"ผยง ศรีวณิช" CEO of the Year 2025 สุดยอดผู้นำธุรกิจแห่งปี 2 ปีซ้อน
- Dec 26, 2025
- 3 min read

"ผยง ศรีวณิช" ผงาดคว้ารางวัล CEO of the Year 2025 จาก "เครือดอกเบี้ย" 2 ปีซ้อน หลังโชว์ผลงานนำพาธนาคารกรุงไทย เติบโตแข็งแกร่งพร้อมกับการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านดิจิทัลแบงกิ้ง ที่สร้างประโยชน์ทั้งต่อลูกค้าและสังคม อีกทั้งมีผลงานในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย ที่โดดเด่นนำพาภาครัฐปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
คณะกรรมการตัดสินรางวัล “DOKBIA AWARDS” ในเครือ “ดอกเบี้ย” ได้พิจารณาอย่างครบถ้วนรอบด้านและมีมติเป็นเอกฉันท์มอบรางวัลเกียรติยศแห่งความภาคภูมิใจ CEO of the Year 2025 หรือ สุดยอดผู้นำธุรกิจแห่งปี 2568 ให้แก่ นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) และประธานสมาคมธนาคารไทย (The Thai Bankers' Association : TBA) ซึ่งการได้รับรางวัลประจำปีในครั้งนี้ส่งผลทำให้ นายผยง ศรีวณิช ได้รับรางวัล CEO of the Year 2 ปีติดต่อกัน
สำหรับผลงานตลอดปี 2568 ที่ผลักดันให้ได้รับรางวัล เกิดจาก กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ได้แสดงบทบาทการเป็นผู้นำที่โดดเด่นและสร้างสรรค์ผลงานที่น่าประทับใจ ทั้งในระดับองค์กรและระดับอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการผลักดันธนาคารกรุงไทยให้เป็นธนาคารที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล ทำให้กรุงไทยมีภาพลักษณ์ของการเป็น “ธนาคารแห่งนวัตกรรม” หรือ “ธนาคารแห่งอนาคต” ขณะเดียวกันในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย นายผยง ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวเดินไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนที่แท้จริง ซึ่งจากผลงานอันเป็นที่ประจักษ์เหล่านี้ คณะกรรมการจึงเห็นสมควรยกย่องให้ นายผยง ศรีวณิช ได้รับรางวัลเกียรติยศ CEO of the Year 2025 หรือ “สุดยอดผู้นำธุรกิจแห่งปี 2568”
ทั้งนี้ ท่ามกลางปี 2568 ที่เต็มไปด้วยความท้าทายทางเศรษฐกิจ ทั้งแรงกดดันจากภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังคงกดทับอย่างหนักหน่วง และความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศสู่ความยั่งยืน นายผยง ศรีวณิช ในฐานะผู้นำองค์กรธนาคารกรุงไทย และผู้นำหนึ่งในสามเสาหลักระบบเศรษฐกิจไทย (กกร.) ไม่ได้เพียงประคององค์กรและระบบสถาบันการเงินให้อยู่รอด แต่กลับเป็นผู้วางรากฐานและขับเคลื่อนกลไกสำคัญอย่างโดดเด่นใน "สองบทบาท" ไปพร้อมกัน
บทบาทที่หนึ่ง หรือ “หมวกใบแรก” การเป็นแม่ทัพกรุงไทย ผู้นำ “ธนาคารพาณิชย์ของรัฐ” ซึ่งมีภารกิจที่ต้อง ทำเพื่อสังคมและประชาชนมากกว่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไป โดยในปี 2568 นายผยง ได้ปรับยุทธศาสตร์สำคัญจาก “ดาว 7 ดวง” ให้เหลือเป็น “ดาว 5 ดวง” เพื่อลดความซับซ้อนลง ให้พนักงานและพันธมิตรสามารถเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้ง่ายขึ้น ประกอบด้วย
สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และผลกำไรจากระบบนิเวศธุรกิจในปัจจุบันของธนาคารอย่างเต็มศักยภาพ
สร้างแพลตฟอร์มที่ส่งเสริมการเติบโตในอนาคต
ยกระดับการให้บริการลูกค้าทั้งระบบแบบ End to End
พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีและข้อมูลให้พร้อมสำหรับการก้าวสู่อนาคต
และ 5. ขับเคลื่อนวัฒนธรรมและการทำงานรูปแบบใหม่ เพื่อให้พร้อมต่อทุกความท้าทายและทุกการเปลี่ยนแปลง
