1661940531161.jpg

ทองคำในดงตลาดหมี...ดอกเบี้ย/ดอลลาร์กดดัน แนะอย่าลงทุนหมดหน้าตัก


นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทในเครือ MTS GOLD แม่ทองสุก แจงการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ยังเป็นประเด็นกดดันราคาทองคำที่สาหัสที่สุด แต่จากการที่ตลาดจะรับรู้ปัจจัยลบนี้มาก่อนแล้ว ทำให้ราคาทองคำไม่ลงพรวดพราดเมื่อเทียบกับการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเมื่อปี 2011-2014 และยังถือว่าแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับการลงทุนในคริปโต มุมมองระยะสั้นคาดว่าแนวรับทองคำอยู่ที่ 1,680 เหรียญ/ออนซ์ และยังมีแนวโน้มเป็นขาลง แต่คงไม่ลงลึกไปถึง 1,500 เหรียญ/ออนซ์ แนะ...การลงทุน-เก็งกำไรในช่วงทองคำขาลงยังทำได้ภายใต้ความจริงที่ว่าตลาดยังมีความเสี่ยงสูง โดยต้องติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด ไม่ลงทุนหมดหน้าตัก ประเมินความเสี่ยงและบริหารพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับสภาพตลาดในแต่ละช่วง


ทองคำลงมาถึงขณะนี้ คนมีทองคำ คนค้าขายทองคำ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านทองคำ มองอย่างไร

ภาพรวมปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นตลอด โดยวัดจาก Dollar Index จากระดับประมาณ 108 ใน 3 อาทิตย์ก่อนมาที่ 109.5-109.8 โดยพื้นฐานคือเมื่อดอลลาร์แข็งค่าขึ้นทองคำจะถูกเทขาย ทีนี้แรงเทขายที่สำคัญมาจาก 2 ส่วน คือ 1. ดอลลาร์แข็งค่า 2. คือการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งเฟดมีความชัดเจนหรือแข็งกร้าวขึ้นเรื่อยๆ ว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องในการประชุมทุกๆ ครั้งของปีนี้ โดยจะขึ้นประมาณ 3-4 ครั้ง ตอนนี้เฟดขึ้นดอกเบี้ยมาแล้ว 4 ครั้ง การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดทุกครั้งกดดันทองคำในทิศทางขาลง ประเด็นการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดกดดันสาหัสที่สุดซึ่งจะมีการเกิดขึ้นทุกครั้งการประชุมของเฟดหรือคอมเมนต์ของประธานเฟด ดังนั้น 2 ประเด็นนี้เป็นประเด็นหลักที่กดดันราคาทองคำ

ส่วนประเด็นที่จะเกื้อหนุนให้ทองคำขึ้นหรือแข็งแกร่งมีอยู่บ้าง เช่นเรื่องสงครามจากยูเครน-รัสเซีย หรือหากน้ำมันลงมาถูกลงจะเป็นประเด็นเกื้อหนุนทอง เพราะภาวะเงินเฟ้อยังมีอยู่ และเกิดภาวะที่ทำให้มีความไม่แน่นอนในเชิงเศรษฐกิจค่อนข้างมาก

กล่าวโดยสรุปคือ หลังจากทองคำหลุดระดับ 1,750 ลงมาจะยังมีโอกาสลงต่อ ในเรื่องของการลงทุนต้องเข้าใจกลยุทธ์การลงทุนว่าเป็นกลยุทธ์ตามแนวโน้มทิศทางขาลงมากกว่า


ถ้าตราบใดที่เงินเฟ้อไม่ถึง 2% ตามที่เฟดกำหนดไว้ ดอกเบี้ยคงต้องขึ้นต่อไป แปลว่าทองคำมีปัจจัยลบรอท่าอยู่ใช่ไหม

ต้องเข้าใจว่าปัจจัยลบต่างๆ ได้รับรู้แล้วมากกว่า 80% ต้องบอกว่าเป็นความแข็งแกร่งของราคาทองคำหรือตลาด ซึ่งทำให้การลงงวดนี้เมื่อเทียบกับการขึ้นดอกเบี้ยเมื่อปี 2011-2014 ตรงนั้นแตกต่างกัน การที่ราคาทองคำร่วงลงมาประมาณ 200 เหรียญหรือ 150 เหรียญในช่วงปลายๆ เราถือว่าตลาดยังมีความแข็งแกร่ง เพราะอย่าลืมว่า 100 กว่าเหรียญคือตกแค่ประมาณ 6-7% ซึ่งแตกต่างกับหุ้นหรือคริปโตที่ตกหนาสาหัสกว่านี้ เพราะทองคำยังถือเป็น Save Haven

