BAM มิติใหม่ AMC...'ดร.รักษ์' หัวหอกประเทศลุยวิกฤตหนี้!
- Aug 28, 2025
- 3 min read

ดร.รักษ์แจง...BAM มีศักยภาพรับซื้อหนี้ได้มากกว่าปีละ 5 หมื่นล้านบาท แต่ภารกิจที่สำคัญกว่าการรับซื้อหนี้คือการรีไซเคิลหนี้ให้เร็ว เพื่อที่สร้างโอกาสรับซื้อหนี้ได้เพิ่มขึ้นและเร็วขึ้น ชี้...เป้าหมายในฐานะการเป็น AMC ของ BAM คือช่วยลูกหนี้ปลดหนี้เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตที่เป็นปกติ กลับมาฟื้นฟูธุรกิจ กิจการ ให้เดินหน้าต่อไปได้ โดย BAM ปรับตัวพร้อมเป็นโรงงานแก้หนี้ที่มี 3 สายพานหลักที่รองรับลูกหนี้ในลักษณะที่แตกต่างกัน แยกเป็น 3 กลุ่ม คือ ลูกหนี้บุคคล ลูกหนี้ SME และลูกหนี้กิจการขนาดใหญ่ ที่มีวิธีและเครื่องมือในการแก้ไขปรับสภาพหนี้ที่ตรงจุดที่สุด ขณะเดียวกัน BAM ยังมีภารกิจในการนำทรัพย์ NPA มาจำหน่ายในราคาถูกกว่าท้องตลาดทั้งบ้าน คอนโดฯ โรงงาน ที่ดินเปล่า ฯลฯ ซึ่งล่าสุด BAM เปิดช่องทางการระบายทรัพย์ด้วยการจับมือกับพันธมิตรในการพัฒนาที่ดินตามแนวคิด Smart Garden Home หรือที่อาศัยแนวใหม่ที่ทันสมัยที่ตรงใจผู้ที่ต้องการมีบ้านในหลากหลายรูปแบบ พร้อมตั้งธงให้ BAM ไม่ได้เป็นเพียงเจ้าหนี้ แต่เป็นเพื่อนคู่คิดในการแก้ปัญหาหนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดของลูกหนี้ และพร้อมเป็นกำลังสำคัญของประเทศในการร่วมแก้วิกฤตทั้งวันนี้และในอนาคต
Interview : ดร.รักษ์ วรกิจโภคาธรประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ หรือ BAM
พอดร.รักษ์เข้ามารับตำแหน่ง ก็ทำให้ BAM คึกคัก ราคาหุ้น BAM ก็ขึ้น แต่ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจไทยโดยรวมทำให้การบริหารสินทรัพย์นำหนี้เสียมาฟื้นฟูมีความยากง่ายลำบากมากไหม
ถ้ามองในมุมของเศรษฐกิจ อย่างที่เราทราบกันดีก็คือการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของปีนี้ก็น่าจะอยู่ไม่เกิน 2% ในมุมที่เศรษฐกิจอาจจะมีการชะลอตัวสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือตัวหนี้เสีย จะมีการไหลลงมาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเราก็จะเห็นสัญญาณแล้วว่าในสองไตรมาสที่ผ่านมาหนี้เสียมีการขยับขึ้นเยอะ ฉะนั้น ในการส่งสัญญาณไม่ว่าจะเป็นทางกระทรวงการคลังเองหรือทางแบงก์ชาติก็ดี สิ่งที่เกิดขึ้นคือทุกคนอาจจะต้องไปโฟกัสในเรื่องของมวลน้ำ NPL ที่ไหลลงมาในระบบว่าเราจะรับมืออย่างไร ก็รับมือได้ด้วยวิธีการปัจจุบันก็คือ AMC ที่มีอยู่ทั้ง 87 แห่ง รับซื้อหนี้ในการปรับโครงสร้างหนี้ของตัวเองกับอีกมุมหนึ่งก็คือการให้สถาบันการเงินสามารถที่จะคลอด Joint Venture : JV หรือกิจการร่วมค้า AMC ของตัวเองออกมาได้
