ยุทธศาสตร์ 20 ปีของไทย อยู่ตรงไหนในอาเซียน 4.0


นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด จากประเทศไทย 3.0 ที่เน้นอุตสาหกรรมหนัก แต่ต้องเผชิญกับดักรายได้ปานกลางที่ไม่อาจนำพาประเทศก้าวไปได้มากกว่านี้ ไปสู่ ประเทศไทย 4.0 โดยมีเป้าหมายก้าวเป็นประเทศมีรายได้สูงหรือประเทศพัฒนาแล้วในอนาคต ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ที่ต้องเพิ่มศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันทางด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรม ดังนั้น การขับเคลื่อนประเทศไทยจาก 3.0 ไปสู่ 4.0 สิ่งที่ต้องใส่เข้าไปคือ นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และคงจะต้องเป็นการขับเคลื่อนแนวทางนี้ไปพร้อมๆกันระหว่าง 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน ตามแผนประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2025 หรือ AEC Blueprint 2025 ที่ได้กำหนดไว้ว่า นวัตกรรมในอาเซียน จะเป็นเสาหลักหนึ่งของพลวัตอาเซียน

ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศเดียวในกลุ่มอาเซียนที่กำลังใช้แนวทางนี้ หลายประเทศในอาเซียนต่างก็เลือกแนวทางนี้เช่นกัน ทั้งนี้ นวัตกรรมจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าและต่อยอดห่วงโซ่อุปทานในตลาดโลก (Global Supply Chain) ได้ หากคัดเฉพาะประเทศที่นโยบายน่าสนใจ และเป็นคู่แข่งขันของไทย ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย มีนโยบายโดยสรุป ดังนี้

ประเทศไทย 4.0 เป็นการกำหนดโมเดลเศรษฐกิจใหม่ เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ไปสู่ “Value–Based Economy” หรือ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน 3 มิติ คือ 1) เปลี่ยนจากการผลิตสินค้า “เกษตรหรือโภคภัณฑ์ดั้งเดิม” ไปสู่สินค้าเชิง “นวัตกรรม” 2) เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรม ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม และ 3) เปลี่ยนจากการเน้นภาคการผลิตสินค้า ไปสู่การเน้นภาคบริการมากขึ้น โดยได้วางเป้าหมายไปที่ 10 อุตสาหกรรมให้เป็นกลไกขับเคลื่อน ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ, การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ, การแปรรูปอาหาร, หุ่นยนต์, การบินและโลจิสติกส์, เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ, ดิจิตอล และการแพทย์ครบวงจร

สิงคโปร์ Smart Nation สิงคโปร์ได้เริ่มแผนนี้มาตั้งแต่ปี 2557 โดยจะอาศัยระบบคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีต่างๆ มาดำเนินการ และอำนวยความสะดวกให้กับกิจการของรัฐ และชีวิตประจำวันของประชาชน ตัวอย่างเช่น Smart Urban จะติดตั้งกล่องเซ็นเซอร์ตามพื้นที่ต่างๆ เช่น เสาไฟบนถนน หรือป้ายรอรถประจำทาง ซึ่งจะสามารถตรวจวัดมลพิษในอากาศ ปริมาณน้ำฝน และระบุพื้นที่ที่มีการจราจรติดขัดได้ นอกจากนี้ ยังมีระบบตรวจสอบว่าถังขยะที่ใดเต็มและระบบเตือนให้ผู้คนที่ทิ้งขยะเรี่ยราดนำขยะไปทิ้งลงถัง Smart Healthcare จะมีการนำเซ็นเซอร์ขนาดเล็กมาแปะไว้ที่ผิวหนังเพื่อคอยตรวจดูชีพจร อุณหภูมิของร่ายกาย ความดันโลหิต แล้วส่งข้อมูลกลับมายังโรงพยาบาลเพื่อให้ทีมแพทย์คอยเฝ้าระวังสุขภาพให้ รวมถึงมีระบบเฝ้าระวังผู้สูงอายุ สำหรับแจ้งเตือนเมื่อมีเหตุผิดปกติเกิดขึ้นกับญาติผู้ใหญ่ Smart Nation Platform จะมีการจัดโปรแกรมเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนชาวสิงคโปร์เรียนรู้เทคโนโลยีด้าน IT ตั้งแต่เด็ก โดยสอนเนื้อหาตั้งแต่การพัฒนาซอฟต์แวร์ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