เราต้องเข้าใจในวัฏจักรราคาทองคำว่าเมื่อเป็นแบบนี้ แล้วมี factor เข้ามาเกี่ยวพัน แน่นอนว่าหนีไม่พ้นความกดดันที่ยังมีต่อเนื่องและยังกดดันในทิศทางขาลง ขาลงจะลงสุดแค่ไหนอันนี้คงไม่มีใครตอบได้ เพียงแต่ในเชิงการวิเคราะห์เราจะมองเป็นช่วงๆ ของราคาขณะนั้น เช่นในช่วงนี้เรามองว่าจุดแนวรับระยะสั้นหรือ 1-2 อาทิตย์ข้างหน้านั้นบริเวณ 1,680 เหรียญน่าจะเป็นจุดแนวรับระยะสั้น อย่าลืมว่าวันที่ 20-21 ก.ย. จะมีการประชุมของเฟด ซึ่งจะมีการขึ้นดอกเบี้ย และการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้คาดการณ์ว่าจะขึ้น 0.50 แต่อาจจะมีเซอร์ไพรส์ที่ 0.75 แต่ 0.50 คือที่ตลาดคิดว่าเป็นแบบนั้น ตรงนี้เป็นประเด็นที่ทำให้เกิดการแกว่งของราคาในทิศทางขึ้นหรือลงได้ตามกระแสของเฟดที่จะมีการประชุมในครั้งหน้า


ในทางเทคนิค ในช่วง 2 ปีนี้ทองคำไม่เคยหลุดแนวรับ 1,670-1,680 คิดว่าที่สุดแล้วจะรับอยู่ไหมกับแนวรับตรงนี้

ต้องเข้าใจว่าปัจจัยกดดันยังมีอยู่ ต้องไปเทียบกับการเกิดขึ้นในสถานะนั้น เช่นสมมติว่าปัจจัยขึ้นดอกเบี้ยของเฟดยังไม่สิ้นสุด เพราะเฟดก็บอกอยู่แล้วว่าดอกเบี้ยคงต้องขึ้นไปแถวๆ 4% ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าจะกดเงินเฟ้อที่ 8% อยู่ไหม ซึ่งในอดีตที่ผมศึกษามามันน่าจะเอาไม่อยู่ มันต้องสูงกว่านั้น แต่จะเห็นว่าภาพรวมของเศรษฐกิจสหรัฐยังคงดีอยู่ และคนหวังว่าจะเป็น Soft Landing ดังนั้นที่ถามว่าจะหลุด 1,680 ในระยะยาวไหม อันนี้ต้องตอบว่าไม่แน่ใจจริงๆ เพราะโอกาสที่จะหลุดยังมีสูงเนื่องจากปัจจัยต่างๆ ยังมีอยู่ จนกว่าดอกเบี้ยหยุดขึ้นเมื่อไหร่ ตรงนั้นยังพอตอบได้ว่าจะเข้าใกล้จุดต่ำสุดของราคาทองคำแล้ว


ยุทธวิธีซื้อขายทองคำควรเป็นอย่างไร

กลยุทธ์การลงทุน อันแรกสุดนักลงทุนจะต้องเข้าใจแนวโน้มหรือทิศทางหลักของราคาทองคำ ซึ่งแนวโน้มหรือทิศทางหลักตอนนี้มันเป็นขาลง 2.ปัจจัยกดดันยังไม่จบสิ้น คือ การขึ้นดอกเบี้ยของเฟด พอเราเข้าใจ 2 อันนี้ เราก็ต้องมาตีกรอบการลงทุนว่าการลงทุนทองคำเราสามารถเปิด Short หรือ Long ก็ได้ คือวิธีการลงทุนในภาวะแนวโน้มขาลงซึ่งการลงทุนทองคำเราสามารถทำกำไรได้แม้จะเป็นทิศทางขาลง แต่การลงทุนจะต้องวิเคราะห์ให้ถูกทาง ในเชิงของแนวโน้มหลักนักลงทุนต้องใช้กลยุทธ์ตามขาลง