ฉะนั้นในมุมของการคลอด JV หรือว่า AMC ของตัวเอง ก็อาจจะเป็นมุมที่เราต้องมานั่งดูว่ามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ จะเอาออกมา แล้วก็กลายมาเป็น AMC ใหม่ได้ เพราะจะมีในเรื่อง Economy of Scale ก็คือ Scale ของหนี้เสียเพียงพอที่จะตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาหรือเปล่า ความเชี่ยวชาญทั้งคนและระบบ อันนี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งมุมที่จะต้องเอาเข้าไปอยู่ในสมการด้วย
ขณะที่ระบบที่ใช้ในการบริหารหนี้เสีย คนที่อยู่ในกลุ่มที่เป็นมืออาชีพ หรือ Bad Banker ก็มีจำนวนจำกัดในอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นในหลายๆ มิติก็จะมีวิธีในการแก้ปัญหา แต่ก็จะต้องมองในประเด็นปัญหาหรือว่าอาการป่วยคือ NPL ของแต่ละสถาบันการเงินว่าในแต่ละสถาบันการเงินมีบริบทมากน้อยขนาดไหนในการที่จะสามารถที่จะแก้ด้วยตัวเองหรือว่าต้องแต่งงานให้คนอื่นมาช่วยแก้
AMC ของไทยมีทั้งหมด 87 แห่ง สำหรับ BAM ในขณะนี้สถานะเป็นอย่างไร
สถานะของเราก็คือเรากินสัดส่วนมาร์เก็ตแชร์ประมาณ 50% ของตลาด 50% ของตลาดหมายความว่าที่เหลืออีก 86 แห่ง ก็จะเป็นกลุ่มที่อาจจะเน้นในเรื่องของตัวหนี้เสียที่เป็น Clean Loan แต่หนี้เสียที่เป็น Cholesterol Base อย่างหนี้เสียทางด้านธุรกิจอย่าง SME หรือว่าห้างร้านต่างๆ ทาง BAM ก็จะมีความเชี่ยวชาญ มีความถนัดมากเป็นพิเศษ
การทำธุรกิจของ BAM ตอนนี้มีความยากง่าย หรือต้องปรับปรุงอะไรอย่างไรบ้าง
ตอนนี้เราสามารถที่จะเติมหนี้เสียเข้าไปในตัวเองได้ ก็อยู่ที่ปีละ 3-5 หมื่นล้านบาท และเราสามารถที่จะ Stretching ตัวเราเองได้ไปจนถึงประมาณปีละ 1 แสนล้านบาท แต่ทั้งนี้มันไม่ได้อยู่ที่ว่าตัวเราเองสามารถที่จะรับได้มากน้อยขนาดไหน แต่มันอยู่ในมุมของการที่เราอาจจะต้องเข้าไปทำหน้าที่ให้เร็วขึ้น ประเด็นตอนนี้ Key Success Factors ไม่ได้อยู่ที่ว่ารับได้มากแค่ไหน แต่สามารถที่จะรีไซเคิลหนี้ได้เร็วขนาดไหน หมายความว่าอย่างตอนนี้เรามีอัตรา Success Rate หมายถึงว่า 1 เคสเดินเข้ามา เราสามารถแก้หนี้ได้อยู่ที่ประมาณ 20% บวกลบ ก็คือเดินมา 5 คน เราแก้ได้ 1 คน
