับปรุงสภาพคล่องเงินหมุนเวียนกับการปรับโครงสร้างหนี้ ทำพร้อมกับมาตรการรายได้ที่หมุนเข้าไปในฐาน ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ก็กำลังทำได้ดีอย่างเช่นมาตรการคนละครึ่งพลัส ที่เอาไปใช้จ่ายในต่างจังหวัดและเมืองรอง หรือมาตรการปรับปรุงของ SME D Bank ซึ่งมีโปรแกรมอยู่แล้ว รู้สึกจะอยู่ประมาณสัก 30-40% ถ้าทำได้สัก 60-70% แล้วดึงพวกบริษัทขนาดใหญ่อย่างเช่นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เขามีสาขาอยู่ในต่างจังหวัดอย่างเช่นเบทาโกร เขามีโมเดลที่เรียกว่าสาริกา เขาจ้างจัดซื้อทั้งหมด รวมทั้งจ้างคน คนท้องถิ่นเท่านั้น เบทาโกรเขาเน้นเรื่องนี้เลยว่า เขาไปทำงานในจังหวัดไหน ต้องจ้างคนในจังหวัดนั้น ซื้อของจากชุมชน เขาเรียกว่าเป็นการสร้างแต้มต่อให้กับคนต่างจังหวัด ให้เขามีเงินหมุนเวียน คนเหล่านี้จะได้ไม่ออกไปทำงานนอกพื้นที่ ครอบครัวก็จะดีขึ้น

 

สำหรับเบทาโกรเป็นต้นแบบสัมมาชีพ เมื่อ 2 ปีที่แล้วผมมีโอกาสได้ทำงานร่วมกับเขาค่อนข้างใกล้ชิด ก็เห็นได้ชัดว่าเขาทุ่มเทเรื่องนี้อย่างจริงจัง ซึ่งเรื่องการทำเพื่อสังคมจริงๆ คือทำคนเดียวไม่ได้ ต้องทำเป็นกลไกรัฐหรือกลไกภาคเอกชน แล้วต้องมีกฎระเบียบที่ส่งเสริมเรื่องนี้ อย่างที่เห็นในสหรัฐอเมริกาหรือญี่ปุ่นมีบางเมืองเป็นเมืองของบริษัทใหญ่ๆ ที่มีกิจกรรมทางสังคมทั้งเมืองเลย

 

คิดว่าเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องใช้เงินไปช่วย และคิดว่าตอนนี้เรื่องคมนาคมเรื่องเกี่ยวกับการสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับออนไลน์ อิเล็กทรอนิกส์ สามารถที่จะทำงานที่ไหน เมื่อไหร่อย่างไรก็ได้ ประเทศไทยไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ แล้ว กฎระเบียบภาษีต่างๆ ก็พยายามที่จะกระจายออกไป อย่างภาษีมูลค่าเพิ่มถ้าสมมุติว่าไปเก็บที่ต่างจังหวัดแล้วใช้ภาษีนี้มาพัฒนาท้องถิ่นได้มากขึ้นก็จะเป็นเรื่องที่ดี

 

ทั้งนี้ ถ้ารัฐบาลสามารถกำหนดการจัดเก็บต่างๆ กับภาคเอกชน คุยกับภาคเอกชนว่าให้จัดเก็บผ่านกลไกของท้องถิ่น มันจะช่วยผ่านกลไกต่างๆ นั้นไปสู่กลไกของท้องถิ่นได้ ซึ่งท้องถิ่นนั้นจะมีอะไรเยอะแยะไปหมดที่จะทำให้สามารถพัฒนาศักยภาพของคนได้ เรามีชาวบ้านเยอะแยะ เราก็มีคนรุ่นใหม่ที่อยากกลับไปทำงานที่บ้าน คิดว่าถ้ารัฐบาลออกมาตรการสนับสนุนการทำมาหากินในท้องถิ่นก็จะทำให้ความสามารถในการแข่งขันประเทศไทยเราเพิ่มขึ้น

 

ประเทศไทยเราขับเคลื่อนด้วยเอสเอ็มอีก 30% กว่าเท่านั้นเอง แต่เรามีคนที่เอสเอ็มอีอยู่ถึง 70% ขณะที่ประเทศเบลเยียมไม่มีต้นโกโก้อยู่สักต้นหนึ่งเลย แต่เขานำเข้าวัตถุดิบมาจากประเทศในแอฟริกามา 100 กว่าปีที่แล้วเพื่อผลิตช็อกโกแลตออกขายไปทั่วโลก เบลเยียมสามารถทำมูลค่าจีดีพีของประเทศโดย 13% ของจีดีพีมาจากช็อกโกแลตที่เราแห่ไปซื้อ แล้วก็มีคนที่ทำงานในอุตสาหกรรมช็อกโกแลตใกล้เคียงกันคือ 13% เช่นเดียวกัน จะเห็นได้ชัดว่าสิ่งเหล่านี้สามารถดำเนินการกระจายไปยังเมืองต่างๆ ของไทย เหมือนที่เราไปท่องเที่ยวในประเทศเบลเยียม ทุกเมืองที่เราไป ร้านค้าทุกร้านเป็นหมื่นร้านขายช็อกโกแลตเกือบหมดเลย 

 

ทั้งนี้ เลยคิดว่าถ้าเสนอแนะรัฐบาลในการส่งเสริมชุมชนทั่วประเทศโดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงิน เพียงแต่รัฐบาลจะต้องช่วยแก้กฎระเบียบอะไรต่างๆ กลไกของสังคม กลไกภาษี กลไกการปกครองอะไรต่างๆ เพื่อช่วยสนับสนุนแล้ว คิดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจชุมชนจะราบรื่นมากขึ้น


ได้ทำข้อเสนออะไรต่างๆ นี้ไปที่รัฐบาลหรือยัง


วันนี้ผมเป็นคนตัวคนเดียวไม่มีองค์กร ในเฟซบุ๊กผมชื่อ มงคล ลีลาธรรม เป็นภาษาอังกฤษ Mongkon Leelatham ถ้าสนใจก็ลองเข้าไปดู

 
 
 

Comments


bottom of page