วัคซีนไม่พร้อมหุ้นป่วย...ฟันด์โฟลว์ไหลกลับอเมริกา


ชยนนท์ รักกาญจนันท์ Mr.Messenger วิเคราะห์สถานการณ์ ระบุผู้บริหารกองทุน นักลงทุนไทย-เทศ ไม่ให้น้ำหนักจำนวนผู้ติดเชื้อ จำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 แต่มองข้ามช็อตถึงเปอร์เซ็นต์การฉีดวัคซีน ประเทศไหนฉีดวัคซีนได้เร็วและมากพอที่จะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ ประเทศนั้นน่าลงทุนที่สุด และ Fund Flow จะไหลเข้าอย่างทะลักล้น ชี้ชัด 3-6 เดือนข้างหน้าอเมริกาเป็นเป้าหมายการลงทุนจากทั่วโลก หนุนตลาดหุ้นอเมริกาขึ้นพุ่งพรวด ส่วนของไทยแม้จะมีข่าวดีเรื่องวัคซีน แต่ยังจินตนาการไม่ออกว่าจะฉีดแบบไหนอย่างไรให้ทันการณ์ ถือเป็นความท้าทายอันใหญ่หลวงของคนไทยและเศรษฐกิจไทย แนะ...ในภาวะเช่นนี้คนมีเงินต้องจัดสรรการลงทุนตามสูตร 60-40 โดย 60% ลงทุนในหุ้น แบ่งเป็นหุ้นอเมริกา 30% หุ้นจีน 10% หุ้นในตลาด Emerging Market 20% ส่วนอีก 40% ที่เหลือ ลงในกองทุนอสังหาฯ 20% ทองคำ 10% และกองทุนที่มีสภาพคล่องสูง 10%


4 เดือนแรกของปี 2021 ทุกอย่างยังน่ากลัวเหมือนเดิม

จริงๆ แค่ 1-2 เดือนแรกที่เปิดปี 2021 สถานการณ์ค่อนข้างเข้มข้น เป็นการบอกว่าปีนี้น่าจะเจอศึกหนักไม่แพ้ปี 2020 ค่อนข้างชัดว่าในอีก 3 ไตรมาสข้างหน้านี้เราน่าจะเต็มไปด้วยถนนแห่งความไม่แน่นอน ยากที่จะหวังให้มาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เราเองก็ต้องห่วงปากท้องและเงินทองในกระเป๋าของเราเหมือนกัน เพราะยุคหลังจากนี้มันไม่ง่ายที่จะหาเงินเข้ากระเป๋า


อย่างตลาดหุ้นอเมริกา ยุโรปกำลังเป็นขาขึ้น แต่ของไทยมีแต่ทรงกับทรุด

ใช่ รายงานตัวเลขของสหรัฐฯไม่ว่าจะเป็น GDP ไตรมาส 1 ที่ประกาศออกมาเติบโตถึง 6.4 ขณะที่ฝั่งสภาพัฒน์เรา ศูนย์วิจัยกสิกร ศูนย์วิจัยกรุงศรี ปรับเป้า GDP ของเราปีนี้ทั้งปีตอนแรก 3 ปริ่มๆ ต่อมาบอก 2.5 ตอนนี้บางที่ให้ต่ำกว่า 2 แล้ว ดูเหมือนอยู่คนละโลกจริงๆ


มีคำแนะนำอย่างไรกับยุทธศาสตร์การลงทุน การบริหารเงิน

ตอนนี้ถ้าเราให้น้ำหนักความสำคัญว่าถ้าเป็นเรื่องตลาดหุ้น การลงทุนเป็นเรื่องของการเอาเงินไปใส่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อหวังผลตอบแทนในอนาคต ซึ่งเราต้องดูสถานการณ์กำลังจะเกิดอย่างน้อย 3-6 เดือนข้างหน้า อย่าดูเพียงแค่ ณ วันนี้

ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่านักลงทุนที่เป็นนักกลยุทธ์ที่เอาเม็ดเงินส่วนใหญ่ของพอร์ตใหญ่ๆ โยกไปลงทุน ตอนนี้ตัวที่เขาตามไม่ใช่ตามผู้ติดเชื้อว่าติดเท่าไหร่ตายเท่าไหร่ ในมุมตลาดหุ้นนักลงทุนเขามองข้ามไปแล้ว เขามองไปถึงกระบวนการฉีดวัคซีนว่าใครเร็วกว่า ใครเข้าสู่กระบวนการภูมิคุ้มกันหมู่ได้เร็วกว่า ซึ่งเราสามารถตรวจสอบและดูได้จากเว็บไซต์บลูมเบิร์ก เขาจะมีหัวข้อที่เรียกว่า Covid Vaccine Tracker เราสามารถเข้าไปดูได้ทุกสัปดาห์ และเราจะเห็นร่องรอยบางอย่างที่น่าสนใจ คือประเทศที่ตลาดหุ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ ทำ All Time High วิ่งขึ้นหน้าตั้งเป็นประเทศที่มีแนวโน้มที่จะเกิดกระบวนการได้วัคซีนก่อนสิ้นปีนี้ทั้งสิ้น อย่างเราบอกตลาดหุ้น Earning ไม่เห็นดีเลย แต่ตลาดหุ้นไปหวังแล้วว่าเมื่อเกิดกระบวนการได้วัคซีนจะไม่มีการมาตรการล็อกดาวน์ ไม่มีปิดร้านอาหาร คนจะออกมากินโดยไม่ต้องใส่หน้ากาก เราจะเล่นคอนเสิร์ตได้ เปิดนิทรรศการได้ แปลว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวเต็มที่ ซึ่งประเทศที่ใกล้เคียงที่สุดที่เราเห็นคืออิสราเอล อีกที่ที่เราเริ่มเห็นคืออังกฤษและอเมริกา ตอนนี้ทั้ง 2 ที่กำลังแข่งกันอยู่ วัคซีนของอเมริกาของ โจ ไบเดน ประกาศชัยชนะ 100 วันจากการเป็นประธานาธิบดี มีการฉีดไป 200 ล้านโดส อีก 100 วันข้างหน้าเขาก็ตั้งเป้าฉีดให้ได้ 400 ล้านโดส จึงเป็นที่มาเรียกความมั่นใจของนักลงทุนและเรียกความมั่นใจของคนที่อยู่ในอเมริกา และเป็นที่มาของเงินลงทุนที่ไหลเข้าไปอเมริกา

ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนเท่าที่มองสถานการณ์ 3-6 เดือนข้างหน้าคือใครฉีดวัคซีนได้เร็ว เงินก็จะไหลไปที่นั่น ผมคิดว่าอเมริกายังเป็นเป้าหมายสำคัญของการลงทุนอย่างน้อย 3-6 เดือนข้างหน้า


กรณีไทยดูจากแผนการฉีดวัคซีนของทางการที่ประกาศมาแล้วว่าเอกชนไม่ต้องยุ่ง เดี๋ยวรัฐจัดการให้ ถ้าทำโดยเร็วแต่แรกหุ้นไทยก็อาจจะขึ้นไปแล้ว

มาตรการของ ศบค.ที่ผมตามข่าวมาผมก็รู้พอๆ กับทุกคน ไม่ได้มีวงในอะไร แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ ศบค.บอกว่าเขาตั้งเป้าฉีดวัคซีนเดือนมิถุนายนเฉพาะในกรุงเทพฯ 100,000 โดสต่อวัน เชื่อผมว่าไม่ง่าย ตั้งเป้าไว้ดี แต่จะฉีดกันที่ไหน ปิดสนามศุภฯ ได้ไหม ถ้าทำได้จริงเราก็จะมีเซอร์ไพรส์เพราะทั่วโลกเขาดูกระบวนการฉีดวัคซีนหรือดูการฉีดวัคซีนต้องได้ประมาณ 60-70% ของจำนวนประชากรจึงจะทำให้เศรษฐกิจกลับมาเปิดได้

