stripad tsmbkk 14.75x2.5in .png

เมื่อโควิด-19 สร้างวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่...ไทยต้องพึ่งเงิน & การเยียวยาต่างชาติ?


นโยบายผ่อนคลายทางการเงินของอเมริกา-ยุโรป ไม่เป็นประเด็นที่น่ากังวลต่อเศรษฐกิจ-การเงินโลกมากนัก สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าคือภาคเศรษฐกิจจริงจะฟื้นตัวได้แค่ไหนหลังโควิดสร้างวิกฤตครั้งใหญ่ จากนี้ไปประเทศที่สามารถปรับโครงสร้างเศรษฐกิจได้ทันการณ์ เน้นพัฒนาเศรษฐกิจธุรกิจดิจิทัล AI และมีทรัพยากรธรรมชาติที่ฟื้นตัวได้เร็ว ส่วนประเทศที่เน้นนโยบายประชานิยมจะย่ำแย่ เปรียบเหมือนร่างกายที่ได้รับยาโด๊ปจนปรับตัวเองไม่เป็น สำหรับประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์น่าเป็นห่วง เพราะใช้เงินเยียวยาจนหมดกระเป๋า เดินหน้าต่อไปด้วยตัวเองไม่ได้ ต้องหวังพึ่งเงินและการเยียวยาจากต่างชาติ ซึ่งเป็นที่มาของนโยบายผ่อนปรนต่างๆ เช่นให้ต่างชาติมีสิทธิ์ซื้อที่ดินในไทยได้ จูงใจให้ต่างชาติมาเที่ยวไทยลดภาษีให้นักลงทุนต่างชาติ สะท้อนอาการไปไม่เป็นท่ามกลางภาระหนี้ของทั้งภาครัฐ เอกชน ครัวเรือน ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากลัว


Interview : ศ.ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์มหภาค


มองสัญญาณการประชุมของเฟดที่ผ่านมาล่าสุดเป็นอย่างไร

ก็คงมีแนวโน้มปรับนโยบายการเงิน แต่อาจจะใช้เวลาในช่วงปีหน้าค่อยๆ เริ่ม คงไม่มีอะไรที่ผิดปกติมาก โดยระยะยาวเศรษฐกิจฟื้นไม่ได้มาก คิดว่าระยะยาวเฟดคงต้องใช้นโยบายการเงินค่อนข้างผ่อนคลาย อาจจะมีการขึ้นดอกเบี้ยบ้างแต่ไม่แรงเหมือนสมัยทศวรรษ 1980


ผลกระทบที่จะมีต่อโลกและไทยมีมากไหม

ในส่วนนี้น่าจะนิ่งพอสมควร เพราะความกังวลจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐจะทำให้เงินเฟ้อขึ้นมาแรงๆ แล้วเฟดจะต้องขึ้นดอกเบี้ยมากๆ เพราะมีผลต่อค่าเงินสหรัฐ คิดว่าค่าเงินสหรัฐคงอยู่ในระดับลงน้อยกว่าขึ้น ถ้าขึ้นก็ขึ้นไม่แรง

อย่างยุโรปการถอนตัวของนโยบายการเงินผ่อนคลายมีข้อจำกัดเยอะกว่าสหรัฐ การฟื้นตัวไม่ทั่วถึง คือบางจุดบางประเทศอาจจะดีหน่อย แต่ประเทศในยุโรปอาจจะฟื้นตัวยาก นโยบายการเงินของ ECB คงผ่อนคลาย อังกฤษอาจจะคลายน้อยหน่อย แต่โดยทั่วไปออกไปทางผ่อนคลายหรือถอนตัวเล็กๆ น้อยๆ คิดว่าไม่อยู่ในระดับที่น่ากังวลในส่วนนั้น

