นักวิเคราะห์ Bitcoin แนะแบ่งเงินทยอยซื้อ 3 รอบ
- Feb 19
- 1 min read

ราคาบิตคอยน์-คริปโทหล่นระเนระนาด เป็นปรากฏการณ์ Land Panic Sale จากหลายสาเหตุหลัก ทั้งความไม่มั่นใจในนโยบายของว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ ‘เควิน วอร์ช’ ที่ต่อต้านการทำ QE และไม่เห็นด้วยกับนโยบายการเงินเชิงผ่อนคลาย ตามมาด้วยปัญหาหุ้นเทคและ AI ที่อาจเกิดปัญหาฟองสบู่ สำทับด้วยแรงเทขายบิตคอยน์-คริปโท โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุน-นักเก็งกำไร ที่ทั้งขายเพราะความตื่นตระหนกและขายเพราะถูกฟอร์ซเซล ในมุมมองนักวิเคราะห์เชื่อว่าปัจจัยพื้นฐานของบิตคอยน์-คริปโท ยังไม่เปลี่ยน เพียงแต่มีปัญหาสภาพคล่องของนักลงทุน-นักเก็งกำไร และถูกกระทบจากเศรษฐกิจมหภาค รวมถึงไม่มีข่าวดีใหม่ๆ มาหนุนราคา ซึ่งจะทำให้ราคาบิตคอยน์ซึมยาว โดยมีราคาที่ 70,000 ดอลลาร์ เป็นราคากลาง แนะ...ถ้าเข้าลงทุนต้องทยอยซื้อ 3 รอบ รอบแรกที่ 70,000 ดอลลาร์ รอบที่สอง 60,000 ดอลลาร์ และรอบที่สามที่ 50,000 ดอลลาร์ จากนั้นให้ถือยาวอย่างน้อย 1 ปี จึงจะได้กำไร
Interview : คุณนเรศ เหล่าพรรณราย นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย
เกิดอะไรขึ้นกับบิตคอยน์ กับตลาดคริปโทปรับลงแรงมาก
เริ่มจากข้อแรกมาจากการที่ตลาดมีความกังวลในตัวว่าที่ประธานการธนาคารกลางสหรัฐคนใหม่ว่าเขาจะใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด และมีการเป็นค้นประวัติเก่าว่าเขาเป็นคนที่ต่อต้านการทำ QE แม้ว่าเขาจะเป็น Crypto Friendly คือมีทัศนคติเชิงบวกต่อคริปโท แต่แนวคิดเขาจะไม่ชอบการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย พอทรัมป์มีข่าวการแต่งตั้งเขาขึ้นมาเตรียมรับตำแหน่ง ตลาดเลยเกิดความกังวล ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาทองคำและบิตคอยน์มีการปรับตัวลงมาก่อนหน้านี้ อันนี้ก็ช็อตหนึ่งแล้ว
จากนั้นตามมาด้วยหุ้นเทคกันบ้าง หุ้นเทคถูกเทขายออกมา ทำให้มีความกังวลว่าการลงทุนของพวกบริษัทเทคขนาดใหญ่อย่าง Amazon หรือ Microsoft ที่ตลาดเขารู้สึกว่าปีนี้พวกบริษัทใหญ่เหล่านี้มีการเพิ่มงบลงทุนใน AI ตลาดกังวลอีกว่าลงทุนเยอะแล้วจะได้ผลกำไรหรือเปล่า จะได้กำไรคุ้มไหม เพราะก่อนหน้านี้ตลาดเขากังวลฟองสบู่ AI อยู่แล้ว ปรากฏว่ามีดีลมีเคสของ Nvidia เหมือนมีกระแสข่าวว่าเขาลังเลที่จะลงทุนใน OpenAI เพิ่มอีก ทำให้หุ้นเทคถูกเทขายออกมา แล้วบิตคอยน์เรียกได้ว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์กับหุ้นเทคค่อนข้างเยอะ ก็ต้องถูกเทขายลงมาด้วย
