top of page
542527.jpg

ตลาดหุ้นโลกแรงกดดันเริ่มเยอะ ความกังวลของนักลงทุนเพิ่มขึ้น! 

  • Sep 18, 2025
  • 1 min read

แม้ว่าในระยะสั้นทิศทางของตลาดหุ้นโลกอาจมีปัจจัยหนุนจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาแอตแลนตา เปิดเผยว่า แบบจำลองคาดการณ์ GDPNow ล่าสุดแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีการขยายตัว 3.1% ในไตรมาส 3 ปี 2568 หลังจากเศรษฐกิจหดตัว 0.5% ในไตรมาส 1 และขยายตัว 3.3% ในไตรมาส 2 

 

อย่างไรก็ดีล่าสุดผลสำรวจของสมาคมนักลงทุนรายย่อยอเมริกัน (AAII) พบว่านักลงทุนส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่นต่อทิศทางของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทในระยะ 6 เดือนข้างหน้า ทั้งนี้นักลงทุนที่มีความไม่เชื่อมั่นต่อทิศทางของตลาดหุ้นในระยะ 6 เดือนข้างหน้า มีจำนวน 49.5% เพิ่มขึ้นจากระดับ 43.4% ในสัปดาห์ที่แล้วและสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ระดับ 31.0% ส่วนนักลงทุนที่มีความเชื่อมั่นต่อทิศทางของตลาดหุ้นในระยะ 6 เดือนข้างหน้ามีจำนวน 28.0% ลดลงจากระดับ 32.7% ในสัปดาห์ที่แล้วและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ระดับ 37.5%

 

นอกจากนี้ นักลงทุนจำนวน 22.5% มีมุมมองที่เป็นกลางต่อทิศทางตลาดหุ้นลดลงจากระดับ 23.9% ในสัปดาห์ที่แล้ว และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ระดับ 31.5% หลังจากที่ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่าดัชนีความเชื่อมั่นเบื้องต้นของผู้บริโภคสหรัฐร่วงลงสู่ระดับ 55.4 ในเดือน ก.ย. 68 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 68 และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 58.0 จากระดับ 58.2 ในเดือน ส.ค. 68 

 

ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นได้รับผลกระทบจากความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ตลาดแรงงานสหรัฐและมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยผู้บริโภคคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 3.9% ในช่วง 5 ปีข้างหน้าสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ในเดือนส.ค. 68 ที่ระดับ 3.5% นอกจากนี้ ผู้บริโภคคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 4.8% ในช่วง 1 ปีข้างหน้าไม่เปลี่ยนแปลงจากตัวเลขคาดการณ์ในเดือน ส.ค. 68 

 

ขณะที่ในฝั่งของเอเชียเอง แรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจของจีนยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่ล่าสุดสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนรายงานว่า ราคาบ้านใหม่ปรับตัวลง 0.3% ในเดือน ส.ค. 68 เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากที่ปรับตัวลง 0.3% เช่นกันในเดือน ก.ค. 68 เนื่องจากอุปสงค์ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง และเมื่อเทียบเป็นรายปี ราคาบ้านใหม่เดือน ส.ค. 68 ของจีนลดลง 2.5% หลังจากที่ปรับตัวลง 2.8% ในเดือน ก.ค. 68 ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าตลาดที่อยู่อาศัยของจีนยังคงเป็นปัจจัยฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจและเป็นการตอกย้ำถึงแนวโน้มขาลงของตลาดที่ดำเนินมาตั้งแต่เดือน พ.ค. 66 สอดคล้องกับราคาบ้านมือสองของจีนลดลง 0.58% ในเดือน ส.ค. 68 จากเดือน ก.ค. 68 ที่ปรับตัวลง 0.55% สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ทำให้เมืองขนาดใหญ่ของจีนต้องออกมาตรการผ่อนคลายกฎระเบียบเพื่อฟื้นฟูตลาดที่อยู่อาศัยเมื่อไม่นานมานี้ ขณะที่ในภาคของการบริโภค ล่าสุดยอดค้าปลีกของจีนปรับตัวขึ้น 3.4% ในเดือน ส.ค. 68 เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.9% และชะลอตัวลงจากเดือน ก.ค. 68 ที่ปรับตัวขึ้น 3.7% และการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ส.ค. 68 ปรับตัวขึ้น 5.2% ชะลอตัวลงจากเดือน ก.ค. 68 ที่เพิ่มขึ้น 5.7% และเป็นการขยายตัวช้าที่สุดนับตั้งแต่เดือน ส.ค. 67 

 

ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ส.ค. 68) ขยับขึ้นเพียง 0.5% ซึ่งชะลอตัวลงอย่างมากจากช่วงเดือน ม.ค.-ก.ค. 68 ที่เพิ่มขึ้น 1.6% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 1.4% โดยการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ทรุดตัวลงถึง 12.9% ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงอย่างมากในเดือน ส.ค. 68 เนื่องจากอุปสงค์ยังคงอ่อนแอและจากการที่รัฐบาลจีนออกมาตรการควบคุมกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคการผลิตซึ่งทำให้ผลผลิตปรับตัวลดลง 

