top of page
520245.jpg
image.png

กลุ่มดุสิตธานีเดินหน้าแผนเปิดโครงการใหม่ทั่วโลกในปี 2569หลังปี 2568 สร้างสถิติเซ็นสัญญาโรงแรมใหม่ 24 แห่ง สูงสุดเป็นประวัติการณ์



กลุ่มดุสิตธานีเดินหน้าแผนเปิดโครงการใหม่ทั่วโลกในปี 2569

หลังปี 2568 สร้างสถิติเซ็นสัญญาโรงแรมใหม่ 24 แห่ง สูงสุดเป็นประวัติการณ์

ตอกย้ำความมั่นใจผู้ลงทุนกับโอกาสเติบโตในอนาคต

 

กรุงเทพฯ 14 มกราคม 2569กลุ่มดุสิตธานี พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนแผนเติบโตต่อเนื่องในปี 2569 ปักหมุดเปิดให้บริการโรงแรมใหม่จำนวนกว่า 1,400 ห้อง ในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งเอเชีย ตะวันออกกลางและตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพ หลังจากสร้างสถิติพัฒนาโครงการโรงแรมในปี 2568 ด้วยการลงนามในสัญญาบริหารโรงแรมใหม่รวม 24 แห่ง ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ  สะท้อนศักยภาพของแบรนด์ดุสิตธานีในเวทีสากล และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อกลยุทธ์การเติบโตในระยะยาว


นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2569 เป็นปีที่กลุ่มดุสิตธานีพร้อมที่จะเดินหน้าขับเคลื่อนแผนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการเปิดให้บริการโรงแรมใหม่ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นพื้นที่ด้านยุทธศาสตร์ในการทำตลาดของบริษัทฯ ทั้งในเอเชีย ตะวันออกกลาง และตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพ แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก ความผันผวนทางการเมือง กระบวนการด้านกฎระเบียบ ความพร้อมด้านการก่อสร้าง ตลอดจนปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ในแต่ละประเทศ


ทั้งนี้ กลยุทธ์ดังกล่าวเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากผลการดำเนินงานด้านการพัฒนาโครงการโรงแรมในปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทฯ ได้ลงนามสัญญารับจ้างบริหารโรงแรมใหม่รวม 24 แห่ง ครอบคลุมภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถือเป็นจำนวนสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ สะท้อนศักยภาพมาตรฐานแบรนด์ไทยของกลุ่มดุสิตธานีในเวทีสากล ขณะที่ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่อุตสาหกรรมโรงแรมทั่วโลกอยู่ระหว่างการทบทวนแผนการขยายธุรกิจ จากแรงกดดันด้านต้นทุนการพัฒนาโครงการที่เพิ่มสูงขึ้น และความคาดหวังของนักลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป แต่กลุ่มดุสิตธานียังคงยึดแนวทางการเติบโตอย่างมีเป้าหมาย ผ่านกลยุทธ์ที่เน้นความชัดเจนของแบรนด์ สะท้อนถึงการดำเนินงานอย่างมีวินัย และความสามารถในการนำโครงการออกสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับเจ้าของโครงการ


และแม้ว่าจำนวนการเซ็นสัญญาจะทำสถิติสูงสุดใหม่ แต่กลุ่มดุสิตธานียังคงใช้หลักความระมัดระวัง และให้ความสำคัญกับคุณภาพของโครงการมากกว่าการมุ่งขยายจำนวนโรงแรมเพียงอย่างเดียว โดยบริษัทฯ ปรับกลยุทธ์ หันไปมุ่งเน้นโครงการปรับปรุงอาคารเดิม (Conversion) และโครงการบราวน์ฟิลด์ (Brownfield) ซึ่งมีระยะเวลาการพัฒนาสั้น สามารถสร้างผลตอบแทนได้เร็วกว่าโครงการกรีนฟิลด์ (Greenfield) แบบดั้งเดิม ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการขยายธุรกิจ และการควบคุมคุณภาพการดำเนินงานในแต่ละตลาด


แนวทางดังกล่าวสะท้อนผ่านหลายโครงการที่มีทั้งการลงนามสัญญาและเปิดให้บริการภายในปี 2568 อาทิ ดุสิต โฮเทล เอจี พาร์ค (Dusit Hotel AG Park) เมืองเฉิงตู ประเทศจีน, ดุสิตดีทู เฟย์ดู มัลดีฟส์ (dusitD2 Feydhoo Maldives) และ ทานตะวันเต็นท์แคมป์  (Tantawan Tented Camp) จังหวัดเชียงราย ประเทศไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของดุสิตธานีในการดำเนินโครงการได้อย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการรักษามาตรฐานแบรนด์ และการสร้างประสบการณ์การเข้าพักที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่


ขณะเดียวกัน การพัฒนาโครงสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่องยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตในระดับนานาชาติ โดยมีการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ๆ ในกลุ่มลูกค้าระดับบนที่มีการเติบโตต่อเนื่อง ได้แก่ แบรนด์ เดวาราณา-ดุสิต รีทรีตส์ (Devarana – Dusit Retreats) แบรนด์ ดุสิต คอลเลคชั่น (Dusit Collection) และแบรนด์ ดุสิต โฮเทลส์ (Dusit Hotels) ที่ช่วยขยายการเข้าถึงตลาดตั้งแต่กลุ่มลักชัวรีด้านสุขภาพ โรงแรมลักชัวรีที่มีเอกลักษณ์ ไปจนถึงกลุ่มลูกค้าระดับบน ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวและพันธมิตรด้านการลงทุนได้อย่างเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น