ส่วนสาเหตุที่ราคามีการปรับตัวลงแรงเพราะตลาดคริปโทมีการใช้ Leverage ค่อนข้างเยอะ พอตลาดมีการปรับตัวลงมาต่ำกว่าระดับแนวรับที่คนส่วนใหญ่ไปวางมาร์จินก็เลยเกิดแรงบังคับขายตามมาที่ค่อนข้างแรง ถ้าสังเกตดูกราฟว่าการที่ราคามีการหลุดต่ำกว่า 80,000 ดอลลาร์ลงมา คือระดับตรงนั้นมีความสำคัญ เพราะต้นทุนเฉลี่ยของบริษัท Strategy ที่เป็นบริษัทที่ถือบิตคอยน์เยอะที่สุด ต้นทุนในการถือครองบิตคอยน์ของเขาอยู่ที่ประมาณ 76,000 ดอลลาร์ พอราคาลงมาต่ำเรียกว่าใกล้กับต้นทุนที่หุ้น Strategy เขาถือไว้จึงเกิดความกังวล เลยมีการขายออกมาด้วย แล้วพอลงอีกไปเจอแนวรับตรงแถว 73,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของคนที่ลงทุนบิตคอยน์ผ่านพวก ETF พวกนี้ พอตกลงไปอีกทำให้เกิดภาวะ Panic Sale กลายเป็นลงแรงไปเลย เพราะคนมีอารมณ์แบบเหมือน Panic Sale
ที่ผ่านมาเคย Panic มากขนาดนี้ไหม
จริงๆ ในโลกคริปโทมีหลายรอบแล้วที่เกิดปรากฏการณ์แบบนี้ อย่างเช่น วันที่ 10 ตุลาคมปีที่แล้วที่มีการบังคับขายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ลักษณะจะเป็นแบบนี้ พอนึกว่าตลาดลงแรงแล้วผู้ที่วางมาร์จินต้องรีบขายออกก็เลยเกิดปรากฎการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก
ถือว่าครั้งนี้ไม่ได้ลงแรงที่สุด
ไม่แรงที่สุด อย่างน้อยน่าจะน้อยกว่าวันที่ 10 ตุลาคมปีที่แล้ว
ยังไม่ต้องกังวลมาก?
ถามว่ากังวลไหม กังวลอยู่แล้ว เพราะโดยส่วนตัวผมมองว่าการปรับตัวลงรอบนี้มาจากปัญหาสภาพคล่องและในประเด็นเรื่องเศรษฐกิจมหาภาคเป็นหลัก แต่ถ้าถามว่าพื้นฐานบิตคอยน์เปลี่ยนไหม ผมมองว่าไม่เปลี่ยน ด้วยธีมการลงทุนของนักลงทุนสถาบันที่เขามองว่าเป็น Store of Value จะไม่เปลี่ยน แต่ตอนนี้ด้วยความที่สถาบันเข้ามาเป็นผู้เล่นหลักในบิตคอยน์ไปแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าสถาบันเขาเปลี่ยนเม็ดเงิน ยังไงก็มีผลต่อราคาบิตคอยน์แน่นอน
คราวนี้แม้พื้นฐานไม่เปลี่ยน แต่บิตคอยน์ไม่มีปัจจัยใหม่มาช่วยหนุนด้วย อย่างตอนนี้ที่ตลาดจับตาอยู่จะมีอยู่ 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือกฎหมายที่ชื่อว่า Clarity Act ของเมริกา ถ้ากฎหมายตัวนี้ออกมาหนุน ประมาณว่าจะไปเสริมมาตรฐานการกำกับดูแลและการส่งเสริมตลาดคริปโทให้อยู่ในระดับเดียวกับตลาดหุ้น ถ้ากฎหมายผ่านแล้วนักลงทุนสถาบันจะกล้าลงทุนในคริปโทมากขึ้น แต่ตอนนี้ยังไม่ผ่าน แล้วอีกประเด็นหนึ่งคือการซื้อบิตคอยน์ของรัฐบาลกลางสหรัฐ แม้ว่าเขาจะตั้งในตัว Strategic Reserve ในการซื้อบิตคอยน์ไปแล้ว แต่ทางรัฐบาลสหรัฐเขายังไม่ซื้อ คือเขาแค่ไปเก็บบิตคอยน์ที่ยึดมาแล้วเอามาเก็บรวมกัน แต่เขาไม่ซื้อของใหม่ พอไม่ซื้อก็ไม่มีปัจจัยที่จะหนุนตลาด