การเก็งกำไรเต็มพอร์ตได้ไหม

ได้ทั้งนั้น ถ้าท่านมั่นใจว่าถูกทาง การลงทุนก็สามารถทำได้ แต่ในภาวะที่เป็นแบบนี้ต้องเข้าใจว่าตลาดมีความไม่แน่นอนสูง โดยหลักการเราลงทุนไม่ควรลงทุนเต็มพอร์ต เพราะการลงทุนเต็มพอร์ตจะมีความเสี่ยงสูงตามไปด้วย ในเชิงการลงทุนนักลงทุนต้องประเมินความเสี่ยงที่เขามีเพื่อบริหารพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับสภาพตลาดขณะนั้น


ให้น้ำหนักปัจจัยพื้นฐานที่มีขณะนี้เกี่ยวกับทองคำอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตสงครามรัสเซียบุกยูเครน การคว่ำบาตรรัสเซีย มีการพูดถึงนัยทองคำเพื่อค้ำประกันการออกพันธบัตร คิดว่าสุดท้ายทองคำคงไม่อยู่ในฐานะเลวร้ายหรือเปล่า

ต้องเข้าใจว่าการลงทุนทองคำมีทั้งระยะสั้น ระยะกลาง หรือระยะยาว เพราะการลงทุนมีหลายรูปแบบ ถ้าเราลงทุนแบบแบงก์ชาติ อันนี้เป็นแบบถือครองระยะยาว วิธีคิดก็จะไม่เหมือนกัน แต่ในนักลงทุนทั่วไปผมเชื่อว่าเป็นการลงทุนระยะสั้นกับกลางเท่านั้น เมื่อเป็นแบบนี้ลักษณะการติดตามในแต่ละช่วงมีความสำคัญโดยให้ความสำคัญกับสภาวะตลาดที่เป็นอยู่ เรามักจะมองแนวโน้มหรือทิศทางที่เกิดขึ้น แต่ก็จะตัดเรื่องความผันผวนออกไป

สรุปคือ ยังน่าลงทุนอยู่ ไม่ถึงกับน่าเกลียด การลงทุนในทิศทางขาลงยังสามารถทำกำไรได้อยู่


มีคนพูดถึงขั้นว่าถ้าราคาทองคำ Gold Futures หลุด 1,680 คนมองอาจจะเจอ 1,500 จะเป็นไปได้ไหม

ผมไม่คิดว่าจะลงลึก เพราะราคาทองคำได้รับรู้สภาวะตลาดที่เป็นขาลงมากกว่า 80% แล้ว เหตุการณ์อื่นๆ ที่จะต่อเนื่องนั้นจริงๆ ไม่ได้เหนือความคาดหมายเท่าไหร่ ยกเว้นเรื่องสงคราม โดยภาพรวมมันไม่ได้เหนือความคาดหมาย ผมเชื่อว่าราคาทองคำไม่ลงลึกถึง 1,500 เหรียญ เพราะตลาดรับรู้เหตุการณ์พวกนี้มาแล้ว 2 ปีเต็มทั้งในช่วงโควิดและช่วง 7 เดือนในสงครามยูเครน

ในภาพรวมผมยังเชื่อว่าตลาดกำลังหาจุดยืนหรือจุดกลับตัวบริเวณ 1,600 เหรียญ จุดต่ำสุดคงไม่มีใครบอกได้ว่าอยู่ตรงไหน คงตอบยาก แต่ลักษณะการลงทุนมักจะแนะนำให้นักลงทุนติดตามสภาพตลาดตลอดเวลาและปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ตัวเองมีอยู่ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด เป็นสิ่งที่นักลงทุนจำเป็นต้องดู


ระยะหลังทองคำเจอคู่แข่งที่คนเลือกไปลงทุนเก็งกำไร นอกจากตลาดหุ้นแล้ว ตอนนี้มีคริปโต TFEX ซึ่งก็มีวิกฤตในคริปโตและ TFEX คิดว่ามีโอกาสที่จะเกิดวิกฤตขึ้นกับนักเก็งกำไรทองคำบ้างหรือไม่