ขณะเดียวกัน ในมุมที่จะรีไซเคิลจาก NPL มาเป็น NPA แล้วนำไปปล่อยขาย เราใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 8 ปี ซึ่งจริงๆ แล้ว 8 ปี มันอาจเป็นเวลาที่นานไปเมื่อเทียบกับมวลหนี้เสียที่กำลังจะเข้ามาในระบบ ดังนั้น ในมุมของผมมองว่าถ้าเราสามารถปรับจาก 8 ปี ให้เหลือประมาณ 3 ปีครึ่ง หรือ 4 ปีได้ มันน่าจะเป็นอัตราส่วนที่เหมาะสมในการที่จะเข้าไปช่วยเหลือประเทศชาติอีกครั้ง
หนักใจกับภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังเป็นแบบนี้ GDP โตไม่ถึง 2% จะมีปัญหาในการแก้หนี้หรือไม่
ผมว่าในทุกวิกฤตมีความหวัง อันแรกคือเราไม่ได้มองในเรื่องของการยึดหนี้ยึดทรัพย์ เรามองในเรื่องของการที่จะให้เขากลับมาฟื้นตัวเองแล้วดำเนินกิจการต่อไปได้ ฉะนั้น เลยเป็นที่มาของการตั้งโรงงานแก้หนี้ เมื่อก่อนหนี้เสียที่วิ่งเข้ามาทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็น SME หรือบริษัทขนาดใหญ่ วิ่งเข้ามามีสายพานเดียวในการรองรับ ตอนนี้ BAM ก็จะเปิดเป็นระบบ 3 สายพาน คือมีหนี้ที่เป็นหนี้บุคคล หนี้ SME แล้วก็หนี้ที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ เรามีผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลหนี้ในแต่ละขนาด หมายถึงว่ามีคุณหมอที่เหมาะแก่โรค ขณะเดียวกันเรามีสิ่งที่เราเรียกว่า FA Center หมายถึงว่าคนที่แก้หนี้ได้แล้ว ผ่อนเป็นปกติ 12 งวดขึ้นไป เราสามารถที่จะมีสถาบันการเงินที่เป็นพาร์ตเนอร์ ที่เป็นกลุ่มนอนแบงก์ในช่วงแรก ในการที่จะรีไฟแนนซ์พวกเขา
ดังนั้น เรามีการจ่ายยาตั้งแต่ยาแก้ปวดไปจนถึงเรามีเตียงผ่าตัดในการที่จะดูแลคนไข้ทุกรูปแบบ ทุกอาการ
ที่บอกว่าวันนี้ BAM มี 3 สายพาน ในอดีตเรามีกี่สายพาน
เดิมมีสายพานเดียว ก็คือหมายถึงว่าทุกอย่างที่เข้ามาเราก็มองตามอาการแล้วก็รักษา ประเด็นคือไม่ใช่ว่าเขารักษาไม่ได้ แต่คือรักษาช้าเกินไป ในบางครั้งการแช่ผู้ป่วยไว้ยาวนานเกินไป ยกตัวอย่างถ้าผู้ป่วยเป็นมะเร็ง คุณไม่รักษา มันก็อาจจะลามไปอวัยวะอื่นๆ จากระยะที่ 1 กลายเป็นระยะที่ 3 ที่ 4 การรักษาก็จะยากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการรักษาหนี้เสียขึ้นอยู่กับเวลาจริงๆ แล้วตอนนี้จริตของการเทหนี้เสียออกมาขาย เมื่อก่อนจะเป็นหนี้ตายเสียเป็นส่วนใหญ่ ตอนนี้เราจะเห็นว่ามีสัดส่วนของหนี้เป็นปรับเพิ่มขึ้นมาถึง 1 ใน 3 ฉะนั้น พอเป็นหนี้เป็นมันก็ไม่ต้องไปยุ่งกับกระบวนการทางกฎหมาย คือไม่ต้องไปยึดทรัพย์ แต่ถ้าเป็นหนี้ตายก็แน่นอนว่าต้องไปในเส้นทางนั้น แต่ตอนนี้พอเป็นหนี้ เป็นเราก็ต้องรักษาเขาเพื่อที่จะทำให้ชีวิตเขารอด