ถ้าดูจากแผนนี้ก็เป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ ซึ่งเมื่อผมได้ยินแล้วก็รู้สึกว่าหุ้นไทยน่าจะมีความหวังถ้าฉีดได้จริง แต่ถ้าลองกลับไปดูตลาดหุ้นสัปดาห์ปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมาเราเห็นมาตรการที่เกือบจะล็อกดาวน์ ต่างกันแค่ไม่มีเคอร์ฟิว แล้วนักวิเคราะห์ก็ออกมาสงสัยเราจำเป็นต้องปรับเป้าเศรษฐกิจตัว GDP ของปีนี้ลดลง โดยเฉพาะหุ้นที่กลุ่มเกี่ยวกับค้าปลีก การบริการ และอาหาร คงหนักแน่และลากยาวไปถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม ทุกคนบอกสถานการณ์แบบนี้ตลาดหุ้นไทยน่าจะอยู่แถว 1,400 แต่ปรากฏหุ้นยืนได้ ผมคิดว่าตลาดหุ้นเริ่มเห็นบางอย่างจากกระบวนการฉีดวัคซีน อาจจะเป็นเพราะรัฐบาลสั่งวัคซีนมาก่อนแต่ประเทศเราเป็นประเทศ second-tier เราไม่มีอำนาจการสั่งเหมือนประเทศในกลุ่ม G8 หรือ G20 ต้องยอมรับว่าเพาเวอร์ในการรับวัคซีนล็อตแรกๆ ตกอยู่ที่ tier บน แต่คิดว่าหลังจากนี้ไปพฤษภาคม-มิถุนายน ค่อนข้างชัดว่ารัฐบาลเริ่มตั้งเป้าหมายและโฟกัสการฉีดวัคซีนจริงๆ ถ้าทำได้คิดว่าหุ้นไทยฟื้น เศรษฐกิจไทยจะมีความหวังมากกว่าที่เรารู้สึกอยู่ทุกวันนี้

แต่ความเสี่ยงคือ 100,000 โดส ผมยังจินตนาการไม่ออกว่าแล้วจะฉีดกันแบบไหน เท่าที่ฟังดูอย่างห้างไอคอนสยามมีพื้นที่จัดนิทรรศการจะใช้พื้นที่ห้างไหม ใช้พื้นที่สนามกีฬาไหม แต่กระบวนการฉีด 100,000 คน ถ้าสมมุติเอาคนออกจากบ้านไปฉีดวัคซีนกลายเป็น 1-2 คนติดโควิดมาก่อนแล้ว และมารวมกันอยู่ตรงนั้นก็อันตรายเหมือนกัน ก็เป็นความท้าทายที่ต้องติดตาม


ถ้าเป็นอย่างนี้นักลงทุนไทยควรไปลงทุนในอเมริกา หรือรอให้ชัดเจนก่อน

ถ้าเป็นเงินก้อนคิดว่าหุ้นไทยสะสมได้เบาๆ ส่วนประเทศที่ชัวร์แล้ว เศรษฐกิจเริ่มฟื้นแล้วก็ต้องดูว่าความชัวร์ก็มีข้อเสียว่าตลาดหุ้นมักวิ่งไปแล้วแต่คิดว่าตลาดหุ้นอเมริกายังเป็นที่น่าสนใจอยู่ในแง่ของกระบวนการ ผมคิดว่าถ้าเราคิดกลับกันว่าอเมริกาตอนนี้ถ้าประธานาธิบดีไม่ใช่ โจ ไบเดน ยังเป็น โดนัลด์ ทรัมป์ คิดว่าหุ้นจะเละเทะ ผู้นำประเทศและทิศทางการดำเนินตัวนโยบายค่อนข้างมีความสำคัญ และดูเหมือนประชาชนชาวอเมริกาให้ความมั่นใจและมอบอำนาจให้ โจ ไบเดน จัดการเต็มที่

ผมคิดว่าถ้าเป็นพอร์ตโมเดลของฟินโนมีนาตอนนี้ประมาณ 60% อยู่ที่หุ้น โดย 30% อยู่ในอเมริกา อีก 10% อยู่ในจีน อีก 20% อยู่ใน Emerging Market ซึ่งใน Emerging Market ก็อาจจะมีไทยอยู่บ้าง