ตลาดทองคำเป็นตลาดที่มีความมั่นคงถาวรของมันและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมัน ด้วยความเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้ มีคุณค่ามาตั้งแต่ 100 ปี 1,000 ปี ตั้งแต่ยุคโรมัน เมื่อเป็นแบบนี้มันไม่ได้ด้อยค่า และเป็นแร่ที่หายาก และจะหายากขึ้นไปเรื่อยๆ

ต้องบอกว่าในเชิงการลงทุนทองคำมีความแตกต่างอยู่ ไม่ว่าจะเทียบกับบิตคอยน์ซึ่งมาเร็วไปเร็วและไม่รู้จะอยู่รอดได้แค่ไหน แต่ทองคำมีความเฉพาะของมัน อย่าลืมว่าการลงทุนอย่างคริปโตนั้นนักลงทุนจะต้องเลือกลงทุนกับบริษัทที่เชื่อถือได้ หลายๆ เรื่องที่เกิดเรื่องอย่าง Forex ก็เป็นเรื่องของการที่มีคนฉกฉวยโอกาสแล้วมาหลอกลวง เราจะเห็นทุกๆ 3 ปี 10 ปี เพราะความโลภของคนที่ไม่ระมัดระวัง ในอดีตอาจเคยมี ในการหลอกลวงทองคำล่อหลอก แต่ในปัจจุบันการหลอกลวงดูจะไปแนวทาง Digital Asset มากขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ ทองคำเป็น Digital อยู่แล้ว แต่เมื่อมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถึงแม้จะซื้อผ่าน Digital แต่ก็มีลักษณะที่ผู้ลงทุนจะดูว่าร้านทองมีชื่อเสียงไหม เชื่อถือได้ไหม เพราะมูลค่ามันสูง ตัวนี้เป็นตัวการตัวนึงที่คนจะมาหลอกลวงทำได้ยาก ไม่เหมือน Forex ทำเหมือนมีรถหรูขับ แต่จริงๆ แล้วพวกนี้เป็นของหลอก ก็ให้พิจารณาถึงความเป็นมาตรฐานของบริษัทที่ให้บริการ ความเป็นมาตรฐานของสินทรัพย์และความน่าเชื่อถือ ตรงนี้ต้องคอยตรวจสอบ อย่าไปเชื่ออะไรง่ายๆ ส่วนใหญ่ที่ถูกหลอกลวงก็เอาความโลภเป็นตัวดึงเช่นถ้าฝากกับเราจะกำไรอย่างนั้นอย่างนี้ ก็อยากฝากว่าที่กำไรเยอะๆ มันไม่มี มีแต่โลกของความหลอกลวง ในโลกความเป็นจริงการลงทุนจะได้บ้างเสียบ้างสลับกันไป แต่ต้องรู้จักเพียงพอ ไม่โลภ


บางคนเล่นทั้งวันทั้งคืนเลย

มันสามารถซื้อขายได้ 24 ชั่วโมง


ราคาแถวนี้ก็ต้องระวังแล้วใช่ไหม

กลุ่มร้านทองก็ระวังตัวมาตลอด เป็นมาตั้งแต่ 10-20 ปีแล้ว ในทองคำแท่งเราซื้อขายก่อนยุคดิจิทัล เราซื้อขายมา 100 ปีแล้ว แต่ในระบบดิจิทัลที่เป็น Trading Gold Online เข้ามาประมาณ 18 ปี จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มก้อนที่มีความมั่นคง ไม่ถึงกับหวือหวามาก แต่บางครั้งสามารถสร้างจุดสำคัญการลงทุนได้ ก็มีความชัดเจนที่คนยุคใหม่หรือคนที่จะหลอกลวงจะเข้ามายากหน่อย เพราะภาพลักษณ์สร้างได้ยาก ร้านทองต้องมีเงินลงทุนเท่านั้นเท่านี้ ต้องมีระบบเป็นตัวกันหลายเรื่อง

ในเรื่องของการลงทุนนักลงทุนต้องศึกษาให้ดีและอย่าเชื่อคำโฆษณามากนัก การลงทุนสำคัญที่สุดต้องเรียนรู้และเข้าใจการลงทุนด้วยตัวเอง และที่นักลงทุนต้องติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด

7 views