ดังนั้น มุมที่เป็นภาพสุดท้ายของทุกๆ ปัญหาของ BAM ที่รับลูกหนี้เข้ามาคือการทำให้ลูกหนี้รอด ซึ่งการทำให้ลูกหนี้รอด เรามีผลเรียกเก็บที่มากขึ้นจากรีไฟแนนซ์ เขาก็เติบโตได้ ในขณะเดียวกันเราสามารถที่จะคืนคุณค่ากลับสู่สังคมได้มากขึ้น อันนี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งในมุมที่เราพยายามที่จะเร่งแก้หนี้โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นหนี้เป็นอยู่
ส่วนที่เป็นหนี้ตายแล้วกลายมาเป็น NPA ก็คือทรัพย์สินรอการขาย เราก็จะต้องระบายทรัพย์ให้เร็วขึ้น เพราะถ้าระบายทรัพย์ช้าแสดงว่าเราสามารถรับ NPA หรือ NPL เข้ามาได้อีกไม่มากเนื่องจากว่าน้ำเราค่อนข้างเต็มตุ่ม เพราะฉะนั้นในวันนี้สิ่งที่เราทำก็คือเราแต่งงานกับพาร์ตเนอร์ อย่างตอนนี้ที่เราแต่งไปแล้ว เจ้าสาววันนี้ 4 คน ถ้าเป็นไซซ์เล็กก็คือไซซ์ที่ต่ำกว่า 3 ล้านบาท เจ้าสาวเราก็คือ วี บียอนด์ ถ้าประมาณ 5-10 ล้านบาท เจ้าสาวเราก็คือบางกอกแอสเซท
ขณะเดียวกัน เราก็จะมีกลุ่มที่เน้นที่ดินเปล่าแล้วเอาไปปรับปรุงก็คือกลุ่มของไซมิส แอสเสท คือเราตั้งใจว่าเราจะทำอย่างไรให้ NPA ระบายออกไปได้เร็วที่สุด และขณะเดียวกันราคาสุดท้ายคือความงดงามที่จะเกิดขึ้นกับผู้บริโภคท้ายสุด ก็คือราคาจะต่ำกว่าราคาตลาดประมาณ 15-20%
จะแนะนำคนที่เป็นลูกหนี้อย่างไรในการเข้ามาเจรจากับ BAM
อย่างแรกคือ การเป็นหนี้ไม่ได้เป็นคำสาป ไม่ได้เป็นสิ่งที่เป็นการทำของแล้ว ทุกคนจะต้องเสียชีวิตจากการที่เป็นหนี้ ในมุมของชีวิตทางด้านธุรกิจที่เคยล้ม เคยผิดพลาดไปแล้ว เราสามารถที่จะเดินเข้ามาคุยได้ ดอกเบี้ยไม่มีวันที่จะสูญหายไป มันยังแขวนอยู่ในอากาศ แต่ดอกเบี้ยก็สามารถที่จะตัดหรือว่าผ่อนให้มันเบาบางได้ บางครั้งเราอาจจะยกดอกเบี้ยทิ้งไปเลยก็ได้ เพียงแต่ว่าการหลบหน้า การไม่คุย การหนี ไม่ได้เป็นทางออกที่ดีเลย สิ่งที่วันหนึ่งเราเคยเป็นลูกหนี้แบงก์ และแบงก์เขาเทขายมาที่ BAM แล้ว BAM มีจดหมายส่งไปที่บ้าน จริงๆ ต้องบอกว่ามันเป็นจดหมายแห่งโอกาสที่จะเดินเข้ามาหา BAM โดย BAM สามารถที่จะปรับโครงสร้างหนี้ได้โดยไม่จำกัดครั้ง BAM สามารถที่จะทำความเข้าใจกับรายได้ในปัจจุบันของคุณ ไม่ว่าคุณจะมีหนี้ขนาดไหน แต่เรามองแค่เฉพาะในสิ่งที่คุณมีความสามารถในการชำระ เพราะฉะนั้นต่อให้คุณเคยชำระเดือนละ 1 แสนบาท วันนี้คุณบอกว่าคุณไหวสุดทางได้แค่ 8,500 บาท โอเค 8,500 บาทก็ 8,500 บาท แต่มันไม่ได้เป็น 8,500 บาทตลอดไป คือวันหนึ่งเราเคยล้ม เราก็สามารถที่จะลุกขึ้นมายืนใหม่ได้ ดังนั้น BAM จะเป็นเพื่อนในการที่จะดูแลตัวคุณเอง ตัวธุรกิจของคุณ ให้เติบโตอย่างยั่งยืน แล้วก็กลับลุกขึ้นมาใหม่ได้
ลูกหนี้ที่ยังฟ้องร้องกันอยู่ควรทำอย่างไร
ถ้ายังอยู่ในมุมของการฟ้องร้อง การดำเนินคดีนั้น จริงๆ แล้วเข้ามาคุยน่าจะดีที่สุด คือเราไม่ได้อยากได้ธุรกิจของเขา เราเป็น AMC เราก็คงไม่สามารถไปทำโรงงานทอผ้าได้ เราไม่สามารถที่จะไปเปิดดำเนินการไปสวมธุรกิจที่เป็นโรงแรมหรืออะพาร์ตเมนต์ได้ สิ่งที่เราอยากได้ที่สุดคือเราอยากได้ความเข้าใจจากลูกหนี้ เพราะฉะนั้น ต่อให้ดำเนินคดี เราก็ยังสามารถคุยกันได้ เจรจาไกล่เกลี่ยหน้าศาลก็ยังได้ แต่มุมไหนล่ะที่จะไกล่เกลี่ย ถ้าเราไม่คุยกัน
ลูกหนี้ที่ BAM มีอยู่ในขณะนี้ เป็นหนี้ที่มีหลักทรัพย์เยอะหรือไม่
เรามีส่วนที่เป็นตัว NPA ซึ่งถ้าพูดถึงเป็นชิ้นของตัวแอสเซท เรามีอยู่ประมาณกว่า 7.5 หมื่นล้านบาท หรือ 2.5 หมื่นชิ้น ชิ้นละประมาณ 3 ล้านบาทโดยเฉลี่ยถ้าพูดง่ายๆ ก็มีตั้งแต่ 3 แสนบาทไปจนถึง 3 พันล้านบาท ส่วนลูกหนี้ NPL มีมวลหนี้อยู่ประมาณ 7.8 หมื่นล้านบาท ถ้ามองตามสิทธิ์ก็อยู่ประมาณ 3 แสนกว่าล้านบาท
ดังนั้น ทั้งหมดทั้งมวลกำลังมองในมุมของคนที่อยากจะเติบโต อยากจะลุกขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง ฉะนั้น ทั้ง NPA ก็จะเป็นโอกาสของคนที่อยากมีบ้าน โอกาสของคนที่อยากจะมีที่ทางไปดำเนินธุรกิจในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด อันนี้เป็น NPA ที่เป็น Investment of Choice คือเป็นที่มาของการลงทุนของคนที่อาจจะเพิ่งเริ่มต้น แล้วในมุมของ NPL ก็อยากให้เข้ามาคุย คือทุกปัญหามีทางออก แล้วก็การเป็นหนี้เสียไม่ได้เป็นคำสาป ทุกคนสามารถที่จะลุกขึ้นมายืนใหม่ได้
เห็นล่าสุดได้จับมือทำ SMART GARDEN HOME กับ UOB และ BKA ในการสร้างมูลค่าอสังหาฯ ครบวงจร