ดังนั้น ปี 2568 ที่ผ่านมา จึงนับได้ว่า เป็นปีแห่งการขยายฐานในตลาดสำคัญหลายแห่งของกลุ่มดุสิตธานี ไม่ว่าจะเป็นการลงนามในสัญญารับจ้างบริหาร คาลิวาตู วิลล่าแอนด์เรสซิเดนซ์ – ดุสิต คอลเลคชั่น (Kaliwatu Villas & Residences – Dusit Collection) ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งแรกของกลุ่มในประเทศอินโดนีเซีย, การต่อยอดความสำเร็จในประเทศญี่ปุ่นด้วยการลงนามสัญญารับจ้างบริหาร วี โฮเทล – ดุสิต คอลเลคชั่น (WE Hotel – Dusit Collection) โรงแรมภายใต้แบรนด์ ดุสิต คอลเลคชั่น แห่งแรกในญี่ปุ่น ในขณะที่อินเดียกลายเป็นหนึ่งในตลาดการเติบโตหลักของดุสิตธานี โดยมีการลงนามสัญญารับบริหารโรงแรมใหม่รวม 6 แห่ง ครอบคลุมทั้งแบรนด์ ดุสิต คอลเลคชั่น และ ดุสิต ปริ้สเซส ในหลากหลายพื้นที่ เช่นเดียวกับมัลดีฟส์ ที่บริษัทฯ สามารถขยายแบรนด์ เดวาราณา-ดุสิต รีทรีตส์ ซึ่งเป็นแบรนด์เวลเนสรีสอร์ทแบบครบวงจรระดับเรือธง ที่เน้นเรื่องการดูแลด้านสุขภาพ ด้วยการลงนามสัญญารับจ้างบริหาร เดวาราณา มัลดีฟส์ - ดุสิต รีทรีตส์ (Devarana Maldives – a Dusit Retreat)


รวมถึงในตะวันออกกลาง ที่ดุสิตธานีขยายการดำเนินงานสู่ประเทศซาอุดีอาระเบียเป็นครั้งแรก ด้วยการลงนามสัญญารับจ้างบริหาร ดุสิตโฮเทล อัลอาฮซา (Dusit Hotel Al Ahsa) ภายในโอเอซิสอัลอาห์ซา แหล่งมรดกโลกของยูเนสโก พร้อมๆ กับการขยายธุรกิจในฟิลิปปินส์ที่ยังคงดำเนินต่อเนื่อง ผ่านโครงการ อาศัย คามายา โคสต์ (ASAI Camaya Coast) และ ดุสิต กรีนฮิลส์ มะนิลา (Dusit Hotel Greenhills Manila) ขณะที่ในประเทศไทย บริษัทฯ ได้ลงนามในสัญญารับจ้างบริหาร ดุสิต สวีท ศรีราชา (Dusit Suites Sriracha) และเปิดให้บริการ ทานตะวันเต็นท์แคมป์ (Tantawan Tented Camp) จังหวัดเชียงราย ซึ่งสะท้อนกรอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของกลุ่ม ภายใต้แนวคิด ทรี ออฟ ไลฟ์ท (Tree of Life) ส่งท้ายปี 2568  ด้วยการลงนามสัญญารับจ้างบริหาร เดอะ สแตรนด์ โฮเทล – ดุสิต คอลเลคชั่น (The Strand Hotel – Dusit Collection) และ อาศัย ย่างกุ้ง (ASAI Yangon) ตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของตลาดเมียนมา


“ขณะนี้เรามีโรงแรมที่ลงนามในสัญญาและอยู่ระหว่างดำเนินการของกลุ่มดุสิตธานีอีกมากกว่า 50 แห่งทั่วโลก ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า ด้วยกลยุทธ์สร้างการเติบโตของบริษัทฯ ที่มุ่งเน้นการคัดเลือกสินทรัพย์และทำเลที่เหมาะสม ควบคู่กับการใช้แบรนด์และความเชี่ยวชาญด้านการบริหาร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาวให้กับพันธมิตรทางธุรกิจ และสร้างผลประกอบการที่ยั่งยืน   ซึ่งจากแรงส่งในปี 2568 ทำให้คาดว่าปี 2569 จะเป็นอีกหนึ่งปีสำคัญของการเปิดโรงแรมใหม่ในหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น เมียนมา ซาอุดีอาระเบีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ ความสำเร็จของโครงการ “ดุสิตเซ็นทรัลพาร์ค” ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสานขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพมหานคร ที่ประกอบด้วย โรงแรมระดับ 5 ดาว ที่พักอาศัยระดับอัลตร้าลักชัวรี่ พื้นที่สำนักงานระดับพรีเมี่ยม และศูนย์การค้าสุดหรู ก็เป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่สะท้อนศักยภาพในการพัฒนาและบริหารโครงการขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนของกลุ่มดุสิตธานี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานีกล่าว


ปัจจุบัน กลุ่มดุสิตธานี มีโครงการในความดูแลทั่วโลกจำนวน 296 แห่ง ใน 18 ประเทศ แบ่งเป็นโรงแรมและรีสอร์ท 58 แห่ง และวิลล่าหรูเพื่อการเช่า 238 แห่ง ครอบคลุม 9 แบรนด์ ตั้งแต่ระดับไลฟ์สไตล์ไปจนถึงลักชัวรีเฉพาะตัว

 
 
 

Comments


bottom of page