โดยภายใน Galaxy of Krungthai ที่กำลังจะก้าวผ่านเฟส 2 (Digital Transformation) การสร้างแพลตฟอร์มเชื่อมโยง ธุรกิจ-รัฐ-ประชาชน หรือ X2G2X อันเป็นการเชื่อมโยงบริการทางการเงิน (Supply Chain Financing) ระหว่างภาคธุรกิจ-ภาครัฐ-ประชาชน อย่างครบวงจร ด้วยแพลตฟอร์ม “Krungthai NEXT” และ “เป๋าตัง” ภายใต้แนวคิด Open Finance เพื่อเชื่อมต่อบริการทางการเงินให้เข้ากับชีวิตประจำวันของคนไทยได้อย่างแท้จริงบน 5 ระบบนิเวศหลัก ประกอบด้วย ระบบชำระเงิน, ระบบภาครัฐ, ระบบขนส่งมวลชน, ระบบการศึกษา, ระบบสุขภาพและการรักษาพยาบาล นับเป็นการเชื่อมโยงทุกจุดเข้าด้วยกัน หรือ Connect the Dots เช่น โครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ที่มีการจัดสรรงบประมาณจากภาครัฐ ส่งต่อไปถึงผู้ประกอบการ โรงแรม ร้านค้า และนักท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนกลับสู่ระบบเศรษฐกิจ ตลอดจนโครงการล่าสุดอย่าง "คนละครึ่ง พลัส" เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลของกรุงไทยเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐสู่ประชาชน
ในขณะที่เฟส 2 ยังดำเนินการและประสบผลสำเร็จไปแล้วอย่างโดดเด่นงดงาม นายผยง ศรีวณิช กำลังนำพาธนาคารกรุงไทยก้าวเข้าสู่เฟสที่ 3 Future Business ด้วยการบุกเบิกอนาคต (New Growth Platforms) ซึ่งนับเป็นผลงานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการมองไปข้างหน้า โดยก้าวสำคัญที่สุดในปี 2568 คือ กรุงไทยได้ประกาศความร่วมมือกับบริษัทโทรคมนาคมและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ คือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) หรือกลุ่ม AIS และ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก หรือ OR เพื่อยื่นขออนุญาตจัดตั้ง Virtual Bank จากธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ โดยมีเป้าหมายในการให้บริการทางการเงินแก่กลุ่มประชาชนที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงินในระบบ (Underserved) และการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ลูกค้าเฉพาะกลุ่ม ซึ่งในที่สุดได้รับใบอนุญาตและมีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทชื่อ “ธนาคารคลิกซ์” (Clicx) ที่ดำเนินงานภายใต้ บริษัท ไทย ทรินิตี้ โฮลดิ้ง ถือหุ้นโดย 3 พันธมิตร คือ ธนาคารกรุงไทย 41% , AIS 39% และ OR 20% เตรียมเปิดทำการช่วงกลางปี 2569
การดำเนินการนี้แสดงให้เห็นว่า กรุงไทยภายใต้การนำของนายผยงเตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายของโลกการเงินยุคใหม่ และพร้อมที่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางของธนาคารในอนาคต โดยมุ่งเน้นการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อสร้างประสบการณ์ทางการเงินที่เฉพาะบุคคล (Personalized Banking) โดยมีเป้าหมายให้ ธนาคารคลิกซ์ ไม่เป็นเพียงธนาคารดิจิทัล หากจะมีบทบาทสู่ “Beyond Banking” ต่อไปในอนาคต
นอกจากการให้ความสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว ทางด้านผลการดำเนินงานภายใต้การบริหารของ นายผยง ศรีวณิช มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและโดดเด่นเช่นกัน โดยผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 3/2568 เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2567 ธนาคารมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 14,620 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 25.1% จากรายได้จากการดำเนินงานขยายตัว 3.4% รายได้ค่าธรรมเนียมขยายตัว 3.7% โดยธนาคารสามารถบริหารจัดการลดค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ มี Cost to Income Ratio ที่ 37.7% ลดลงจาก 41.8% รวมทั้งธนาคารยังคงรักษาคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี โดยมี NPL Ratio อยู่ที่ 2.88% ลดลงจาก 2.99% จากสิ้นปี 2567 และยังคงรักษา Coverage Ratio ในระดับสูงต่อเนื่องที่ 206.6% เพิ่มขึ้นจาก 188.6% จากสิ้นปี 2567 โดยมีอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อ (Credit Cost) ที่ 1.09% ลดลงจาก 1.29%