เริ่มต้นจากการที่เรามีที่ดินเปล่าอยู่เต็มประเทศไทย หลายๆ คนเคยอาจจะแซวตัวผู้บริหาร BAM ในอดีตว่ามีที่ดินอยู่ในทุกอำเภอของประเทศไทย ทีนี้มีที่ดินอยู่ ถ้าเราไม่สามารถทำให้ทรัพย์ที่เป็นที่ดินเปล่าสามารถจับต้องได้ ก็คงไม่มีประโยชน์อะไร วันนี้สิ่งที่เราทำคือเราเอาที่ดินเปล่าของ BAM มาสร้างบ้าน 3 ขนาด เริ่มต้นไซซ์ S ก็คือ Muji Style เรียบง่าย สงบ โปร่งสบาย ไซซ์ M-Modern Tropical บ้านที่รับลม รับแสงสว่าง เชื่อมต่อธรรมชาติ และไซซ์ L-Nordic Style ที่มีดีไซน์อบอุ่น กว้างขวาง รองรับกิจกรรมกลางแจ้ง ทั้งหมดทั้งมวลเพื่อให้เห็นว่าที่ดินเปล่าสามารถที่จะสร้างเป็นบ้านในคอนเซปต์ที่เราเรียกว่า SMART คือทันสมัย สามารถที่จะดูแลตัวเองได้เพราะมีสวนเกษตรอินทรีย์ รวมถึงฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงไก่
แล้วในขณะเดียวกันตัว M ก็คือ Modern ไม่ดูโบราณ ทันสมัย ตอบโจทย์ทุกวัย
ส่วน A ก็คือ Absorption ลดคาร์บอนเพื่อสิ่งแวดล้อม
R คือ Recharge ชาร์จพลังชีวิตใหม่
ทั้งหมดนี้ไม่ว่าจะเป็นบ้านไซซ์ S, M หรือ L มันเป็นตัวอย่างว่าที่ดินเปล่าของ BAM ทั่วประเทศ ไม่ว่าคุณจะอยู่อำนาจเจริญหรืออยู่ที่สุไหงโกลก ถ้าคุณเจอทรัพย์ BAM คุณสามารถที่จะ Copy and Paste บ้านของ BAM ทั้ง 3 แบบไปไว้ในที่ดินของ BAM แล้วคุณสามารถเป็นเจ้าของได้
ทั้งนี้ ความพิเศษก็คือ ราคาในการก่อสร้างจากกองทัพวิศวกร BAM มันถูกกว่าราคาที่เป็นราคาก่อสร้างตลาดอยู่ประมาณ 20% นั่นเป็น Key Success ว่านอกเหนือจากที่ดินจะถูกแล้ว สร้างบ้านกับ BAM ก็ถูกด้วย อันนี้ก็จะเป็นมุมที่สามารถที่จะทำให้คนตัวเล็กๆ มีบ้านหลังแรก หรือบางคนอาจจะมองว่าอยากมีที่ดิน อากาศดีๆ ถ่ายเทดีๆ แล้วให้คุณพ่อคุณแม่วัยเกษียณไปอยู่ เพราะเป็น Smart Home มี CCTV ทุกมุม สามารถที่จะดูว่าคุณพ่อคุณแม่ทำอะไรอยู่ ทานยาแล้วหรือยัง พูดคุยได้
สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ BAM ดึงเข้ามาให้มาใกล้ตัวผู้บริโภคมากขึ้น ทำให้ธุรกิจ AMC มันใกล้กับผู้บริโภคสุดท้ายมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ทำให้ดูว่า BAM เป็นเพื่อนเป็นมิตรที่มาช่วยเหลือเกื้อกูลมากกว่าเป็นเจ้าหนี้
คือวันนี้คำว่าเจ้าหนี้คงหมดไปแล้วจากคำว่า BAM ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา
4 เดือนที่เหลือของปี 2568 นี้ BAM ยังจะทำอะไรต่ออีกบ้าง