 

นอกจากนี้ อัตราว่างงานในพื้นที่เขตเมืองของจีนอยู่ที่ระดับ 5.3% ในเดือน ส.ค. 68 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 5.2% ในเดือน ก.ค. 68 

 

ทั้งนี้สถานการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในภาวะที่ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐยังคงรุนแรงต่อเนื่อง โดยล่าสุดกระทรวงพาณิชย์จีนประกาศว่าได้เปิดการไต่สวนเพื่อต่อต้านการทุ่มตลาด (Anti-Dumping) สินค้าชิปไอซีแอนะล็อกบางประเภทที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกาหลังได้รับการร้องเรียนจากสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ โดยจะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มสินค้าชิปไอซีสำหรับเชื่อมต่อ (Interface IC) และชิปไอซีขับประตูไฟฟ้า (Gate Driver IC) ที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตขนาด 40 นาโนเมตรขึ้นไป ขณะที่สหรัฐประกาศคว่ำบาตรสองบริษัทจีน ได้แก่ GMC Semiconductor Technology (Wuxi) Co และ Jicun Semiconductor Technology ที่ซื้ออุปกรณ์ผลิตชิปจากสหรัฐ เพื่อให้ SMIC ซึ่งเป็นบริษัทชิปชั้นนำของจีนนำไปใช้งาน โดยทั้งสองบริษัทถูกเพิ่มเข้าในรายชื่อ Entity List ของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ 

 

Entity List คือรายชื่อบริษัทหรือหน่วยงานต่างๆ ทั่วโลกที่กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐกำหนดให้มีข้อจำกัดทางการค้าโดยบริษัทหรือหน่วยงานที่อยู่ในรายชื่อนี้จะไม่สามารถซื้อขายสินค้าหรือเทคโนโลยีจากสหรัฐได้โดยตรง หรืออาจต้องขอใบอนุญาตพิเศษซึ่งมักจะถูกปฏิเสธหากเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของสหรัฐ นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานจาก อินเดีย อิหร่าน ตุรกี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถูกเพิ่มเข้าใน Entity List ด้วย

 

สถานการณ์ของเศรษฐกิจโลกเริ่มไม่ชัดเจน! สหรัฐเตรียมเรียกร้องให้ญี่ปุ่นและประเทศสมาชิกอื่นๆ ของกลุ่ม G7 เพิ่มการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนและอินเดียเพื่อตอบโต้ที่ทั้งสองประเทศยังคงซื้อน้ำมันจากรัสเซียอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการกดดันดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการเร่งยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครนโดยเร็ว ทั้งนี้เมื่อเดือนที่ผ่านมา ทรัมป์ประกาศเรียกเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมอีก 25% สำหรับสินค้านำเข้าจากอินเดีย เนื่องจากยังคงซื้อน้ำมันรัสเซียและเมื่อรวมกับภาษีที่เคยเก็บอยู่แล้ว 25% ส่งผลให้ภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดียสูงถึง 50% ซึ่งอินเดียออกมาวิจารณ์ว่ามาตรการดังกล่าวไม่ยุติธรรมและไม่สมเหตุสมผลเพราะทั้งสหรัฐ และ EU เองก็ยังคงมีการค้ากับรัสเซียเช่นกัน ในภาวะที่เศรษฐกิจของอินเดียยังคงประสบปัญหา โดยที่ล่าสุดกระทรวงสถิติของอินเดียเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ปรับตัวขึ้น 2.07% ในเดือน ส.ค. 68 เมื่อเทียบรายปี เพิ่มขึ้นจากระดับ 1.55% ในเดือน ก.ค. 68 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 8 ปี แต่ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.10% 

 

ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงไม่มีแนวโน้มที่จะได้ข้อยุติ หลังทางการรัสเซียแถลงว่า การเจรจาสันติภาพกับยูเครน อยู่ในภาวะชะงักงัน ขณะที่กองทัพรัสเซียยังคงรุกคืบในสนามรบ และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ให้คำมั่นว่าจะสู้ต่อไป หากข้อเรียกร้องเพื่อสันติภาพของเขาซึ่งรวมถึงการที่ยูเครนต้องยกดินแดนให้แก่รัสเซีย ไม่ได้รับการตอบสนอง ทำให้ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ระบุว่าเขาใกล้จะหมดความอดทนต่อประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียเกี่ยวกับการบรรลุข้อตกลงสันติภาพในยูเครน 

 