ส่วนผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนของปี 2568 เทียบกับช่วง 9 เดือนของปี 2567 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 37,456 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.5% รายได้จากการดำเนินงานขยายตัวเล็กน้อย 0.4% ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานลดลง 4% จากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารทรัพย์สินรอการขายที่กลับสู่ระดับปกติ แม้ว่าธนาคารยังคงลงทุนในเทคโนโลยีและดิจิทัล เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่ม รองรับการเติบโตในอนาคต โดย Cost to Income Ratio ลดลงเป็น 40.1% จาก 41.9%
ทั้งนี้ ธนาคารยังคงตั้งสำรองอย่างรอบคอบและระมัดระวังและยังคงรักษา Coverage Ratio ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจสะท้อนคุณภาพสินทรัพย์
ขณะที่ในบทบาทแรก การดำเนินการเชิง “รุก” เพื่อสร้างอนาคตให้กับองค์กรประสบความสำเร็จไปแล้วอย่างงดงาม ในบทบาทที่สอง หรือการสวมหมวกใบที่สอง ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย นายผยงก็ได้ทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างโดดเด่นอีกเช่นกัน ด้วยการ "รับ" และ "แก้" ปัญหาใหญ่ระดับชาติ โดยเฉพาะ "หนี้ภาคครัวเรือน"
ทั้งนี้ ตลอดปี 2568 นายผยง เป็นหัวหอกสำคัญของภาคธนาคาร ในการทำงานร่วมกับภาครัฐ กระทรวงการคลังและแบงก์ชาติ โดยเป็นคนนำเสนอแนวคิดแพลตฟอร์มการแก้ไขปัญหาอย่างครบทุกมิติ "Reinvent Thailand" ซึ่งเป็นการร่วมมือกันทั้งภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ภายใต้ 5 แนวทางหลัก เช่น แก้ปัญหาหนี้, ผนวกเศรษฐกิจนอกระบบ, ยกระดับทักษะ และดึงดูดลงทุน โดยเน้นการลงมือทำจริง, สร้างความร่วมมือ, ใช้ข้อมูล, และมีเป้าหมายที่ชัดเจน เพื่อแก้ไขความท้าทายเชิงโครงสร้าง และสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย
โดยเป้าหมายหลักของ Reinvent Thailand คือ การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เปลี่ยนวาทกรรมให้เป็นการลงมือทำจริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่น (Trust and Confidence) เน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยข้อมูล (Data-driven) และมีผลลัพธ์ที่วัดผลได้ (Result-Oriented) เพื่อเป็น “เข็มทิศ” ให้กับทุกรัฐบาลปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปถูกทิศถูกทาง
พร้อมกันนี้ นายผยง ได้เสนอ 5 แนวทางในการพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย คือ
1. ผนวกเศรษฐกิจนอกระบบเข้าในระบบ ด้วยการลดอุปสรรค ให้แรงจูงใจ และเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ
2. แก้ไขปัญหาหนี้ ด้วยการสร้าง National Credit Score แยกกลุ่มลูกหนี้ และใช้เครื่องมือ AMC
3. ยกระดับรายได้ครัวเรือน โดยจ่ายค่าตอบแทนตามทักษะ และปรับปรุงสวัสดิการ
4. ผลักดันการลงทุน ดึงดูด FDI สนับสนุนเทคโนโลยี ยกระดับ Local Content
5. สร้างการเติบโตใน 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ประกอบด้วย ท่องเที่ยว เกษตรและอาหาร ยานยนต์ Medical & Wellness และ Smart Electronic