เราแก้ปัญหาในเรื่องยอดการปฏิเสธสินเชื่อ ตอนนี้ยอดการปฏิเสธสินเชื่อสูงกว่า 50% แล้ว น่าจะอยู่ที่ประมาณ 56% ประเด็นคือตอนนี้คนที่ Credit Profile ยังไม่ผ่านในการที่จะไปกู้สถาบันการเงิน แล้วก็มาซื้อทรัพย์ BAM จะสามารถผ่อนตรงกับเราได้ อันนี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งมุมที่เราคิดว่าน่าจะเป็นข่าวดีของทุกคน ผ่อนตรงกับ BAM เราก็จะให้แบงก์ที่เป็นพันธมิตรยกตัวอย่างยูโอบี เปิดบัญชีในการที่จะชำระเงิน เมื่อคุณจ่ายเป็นปกติสักประมาณ 12 งวด 18 งวด คุณก็มีสิทธิ์ที่จะได้วงเงินใหญ่จากสถาบันการเงินอย่างเช่นยูโอบีเป็นต้น มุมนี้เป็นมุมที่วิน-วินทุกคน ในวันแรกที่มียอดหนี้ค่อนข้างสูง คือมียอดหนี้เกิน 70% ของกระเป๋าสตางค์ คุณอาจจะขอสินเชื่อไม่ผ่าน แต่อยู่กับ BAM ไป ผ่อนกับ BAM ไปสักประมาณ 12 งวด 18 งวด หนี้ลดลง คุณก็สามารถที่จะกู้ยอดใหญ่ได้ มุมนี้เป็นมุมที่เป็นความงดงามจากการที่ทั้งเราเอง ทั้งลูกค้า และทั้งสถาบันการเงิน สามารถที่จะใช้ข้อมูลที่อยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกันได้ทั้งหมด ก็ทำให้ลูกค้าในท้ายที่สุดมีประโยชน์สูงสุด อันนี้เป็นการผ่อนตรง
แล้วหลังจากนั้นจะมีสิ่งที่เราเรียกว่าทรัพย์มหาชนคือทรัพย์ที่มีราคาตั้งแต่ 3 แสนบาทไปจนถึง 5 ล้านบาทให้กับกลุ่มคนที่เรียกว่าเป็นอาชีพอิสระ เพราะว่าวันนี้ก็จะมีเสียงบ่นมาตามลมว่าอาชีพอิสระขอกู้แบงก์ไม่ได้เลย ก็เป็นที่มาว่า เราจะเอาทรัพย์มหาชนมาเปิดโครงการ เราเรียกว่าทรัพย์มหาชนที่จะให้อาชีพอิสระตั้งแต่พี่วินมอเตอร์ไซค์ คนขับแท็กซี่ พนักงานที่ทำงานตามห้างร้าน โรงแรมต่างๆ ไปจนถึงศิลปิน ช่างภาพตากล้อง หรือผู้กำกับหนัง ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ต่างๆ ที่รับงานเป็นจ๊อบๆ สามารถที่จะเข้าถึงทรัพย์ของ BAM เหล่านี้
นั่นจึงเป็นที่มาว่า ทุกความฝันทุกขนาด ทุกข้อจำกัด สามารถตอบโจทย์และเติมเต็มได้ที่ BAM
มีอะไรจะบอกอะไรกับผู้ถือหุ้น BAM บ้าง
อันแรกคิดว่า BAM เป็น AMC นอกเหนือคำว่าใหญ่ที่สุดแล้ว ยังเป็น AMC ที่มีความยืดหยุ่น พร้อมที่จะปรับตัวเองเพื่อไปต่อ เพราะฉะนั้นหลายๆ ครั้งที่บอกว่า BAM อาจจะมอง Outlook ไม่ค่อยชัด หรือบางค่ายอาจจะบอกว่าเป็น Negative Outlook นั้น วันนี้ผมคิดว่า Outlook ของ BAM หรือภาพอนาคตของ BAM ค่อนข้างเคลียร์แล้ว เราสามารถปรับตัวเองได้ เราสามารถสร้างการเติบโตได้ด้วยทรัพย์สินที่เรามีอยู่รวมถึงทรัพย์สินใหม่ เพราะวันนี้ BAM เองน่าจะเป็นความหวังของประเทศชาติในการที่จะเข้ามาบริหารจัดการกองหนี้กองใหม่ที่กำลังจะไหลลงมา ฉะนั้นในมุมนี้อยากจะยืนยันว่า BAM มีอนาคตและ BAM ต้องไปต่อครับ





Comments