นอกจากนี้ปัญหาเศรษฐกิจของยุโรปกลับมาเป็นความท้าทายอีกครั้ง หลังฟิทช์ (Fitch) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาวของรัฐบาลฝรั่งเศสจาก AA- เป็น A+ พร้อมแนวโน้มมีเสถียรภาพ โดยที่ฟิทช์ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อันดับเครดิตลดลงได้แก่อัตราส่วนหนี้สาธารณะที่ระดับสูงและเพิ่มขึ้นการแบ่งขั้วทางการเมืองที่ขัดขวางการคุมเข้มงบประมาณผลการดำเนินงานทางการคลังที่อ่อนแอ และการขาดดุลที่ระดับสูงในปี 2568 

 

ฟิทช์ระบุว่า รัฐบาลฝรั่งเศสชุดก่อนมีเป้าหมายลดการขาดดุลรวมให้เหลือ 3% ของ GDP ภายในปี 2572 แต่เป้าหมายนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ โดยฟิทช์คาดการณ์ว่า หนี้สาธารณะของฝรั่งเศสจะเพิ่มขึ้นเป็น 121% ของ GDP ในปี 2570 จาก 113.2% ในปี 2567 โดยไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการควบคุมหนี้ในปีต่อๆ ไปนอกจากนี้ ฟิทช์ยังคงคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (real GDP) ของฝรั่งเศสที่ 0.6% ในปี 2568 

 

ขณะที่นายโยอาคิม นาเจล กรรมการธนาคารกลางยุโรป (ECB) กล่าวว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยต่อไปอาจสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพด้านราคาที่ได้มาด้วยความยากลำบากเนื่องจากเศรษฐกิจยูโรโซนกำลังจะได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐของเยอรมนี ทั้งนี้ ECB มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งล่าสุดตามการคาดการณ์ของตลาดโดยเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ECB มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในเดือน ก.ค. 68 หลังจากปรับลดอัตราดอกเบี้ยติดต่อกัน 8 ครั้งนับตั้งแต่ ECB เริ่มวงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย. 67

 

ECB คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจยูโรโซนมีการขยายตัว 1.2% ในปี 2568 จากเดิมคาดการณ์ที่ระดับ 0.9% ในเดือน มิ.ย. 68 โดยที่ข้อมูลของ ICAP ระบุว่า ขณะนี้นักลงทุนมองว่ามีโอกาสไม่ถึง 50% ที่ ECB จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งภายในเดือน มิ.ย. 69 ลดลงจาก 60% ก่อนการประกาศผลการประชุมของ ECB ขณะที่เจพีมอร์แกน (J.P. Morgan) คาดการณ์ล่าสุดว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในเดือน ธ.ค. 68 แทนที่จะเป็นเดือน ต.ค. 68 ตามที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ 

 

นักวิเคราะห์ของเจพีมอร์แกนระบุว่า แม้ ECB อาจสิ้นสุดวงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยแล้วแต่ความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกยังคงมีนัยสำคัญและแนวโน้มเงินเฟ้อที่คาดการณ์ไว้ต่ำกว่าเป้าหมายของ ECB มากขึ้นกว่าเดิม 

 

ในส่วนของตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น น่าจะได้รับปัจจัยหนุนจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และผู้แทนภาคการเงินจากสมาคมธนาคารไทย และผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อย 3 แห่ง ได้พยายามผลักดันกลไกการกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่สมดุลกับความเสี่ยงของผู้กู้ (Risk-Based Pricing) ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างแรงผลักดันให้เกิดการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของแต่ละภาคส่วนเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่ออย่างเหมาะสมและเป็นธรรมอย่างยั่งยืน 

 

อย่างไรก็ดีสถานการณ์เงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่องซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการกลุ่มอาหารอนาคตไทยในตลาดโลกรวมไปถึงกระทบต่อรายได้ของทั้งเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ประกอบการตลอดทั้งห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมส่งออกไทย เป็นจะปัจจัยที่จำกัดการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นๆ โดยตั้งแต่ต้นปี 2568 ค่าเงินบาทได้แข็งค่าขึ้นกว่า 7% ขณะที่ประเทศคู่แข่งสำคัญเช่น จีน, อินเดีย, เวียดนาม และสิงคโปร์ ต่างมีค่าเงินที่อ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐส่งผลให้เกิดความแตกต่างที่มากขึ้นทางด้านอัตราแลกเปลี่ยนและทำให้สินค้าไทยมีต้นทุนสูงกว่าคู่แข่งทั้งที่สินค้าของประเทศไทยมีคุณภาพและมาตรฐานสากลไม่ด้อยกว่า

 

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) เน้น “อ่อนตัวซื้อลงทุน” สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Onlyแนะนำ “เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไปที่ระดับ 75% ของพอร์ต” 

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/hippowealththailandและ e-mail ที่hippowealththailand@gmail.comแล้ว แฟนๆ ยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 97.00 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-16.00 น.เช่นเดิมครับ


ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน(Daily)


Source: TQ

 
 
 

Comments


bottom of page