ก็อาจจะใช้พอร์ตโมเดลของฟินโนมีนาในการลองตัดสินใจ ลองเลือกพอร์ตของตัวเองดู เพราะกระบวนการฉีดวัคซีนของอเมริกาเร็วที่สุด ส่วนจีนปิดเมืองตอนนี้ คือหันมากระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศในภาคบริการและการบริโภคในประเทศเป็นหลัก ซึ่งจีนทำได้ดี และเราเห็นแล้วว่าถึง GDP จะพลาดเป้านิดนึงแต่ยังสูงที่สุดที่นึงในโลก


อีก 40% ในพอร์ตที่เหลือทำอะไรดี

จริงๆ เรามีกองทุนอสังหาฯ ที่อยู่ในพอร์ตประมาณ 20% อสังหาฯ เป็นความหวังมาตลอด ตอนที่ติดโควิดแล้วล็อกดาวน์นั้นราคาของกองอสังหาฯ ร่วงลงมาหมดจากจุดสูงสุดก่อนโควิดมากกว่า 20-30% ผมคิดว่าจากจุดแถวๆ นี้ถ้าสมมุติว่ากระบวนการภาครัฐในการฉีดวัคซีนดีขึ้นและไม่มีแรงเทขายจากหุ้นกลุ่มอสังหาฯ ผมคิดว่ามีแนวโน้มที่พวกกองทุนอสังหาฯ ที่มีรายได้เป็นค่าเช่าจะมีแนวโน้มกลับมาได้ในไตรมาส 4 ก็เป็นจังหวะลงทุนทยอยสะสม 20% ของในพอร์ตอีก 40%

ส่วนอีก 10% เราลงในทอง เชื่อว่าทองยังเป็นสินทรัพย์ที่สามารถป้องกันความเสี่ยงได้ดีในแง่ไม่ว่าตลาดจะพูดถึงเงินเฟ้อจะมาไหมเพราะอเมริกาอัดฉีดนโยบายกระตุ้นมหาศาลขณะนี้ ถ้าเงินเฟ้อมาทองจะทำหน้าที่ของมัน

จากนั้นอีก 10% ที่เหลืออยู่ในกองทุนที่มีสภาพคล่องสูงอย่าง Money Market Fund เผื่อกรณีเราเจอโอกาสอะไรก็สามารถโยกเงิน 10% นี้เอาไปเข้าตราสารทุนประเภทที่เราคิดว่าน่าสนใจได้


บรรดาเงินออมต่างๆ ของกองทุนจำนวนมากไปลงทุนในอสังหาฯ แต่ราคามันโหลยโท่ยมาก

ผมอยากให้กำลังใจ กระบวนการ ถ้ามันออกมาเป็นร่างและมาตรการแล้วเราเห็นว่ารัฐบาลโฟกัสการฉีดวัคซีนผมคิดว่าโอกาสเปิดเมืองค่อนข้างสูงและจากที่ผมคุยกับ Fund Manager กองทุนต่างๆ เขาบอกว่าเห็นแนวโน้ม คือแรงขายหรือแห่ไถ่ถอนหน่วยลงทุนเหมือนช่วงวิกฤตโควิดปีที่แล้วนั้นเขาไม่เห็นแล้ว แสดงว่าคนที่อยากขายไม่มีแล้ว ราคามันจะลงไปกว่านี้ได้อย่างไร พอมันลงไม่ได้ถึงมันจะขึ้นไม่ได้แต่ก็มีข้อดีคือลงไม่ได้ แต่รายได้ค่าเช่าของเขาหรือค่าสัญญาระยะยาวสามารถกลับมาได้ เช่นตอนนี้เขาลดค่าเช่า 40-50% ถ้ารายได้ค่าเช่ากลับมาได้แปลว่าราคาแถวๆ นี้ yield จะมากถึง 6-7% ซึ่งถ้าเราอยู่ในภาวะดอกเบี้ยต่ำติดดินแบบนี้ ถ้า yield อยู่ 6% เราควรยินดี ฉะนั้นหุ้นอสังหาฯ ผมคิดว่าทนถือไว้ สู้ๆ

11 views0 comments