top of page
542527.jpg

Apple กับบทพิสูจน์ว่า "ไม่มีศัตรูถาวร" ในโลกธุรกิจ

  • 15 hours ago
  • 1 min read


แม้ว่าการ “จับมือข้ามขั้ว” อาจดูเหนือความคาดหมาย แต่ในโลกธุรกิจ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้เสมอ

และ Apple คือหนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เคยร่วมมือกับคู่แข่งหลายครั้ง

นี่คือ 3 ดีลสำคัญที่ Apple จับมือกับคู่แข่งในโลกเทคโนโลยี


1) Apple & Microsoft : การจับมือเพื่อความอยู่รอด

ในปี 1997 ความนิยมของคอมพิวเตอร์ Macintosh สินค้าหลักของ Apple ดิ่งลงอย่างน่าใจหาย เหลือส่วนแบ่งการตลาดเพียง 3.1% บริษัทอยู่ในขั้นวิกฤต จากการขาดทุนสะสมเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์ และมีเงินสดเหลือใช้ได้เพียง 90 วันเท่านั้น

ทีมผู้บริหารจึงเชิญ Steve Jobs ผู้ก่อตั้งที่เคยถูกไล่ออก กลับมากอบกู้สถานการณ์ และสิ่งแรกที่เขาทำ สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั้งวงการ คือการประกาศร่วมมือกับคู่ปรับสำคัญอย่าง Microsoft โดยรายละเอียดสำคัญของดีลนี้ คือ

1. Microsoft จะพัฒนา Internet Explorer และ Microsoft Office ให้ใช้งานบน Macintosh

2. Microsoft ลงทุนซื้อหุ้น Apple มูลค่า 150 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นหุ้นไม่มีสิทธิออกเสียง

เงินลงทุนดังกล่าวช่วยต่อลมหายใจและต่อยอดให้ Apple ผงาดในวงการเทคโลยีอย่างทุกวันนี้


คำถามสำคัญคือ เหตุใด Microsoft เจ้าของระบบปฏิบัติการ “Windows” ที่ครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 90% ในยุคนั้น ต้องช่วยคู่แข่งที่กำลังจะล้มอย่าง Apple


คำตอบคือ Microsoft เองกำลังเผชิญแรงกดดัน 2 ด้าน

1. Microsoft กำลังถูก Apple ฟ้องเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์

2. Microsoft กำลังถูกเพ่งเล็งเรื่องการผูกขาดตลาด

การยื่นมือเข้าช่วยครั้งนี้ นำไปสู่การถอนฟ้องของ Apple และช่วยลดแรงกดดันด้านภาพลักษณ์ผูกขาดของ Microsoft

ดีลครั้งนี้จึงกลายเป็น Win-Win ของทั้ง 2 ฝ่าย ดังที่ Steve Jobs เคยกล่าวไว้ว่า“เราต้องเลิกคิดว่า Apple จะชนะได้ก็ต่อเมื่อ Microsoft แพ้”


2) Apple & Samsung : คู่แข่งที่พึ่งพากัน

หากถามว่าคู่แข่งสำคัญที่สุดของ Apple คือใคร หลายคนคงนึกถึง Samsung ที่ทำศึก “iPhone vs Galaxy” แย่งชิงตำแหน่งผู้นำตลาดสมาร์ทโฟนมายาวนานเกือบ 2 ทศวรรษ


ความขัดแย้งไม่ได้มีแค่เรื่องยอดขาย แต่ยังรวมถึงคดีสิทธิบัตรที่ยืดเยื้อกว่า 6 ปี ซึ่งศาลสหรัฐฯ ตัดสินให้ Samsung จ่ายค่าชดเชย 539 ล้านดอลลาร์แก่ Apple


แม้ว่าจะมีประวัติความขัดแย้งรุนแรง แต่ในปี 2025 Apple ประกาศจ้างโรงงาน Samsung ในรัฐเท็กซัส ให้ผลิตชิปสำหรับผลิตภัณฑ์ของ Apple และคาดว่าชิปรุ่นใหม่จะถูกใช้กับ iPhone 18 โดยเน้นประสิทธิภาพด้าน Image Sensor ซึ่งเป็นจุดแข็งของสมาร์ทโฟน Galaxy


นักวิเคราะห์มองว่า ความร่วมมือครั้งนี้ จะช่วย Apple กระจายความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน และลดผลกระทบจากภาษีนำเข้า ในขณะเดียวกัน Samsung จะมีรายได้จากการผลิตชิปเพิ่มขึ้น และเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ที่แข่งขันสูง


แน่นอนว่าการแข่งขันระหว่าง Apple และ Samsung จะดำเนินต่อไป แต่ดีลนี้สะท้อนว่า “คู่แข่งในตลาด” อาจเป็น “พันธมิตรด้านซัพพลายเชน” ได้เช่นกัน


3) Apple & Google : พันธมิตรยุค AI

ความสัมพันธ์ของ Apple และ Google มาในรูปแบบของ “คู่ค้า” และ “คู่แข่ง”

ในด้าน “คู่ค้า” Google เป็น search engine เริ่มต้นบน iPhone โดยมีรายงานว่า Google จ่ายค่าตอบแทนถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี


ในด้าน “คู่แข่ง” ทั้งสองต่างเป็นผู้นำด้านระบบปฏิบัติการสมาร์ทโฟน โดยระบบ Android ของ Google ครองส่วนแบ่งตลาดถึง 79% ในขณะที่ระบบ iOS ของ Apple ครองส่วนแบ่งตลาด 17%


มีรายงานว่า ในเดือน ม.ค. 2026 ทั้ง 2 บริษัทประกาศร่วมมือพัฒนาระบบของ Apple โดยใช้เทคโนโลยี Google Gemini (AI) และ Google Cloud เป็นหลัก รวมถึงการพัฒนา Siri ซอฟต์แวร์ผู้ช่วยอัจฉริยะของ Apple ที่ถูกวิจารณ์ว่าล้าสมัยและยังมีปัญหาการใช้งาน แม้ว่าจะเปิดตัวตั้งแต่ปี 2011


นักวิเคราะห์มองว่า ดีลนี้จะช่วย Apple ย่นระยะเวลาในการพัฒนาด้าน AI สำหรับ Google เอง จะได้การรับรองคุณภาพจากแบรนด์ที่มีฐานผู้ใช้ระดับโลกด้วย


ความร่วมมือระหว่าง Apple และ Google สะท้อนให้เห็นว่า ท่ามกลางสมรภูมิ AI ที่ดุเดือด การมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งคือสิ่งที่จำเป็น


กรณีของ Apple แสดงให้เห็นว่า การจับมือข้ามขั้วในโลกธุรกิจเกิดขึ้นได้เสมอ แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ เป้าหมายของการจับมือนั้นคืออะไร


แหล่งที่มาข้อมูล : CNBC, BBC, Reuters, The Korea Times, Bloomberg, Counterpoint

 
 
 

Comments


bottom of page