ตัวที่น่ากลัวน่าจะเป็นภาคเศรษฐกิจจริงมากกว่า หลังจากที่โลกมีโควิดมาระยะนึง ประเทศที่อยู่ในฐานะทางการเงินไม่ดีจะฟื้นตัวได้อย่างไร เพราะข้อจำกัดจะมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ประเทศอื่นกระตุ้นการเงินการคลังในช่วงโควิด เขาจึงสามารถที่จะดูแลเศรษฐกิจได้ดีกว่า ซึ่งหลักใหญ่ต้องมองยาวๆ ว่าโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงจะเป็นผลดีหรือไม่ดี มากน้อยแค่ไหน ต่อประเทศต่างๆ ทั่วโลก ประเทศที่มีโครงสร้างหรือต้นทุนทรัพยากรก็จะมีราคามากขึ้น แต่การขุดทรัพยากรจะยากขึ้น ประเทศที่มีธุรกิจเชิงของดิจิทัลหรือโรบอตจะเป็นประเทศที่มีโครงสร้างที่ได้เปรียบ ส่วนประเทศที่ไม่ใช่ก็จะฟื้นตัวช้า ภาคเศรษฐกิจจริงจะเป็นภาคที่ต้องมอง


มองถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในเศรษฐกิจจริง ยิ่งน่าเป็นห่วง เพราะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวมาก อยู่ได้เหมือนยาโด๊ปนักฟุตบอล

โด๊ปจนร่างกายปรับตัวเองไม่เป็นก็จะลำบากในระยะยาว แต่ในสถานการณ์ตอนนี้ปัจจัยหลักอยู่ที่โควิดและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของโลกในช่วงหลังโควิด ตรงนี้เป็นปัจจัยสำคัญส่วนนโยบายการคลังคิดว่าเป็นนโยบายประคับประคองเศรษฐกิจ เพราะทั่วโลกโดยทั่วไปแล้วยังฟื้นตัวไม่ดีนัก การเปลี่ยนแปลงทิศทางเลยคงไม่มาก ก็คงปรับในดีกรีของมันมากกว่าที่จะเปลี่ยนทิศเปลี่ยนทาง

ถ้ามองในแง่ผลกระทบเศรษฐกิจจริงของเราคิดว่าเราโชคดีนิดนึง คือค่าเงินสหรัฐจะไม่วิ่งแรงมาก ถ้าวิ่งแรงมากๆ และค่าเงินเราก็ยังแพงตามสหรัฐ เศรษฐกิจเราก็จะยิ่งทรุดใหญ่ ปัจจัยภายนอกถือว่าไม่เอื้อสำหรับเราเพราะเศรษฐกิจโลกภายนอกอาจจะฟื้นตัวได้ดีกว่าเศรษฐกิจไทย ปัญหาขึ้นอยู่กับภายในที่เรายังมีปัญหาอยู่ค่อนข้างจะเยอะและมันจะกระทบยาว หากย้อนกลับไปสมัย 10 ปีก่อนที่ปลูกข้าวมากๆ เราก็มีปัญหามากที่ไทยผลิตข้าวอย่างเดียว และเรามีความรู้สึกว่าข้าวหรือชาวนาเป็นสันหลังของชาติ ก็เป็นคำขวัญของสมัยนั้น และเราก็พยายามปลูกข้าวโพดบ้าง อ้อยบ้าง แต่ในยุคนั้นเศรษฐกิจไทยยังพึ่งข้าวอย่างเดียว พอราคาน้ำมันแพงก็เอาไม่อยู่ หมายถึงว่าเราผลิตข้าวขายเท่าไหร่ก็ไม่พอไปซื้อน้ำมันที่มันแพงมาก

หลังจากนั้นเรามีการปฏิรูปทำให้เศรษฐกิจไทยมีการปรับโครงสร้างดีขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ แต่ในระยะหลังกลับมาทรุดใหม่ คือเรากระจุกในภาคท่องเที่ยว แล้วพอเรามีปัญหาว่าท่องเที่ยวเผชิญปัญหาโควิด แต่เรายังมีความรู้สึกว่าเราอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีท่องเที่ยว ไม่มีโรงแรม อันนี้เป็นปัญหาของการปรับตัวของประเทศที่ไม่กล้าปรับตัว คือจะไปทางอื่นก็ไปไม่ได้ ไม่มีทางไป จะไปก็ไปแต่คำพูด เพราะเราไม่มีบุคลากรที่จะทำงาน จะเอาคนต่างประเทศมาก็ต้องลดภาษีให้เขาเพื่อจ่ายภาษีให้น้อยเพื่อให้เขามา ขณะที่คนไทยจ่ายภาษีแพง หรือการผ่อนปรนให้คนมาท่องเที่ยวจนกระทั่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแพงกว่าเงินที่ได้จากภาษี การผ่อนปรนอสังหาริมทรัพย์ให้คนต่างชาติโดยหวังให้คนต่างชาติมาเที่ยวเยอะๆ ก็เป็นเพียงความฝัน และนักวิชาการภาครัฐก็พยายามเขียนแผนเศรษฐกิจว่าถ้าทำแบบนั้นแบบนี้ก็เป็นแนวคิดที่ยังไม่ชัดว่าจริงๆ จะเป็นอย่างไร