มาเลเซีย One Malaysia มาเลเซียยังมุ่งมั่นเป็นประเทศพัฒนาแล้วในปี 2020 หรือ พ.ศ.2563 จึงประกาศปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่อีกครั้งในปี 2553 หรือการปฏิรูปรอบที่ 2 เรียกว่า “One Malaysia” โดยหนึ่งในเป้าหมายหลักของมาเลเซียก็คือ การเสริมสร้างความเป็นอยู่ของประชาชนในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งการดำเนินงานทางเศรษฐกิจที่เห็นได้ชัดของมาเลเซีย คือ การปฏิรูปเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมการผลิตที่พึ่งพาแรงงานต่างชาติเป็นหลัก มาเป็นอุตสาหกรรมฐานความรู้ที่เน้นการสร้างนวัตกรรมและเน้นการผลิตโดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงแทน สร้างเมืองไซเบอร์ตามโครงการ "Multimedia Super Corridor” เพื่อพัฒนาความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องและเพื่อส่งเสริมการลงทุน การทำธุรกิจ การค้นคว้าและวิจัย มีการติดตั้งโครงข่ายโทรคมนาคมที่ทันสมัยระดับโลก เพื่อให้บริการที่มีคุณภาพและเพียงพอกับความต้องการของธุรกิจ อุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

อินโดนีเซีย MP3EI อินโดนีเซียได้วางเป้าหมายที่จะพัฒนาเศรษฐกิจให้กลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วภายในปีพ.ศ.2568 ผ่าน “แผนแม่บทพัฒนาเศรษฐกิจอินโดนีเซียพ.ศ.2554-2568” (Master Plan for Acceleration and Expansion of Indonesia Economic Development 2011-2025) หรือที่มีชื่อย่อว่าแผน “MP3EI” ขึ้นในปี 2554 เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศ

1. การพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจในภูมิภาคใน 6 เขตเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ เขตเศรษฐกิจสุมาตรา, เขตเศรษฐกิจชวา, เขตเศรษฐกิจกาลิมันตัน, เขตเศรษฐกิจสุลาเวสี, เขตเศรษฐกิจบาหลี และเขตเศรษฐกิจปาปัว โดยการสร้างและพัฒนาให้เกิดกลุ่มอุตสาหกรรมในพื้นที่ และเน้นธุรกิจสาขาที่มีศักยภาพ

2. สร้างความเข้มแข็งให้กับการเชื่อมต่อภายในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้แนวคิด “Locally Integrated, Globally Connected” โดยมีนโยบายที่จะทำให้เกิดการเชื่อมต่อเขตเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศใน 4 ระบบเข้าด้วยกัน คือ ระบบโลจิสติกส์ ระบบขนส่ง ระบบการพัฒนาพื้นที่ระดับภูมิภาค และระบบ ICT

3. สร้างความเข้มแข็งให้กับทรัพยากรมนุษย์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี โดยรัฐบาลจะสนับสนุนให้มีการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ในการผลิต เพื่อทำให้สินค้าเกิดมูลค่าเพิ่ม

นายอมรเทพ กล่าวว่า หากดูตัวเลขภาพรวมโดยใช้เกณฑ์การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ประเทศไทยจะอยู่ที่ลำดับ 3 จาก 10 ประเทศอาเซียน รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย แต่มีคะแนนขยับขึ้นมาใกล้เคียงกับมาเลเซียมากขึ้น แต่ประเทศไทยยังคงต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อดึงดูดเอกชนให้ลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่จะมาพร้อมเทคโนโลยี เพราะหากประเทศไทยไม่พร้อมหรือมีความล่าช้า ประเทศอื่นในอาเซียนที่พร้อมเดินหน้าในรูปแบบ 4.0 ก็เตรียมแย่งชิงนักลงทุนกลุ่มนี้เช่นกัน

กล่าวโดยสรุป การเปลี่ยนผ่านของไทยไปสู่ ประเทศไทย 4.0 จะต้องเกิดขึ้นคู่ขนานไปกับ การเปลี่ยนผ่านไปสู่อาเซียน 4.0 ซึ่งต้องอาศัยการเติบโตไปด้วยกันและจะต้องมีการรวมตัวกันอย่างลึกซึ้งมากขึ้น เพื่อต่อยอดการพัฒนาไปเป็นประชาคมที่มีความสามารถทั้งในด้านการแข่งขัน นวัตกรรม และพลวัต โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนการเติบโตด้วยประสิทธิภาพการผลิต นวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคธุรกิจ รวมทั้งเพื่อส่งเสริมบทบาทของอาเซียนภายใต้วิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ. 2025 ทั้งนี้ อนาคตประเทศไทยภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนั้นเป็นเรื่องที่คนไทยจะหันหลังกลับหรือนิ่งเฉยไม่ได้ เพราะหากเราไม่เดินหน้าไปพร้อมกับชาติอาเซียนอื่น ประเทศไทยจะค่อยๆ ถูกลดบทบาทและถูกผลักออกจากห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค ในวันนี้ เราคงมีทางเลือกเพียง 2 ทาง คือ จะอยู่และเติบโตไปกับอาเซียน 4.0 หรือค่อยๆ ถูกลดความสำคัญและตัดออกไปจากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในอีก 10 ปีข้างหน้า ไม่ว่าจะไปทางไหน เราต้องเตรียมรับมือการเปลี่ยนแปลงทั้ง 2 ทางให้ดี