ขณะที่ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา นายผยง ในนามประธานสมาคมธนาคารไทยได้นำทีมผู้บริหารธนาคารสมาชิกเข้าหารือกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ ณ ที่ทำการสมาคม เพื่อวางแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการผลักดันแผน "Quick Big Win" ที่มุ่งเน้นการแก้หนี้ทั้งระบบ (หนี้ครัวเรือนและ SME) และการอัดฉีดสภาพคล่องให้ตรงจุด ผลักดัน SMEs สู่ดิจิทัล โดยผลักดันการใช้เครื่องมืออย่าง PromptBiz เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าสู่ระบบการค้าดิจิทัล ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการแข่งขันยุคใหม่ ขณะเดียวกันยังได้นำเสนอแพลตฟอร์ม “Reinvent Thailand” ซึ่งรัฐบาลเห็นด้วยและรับเข้าสู่แผนของรัฐบาลเพื่อเป็นเครื่องมือและแนวทางในการแก้ไขปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
บทบาทนี้ของนายผยงแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่สามารถประสานประโยชน์ มองเห็นภาพใหญ่ของระบบเศรษฐกิจ และกล้าที่จะเป็นผู้นำในการเจรจากับทางการเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนให้กับประเทศ ไม่ใช่แค่สถาบันการเงินใดสถาบันการเงินหนึ่ง
นอกจากนี้ ท่ามกลางกระแสสแกมเมอร์อาละวาดอย่างหนักหน่วง ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย นายผยง ได้ดำเนินการให้ธนาคารสมาชิกยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) เป็นแกนนำในการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรับมือกับภัยทางการเงินรูปแบบใหม่ๆ และการหลอกลวงทางออนไลน์ ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค
ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยประสานงานกับสถาบันการเงินสมาชิกในการออกมาตรการช่วยเหลือและปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้กลุ่มเปราะบางได้อย่างทันท่วงทีและครอบคลุม ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงบทบาทของธนาคารในการรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) แม้กระทั่งการออกมาตรการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยธรรมชาติและผู้ได้รับผลกระทบจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
ส่วนทางด้านการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม (ESG) นายผยง ได้ให้ความสำคัญและมีการดำเนินการอย่างเข้มข้น โดยนอกจากในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทยมี ESG เป็นส่วนสำคัญใน Reinvent Thailand แล้ว ในฝั่งธนาคารกรุงไทยก็ได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้าน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากข้อมูลที่พบในช่วงปี 2568 มีผลงานและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องที่โดดเด่น เช่น การเปิดตัวบัญชีเงินฝาก “GREEN DEPOSIT” เป็นบัญชีเงินฝากที่ทุกบาทที่ฝากเข้าไปจะถูกนำไปสนับสนุนธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือธุรกิจรักษ์โลกโดยเฉพาะ เพื่อสร้างพลังในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) โครงการสินเชื่อเพื่อการประหยัดพลังงาน มีการจัดแคมเปญ เช่น Home for Cash รักษ์โลก ที่สนับสนุนให้มีการติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดพลังงานในครัวเรือน (เช่น การติดตั้ง Solar Rooftop) เพื่อลดการใช้พลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
.....ด้วยผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ดังที่นำเสนอมาข้างต้น ทั้งในบทบาทการเป็นผู้นำสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง และผู้นำหนึ่งในสามเสาหลักของระบบเศรษฐกิจประเทศไทย “นายผยง ศรีวณิช” จึงเหมาะสมที่สุดแล้วกับการได้รับรางวัลเกียรติยศแห่งความภาคภูมิใจ CEO of the Year 2025 หรือ สุดยอดผู้นำธุรกิจแห่งปี 2568......





Comments