แต่โดยภาพใหญ่ในเชิงยุทธศาสตร์เรามีหนี้เยอะมากทั้งภาครัฐ เอกขน โดยเฉพาะภาคครัวเรือน ยกเว้นคนรวย

กำลังจะขยับเพดานหนี้จาก 60% เป็น 70%

ก็ไปไม่รอด ถ้าสังเกตกฎหมายเรื่องเพดานหนี้ก็เพิ่งตั้งมาไม่กี่ปีนี้ ตอนทำกฎหมายก็มีความมั่นใจเต็มร้อย ว่าเราสบายๆ อะไรที่เราเป็นหนี้ก็ให้หนี้ไปอยู่เอกชนแทน อันนี้เป็นวิธีการว่ารายจ่ายภาครัฐมันตันไม่สามารถผลักดันไป ก็ใช้วิธีเปลี่ยนนโยบายเปลี่ยนเงื่อนไขโดยให้ต่างชาติมาอยู่นานๆ ให้วีซ่ายาวๆ แต่เป็นต่างชาติที่รวย ต่างชาติที่จนก็ไม่มีสิทธิ์ พวกนี้เป็นแนวทางว่าพยายามขายสินทรัพย์ออกไป ผ่อนปรนจากที่เราเคยผ่อนปรนมาแล้ว ก็ผ่อนปรนให้มากขึ้น หวังว่าเขามาช่วยเยียวยาหลังจากที่เราเยียวยาตัวเองจนกระทั่งไม่มีเงินแล้ว

ถ้ามองภาพรวมแล้วเหมือนประเทศที่ไปไม่รอด มันไปได้ยากขึ้นเรื่อยๆ นโยบายที่ดำเนินการด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเองก็ไม่มีแล้ว ก็ต้องพึ่งต่างประเทศมากขึ้น ให้เงื่อนไขผ่อนปรน อันนี้ถ้าเราย้อนกลับไปจะเห็นว่ายุคนึงเราเจอปัญหาการผลิตข้าวอย่างเดียว ตอนนี้เราเจอปัญหาว่าเราผลิตท่องเที่ยวอย่างเดียว และเมื่อเข้าสู่ยุคใหม่จะทำอย่างไรกับมัน อันนี้ก็เห็นใจว่าทางสภาพัฒน์กับแบงก์ชาติ ต้องมานั่งคิดในฐานะคนมีความรู้ทางเศรษฐกิจ จะคิดอย่างไรให้ทะลุ เพราะการคิดโจทย์ของไทยไม่ได้คิดจากโจทย์ที่ลอกเลียนแบบนโยบายต่างประเทศ ส่วนใหญ่ใช้อะไรในการแก้ปัญหาและพยายามไปในทางนั้น แต่โจทย์ของไทยไม่เหมือนกับสหรัฐ ยุโรป จีน หรือแม้แต่ลาว กัมพูชา เวียดนาม ผมคิดว่าโจทย์ก็ไม่เหมือนพวกนี้ วิธีคิดของเราเป็นเรื่องใหญ่แล้วส่วนนโยบายการเงินของสหรัฐ จะเป็นเรื่องเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เอื้ออำนวยให้รัฐบาลสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจหรือดูแลเศรษฐกิจให้ง่ายขึ้น ก็เป็นภาพที่ให้เห็นภาพใหญ่ ไม่อย่างนั้นทุกคนจะคิดว่าจะลงทุนดีไหม


64 views0 comments