เพราะฉะนั้นโดยรวมแล้วพื้นฐานไม่ได้เปลี่ยน ไม่ได้แย่ลง แต่ยังไม่มีเรื่องใหม่มาช่วยหนุนตลาด
การที่ตั้งบิตคอยน์ที่ยึดมาจากทุนเทาสแกมเมอร์มา เก็บโดยไม่ซื้อเพิ่มแต่มีการนำบางส่วนออกมาขายด้วยหรือไม่
ไม่ขาย ตอนนี้ทั้งรัฐบาลสหรัฐ และทาง Strategy ที่เขาถือบิตคอยน์เยอะๆ ยังไม่มีใครขายออกมา ถ้าจะมีคนขายมีกลุ่มเดียวคือกลุ่มธุรกิจของทรัมป์เองที่ขาย แต่เขาถือไม่เยอะ แต่เหมือนเป็นเชิงสัญลักษณ์ว่าธุรกิจของทรัมป์เขายังขายเลย
แล้วกลุ่มธุรกิจของทรัมป์ขายเยอะไหม
ผมจำไม่ได้ แต่เขาไม่ได้ซื้อเยอะอยู่แล้ว ประกอบกับ Ethereum ผู้ก่อตั้ง Ethereum ยังมีการขาย Ethereum ออกมา ก็จะไปกดความเชื่อมั่นประมาณหนึ่งอยู่เหมือนกัน
แต่ดูเหมือนกับว่าพอบิตคอยน์ลงไปแรงเกือบจะหลุด 60,000 เหรียญ แต่เหมือนมีแรงซื้อกลับเข้ามาคืนวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พยายามจะดันกลับขึ้นไปที่ 70,000 เหรียญให้ได้
อันนั้นไม่มีอะไร คือจริงๆ เขาอยากจะแจกบิตคอยน์แต่อาจจะแจกมากไปหน่อย เกิดความผิดพลาดนิดหน่อยในการจะแจก เลยทำให้มีการป่วนตลาดอยู่นิดนึง แต่ไม่ได้มีผลอะไรมาก แค่ช่วงสั้นๆ
ความจริงเป็นบริษัทของเกาหลีที่เขาจะทำ Event แจกเหรียญ
ประมาณนั้น แต่มีการคุยกันแบบเข้าใจกันผิดกลายเป็นแจกบิตคอยน์ออกมาเยอะเกินไป
แต่ไม่ได้ซ้ำเติมสถานการณ์อะไรมากนัก
ไม่เกี่ยว กลายเป็นว่ามีการซื้อเพิ่ม
จากลักษณะคนที่ถือรายใหญ่ๆ แล้วเขาต้องขายเพราะราคาต่ำกว่าต้นทุนที่ซื้อไว้ แล้วโดนฟอร์ซเซลด้วย แม้แต่กอง ETF ก็ขาย จากลักษณะแบบนี้หมายถึงว่าการที่จะกลับเข้ามาซื้อในราคาตรงนี้เป็นเรื่องที่ยากเหมือนกันใช่ไหม เพราะเขาขาดทุน
ถ้าช่วงสั้นคิดว่ายังไม่กลับเข้ามา เพราะมีสถิติออกมาแล้วว่าคนที่ขายส่วนใหญ่คือคนที่ลงทุนผ่าน ETF คืออยู่ในอเมริกา แล้วในตอนนี้ ถ้าเกิดถามความน่าสนใจของบิตคอยน์เมื่อเทียบกับทองคำและหุ้นเทค ตอนนี้ยังต้องยอมว่าความน่าสนใจน้อยกว่า ก็อาจจะมีบางคนที่ซีเรียสเรื่องบิตคอยน์ก็คงซื้อ แต่ถ้าเอาเม็ดเงินส่วนใหญ่ผมคิดว่าถ้ากลับขึ้นมาอีกรอบน่าจะกลับไปทองกับหุ้นเทคมากกว่า
ตอนนี้ทองคําเขาต้องมาที่ 1 อันดับ 1 อยู่แล้ว การที่มีแรงขายบิตคอยน์และเหรียญอื่นๆ เกิดจากว่าขายเพื่อเอาเงินไปซื้อทองด้วยใช่ไหม
เป็นไปได้ เพราะตอนนี้เม็ดเงินในตลาดการเงินมาอยู่ที่ทองเยอะ