BOX : กลไกของอาเซียนในอีก 10 ปีข้างหน้า

อาเซียนเป็นกลไกทางภูมิภาคที่สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสมาชิกสู่ความเป็นประเทศเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรืองด้วยพลวัตสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อาเซียนมีประชากรที่มีความเป็นมาและมีวัฒนธรรมต่างๆที่หลากหลาย การเกิดการค้าเสรีในทุกรูปแบบตาม “วิถีของเซียน” ย่อมต้องใช้เวลาและความอดทนสูง อาเซียนจึงจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนค.ศ.2025 ซึ่งระบุภาพรวมและทิศทางของอาเซียนในอีก 10 ปีข้างหน้าที่จะต้องมีการรวมตัวกันอย่างลึกซึ้งมากขึ้นและมีแผนงานฉบับใหม่เพื่อขับเคลื่อนประชาคมอาเซียนให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นต่อไป ทั้งนี้ สำนักเลขาธิการอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา ได้กำหนดวิสัยทัศน์ในส่วนของแผนงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยมีองค์ประกอบหลัก 5 ด้าน ดังนี้

องค์ประกอบหลักที่ 1: มีการรวมตัวสูง (An Integrated and Highly Cohesive Economy) ประกอบด้วย การเปิดเสรีสินค้า โดยมุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการบริการ การเปิดเสรีบริการด้านการเงินและการพัฒนาตลาดทุน การอำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายแรงงานที่มีฝีมือและนักธุรกิจ และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประเทศสมาชิกอาเซียนในห่วงโซ่มูลค่าโลก

องค์ประกอบหลักที่ 2: ความสามารถการแข่งขัน นวัตกรรม และพลวัต (Competitive, Innovative and Dynamic ASEAN) โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน การคุ้มครองผู้บริโภค การเสริมสร้างความร่วมมือทางทรัพย์สินทางปัญญา การขับเคลื่อนการเติบโตด้วยประสิทธิภาพการผลิต นวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา การยึดหลักธรรมาภิบาล โดยคำนึงถึงทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของโลก (global mega trends)

องค์ประกอบหลักที่ 3: ขยายการเชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจและการรวมตัวรายสาขา (Enhancing Economic Connectivity and Sector Integration): โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมและบูรณาการด้านการขนส่งในภูมิภาค เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนย้ายสินค้าและประชาชนอย่างไร้พรมแดน รวมทั้งมุ่งเน้นการรวมตัวรายสาขาต่าง ๆ ได้แก่ อาหาร เกษตรและป่าไม้ การท่องเที่ยว สุขภาพ และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

องค์ประกอบหลักที่ 4: ครอบคลุมทุกภาคส่วน ยืดหยุ่น และมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Resilient, Inclusive and People - Centered ASEAN) โดยมุ่งสร้างความเข้มเข็งให้แก่ SMEs การเพิ่มบทบาทของภาคเอกชน ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน การลดช่องว่างด้านการพัฒนา และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

องค์ประกอบหลักที่ 5: เป็นส่วนสำคัญของประชาคมโลก (Global ASEAN) โดยการทบทวนและปรับปรุงกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจของอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาและประเทศพันธมิตรภายนอกภูมิภาค รวมทั้งส่งเสริมบทบาทของอาเซียนในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

Image Credit: Pixabay

440 views0 comments

Recent Posts

See All

ธนาคารกรุงเทพ ประกาศจ่ายเงินปันผล หุ้นละ 2.50 บาท

ธนาคารกรุงเทพ ประกาศจ่ายเงินปันผล หุ้นละ 2.50 บาท สำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2563 ธนาคารกรุงเทพ ประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2563 สำหรับหุ้นสามัญในอัตราหุ้นละ 2.50 บาท พร้อมกำหน

บอร์ด SA ไฟเขียวจ่ายปันผลเป็นเงินสด 0.195 บาทต่อหุ้น และจ่ายเป็นหุ้นปันผล

บอร์ด SA ไฟเขียวจ่ายปันผลเป็นเงินสด 0.195 บาทต่อหุ้น และจ่ายเป็นหุ้นปันผล รับผลงานปี 63 เติบโตสวนกระแส กวาดรายได้เติบโตแตะ 3,600 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ‘บมจ.ไซมิส แอสเสท’ หรือ SA ผู้พัฒนาอสังห

For advertising please call: 02-2534691