แนะนำนักลงทุนตลาดคริปโทจากนี้อย่างไรดี
ถ้าใครที่รับความเสี่ยงไม่ได้ช่วงนี้ต้องอยู่นิ่งๆ ก่อน แต่ถามว่าที่เราคุยกันอยู่คือที่ราคาประมาณ 70,000 ดอลลาร์ เอาจริง ๆ ในระยะกลางเป็นราคาที่ค่อนข้างโอเค ไม่ได้แพงเวอร์ มีโอกาสที่สักปีหนึ่งจะกำไรได้ เพราะฉะนั้นถ้าใครมั่นใจในบิตคอยน์อยู่แล้วผมว่าทยอยซื้อในราคานี้ได้ แต่ต้องไม่เยอะ ต้องแบ่งๆ เพราะตลาดยังมีโอกาสลงได้อีกนิดนึงแม้ว่าจะลงไป 60,000 ดอลลาร์แล้วมีการเด้งมา 70,000 ดอลลาร์แต่ด้วยปัจจัยหลายเรื่องยังไม่รีบขึ้น
จะถึงขั้นหลุด 60,000 ดอลลาร์ได้ไหม
ตอนนี้มองว่าเป็นไปได้ แต่ไม่ค่อยเยอะ ต้องบอกว่าตลาดคริปโทมีสัดส่วนของการ Leverage ด้วย Margin เยอะอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นมีโอกาสที่จะเกิดพวก Panic Sale แล้วทำให้หลุดแนวรับได้ แต่ส่วนตัวผมคิดว่าถึงจะปรับตัวลงแรงแค่ไหนก็คงจะไม่ต่ำกว่า 50,000 ดอลลาร์ ถ้าสมมุติว่าบิตคอยน์ลงไปที่ 50,000 ดอลลาร์จริงๆ จะเป็นการติดลบ 70% จากจุดสูงสุดที่อยู่ประมาณ 120,000 ถ้าเกิดลงไป 50,000 ดอลลาร์ จะเท่ากับลงประมาณ 60% แต่ถ้าประมาณ 40,000 ดอลลาร์ จะเท่ากับลงไป 70% คือประมาณ 60-70% เป็นการปรับฐานที่เกิดขึ้นทุก Cycle อยู่แล้ว เขาก็ปรับฐานกันประมาณนี้
ผมคิดว่าการที่บิตคอยน์เริ่มมีสถาบัน เริ่มมีกลุ่มถือยาวจะทำให้บิตคอยน์ไม่น่าจะลงหนักเหมือนในอดีตที่มีแต่รายย่อย
แต่การกลับขึ้นไปสัก 100,000 ดอลลาร์ ในปีนี้คงยังไม่เห็น
ต้องมีปัจจัยบวก อย่างเช่นประธานเฟดคนใหม่เข้ามาแล้วต้องไม่ใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด ซึ่งเขายังไม่เคยพูดสักคำ ถ้าสมมุติว่าประมาณใกล้ๆ พฤษภาคมมารับตำแหน่งอาจจะมีการแถลงว่าจะคงนโยบายการเงินผ่อนคลาย ตรงนี้ตลาดจะกลับมาเชื่อมั่นอีกรอบ แต่ตอนนี้ยังต้องรอฟังจากปากเขาก่อนว่าเขามีนโยบายแบบไหนกันแน่
คนไทยเสียหายกันเยอะไหมจากสถานการณ์รอบนี้
ขาดทุนค่อนข้างเยอะ เพราะจริงๆ มีคนทยอยรับอยู่ตลอดทางอยู่แล้ว รับแล้วก็ลงอีก ถือว่าค่อนข้างจะมีคนขาดทุนเยอะ แล้วมีสถิติด้วยว่าตอนนี้คนถือบิตคอยน์ประมาณ 1 ใน 3 อยู่ในภาวะขาดทุน
ถ้าเป็นมือใหม่ พอเห็นบิตคอยน์ลงมาเยอะๆ อย่างนี้ จะถือเป็นโอกาสเข้าซื้อได้ไหม
มองเป็นโอกาสได้ แต่อย่าซื้อทีเดียว ผมว่าถ้าตอนนี้แถว 70,000 ดอลลาร์ ผมจะแบ่งเป็น 3 ก้อน 70,000 ดอลลาร์ 1 ครั้ง 60,000 ดอลลาร์ 1 ครั้ง และ 50,000 ดอลลาร์ 1 ครั้ง มองเป็น 1 ปีขึ้นไป
ถึงตรงนี้ถือว่าหายตกใจได้แล้วใช่ไหม
หายตกใจได้ แต่ปัจจัยบวกยังไม่มา






Comments