ตลาดหุ้น 2564...ตามกระแสฟันด์โฟลว์ รอเศรษฐกิจเปิด


ธนากร มนูญผล นักวางแผนการลงทุน/รองกรรมการผู้อำนวยการ Group Investment บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ แนะกลยุทธ์การลงทุนในปีใหม่ 2564 เน้นย้ำไม่ต้องเร่งร้อนซื้อหุ้น แต่ให้ค่อยๆ ทยอยเก็บสะสมไปเรื่อยๆ พร้อมตั้งเป้าหมายในใจหากกำไร 8-10% ต้องพอใจและเปลี่ยนเป็นเงินสด ระบุเงินฟันด์โฟลว์ที่ไหลเข้าไทยช่วงนี้ยังคงเป็นฮอตมันนี่ ขณะความเชื่อมั่นอยู่ที่เศรษฐกิจประเทศจะกลับมาเปิดเต็มร้อยได้เมื่อไหร่


มุมมองของนักลงทุนในตอนนี้

ปี 2563 ที่ผ่านมาถือเป็นปีพิเศษ ปกติเราจะเน้นการลงทุนโดยดูเรื่องพื้นฐาน ดูเรื่อง Fund Flow แต่ปี 2563 เป็นปีหนึ่งที่บอกว่ารอโฟกัส ทำให้เรื่องลงทุนเปลี่ยนไปเยอะเลย เนื่องจากโควิด-19 สถานการณ์หลายอย่างก็เปลี่ยนไป

ถามว่าตอนนี้เราต้องดูอะไรบ้างจากโควิด-19 พัฒนาการเป็นอย่างไร เรื่องวัคซีน ล่าสุดนี้ มีอนุมัติให้ใช้หลายราย ถึงแม้ว่าจะมีข่าวมาลุ่มๆ ดอนๆ มีเอฟเฟกต์บ้างกับวัคซีนของรายที่แล้ว ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องปกติของวัคซีนที่เกิดขึ้น จริงๆ คิดว่าเรื่องของโควิด-19 จะเข้าสู่สภาวะปกติ จะกลายเป็นไข้หวัดตัวนึงในปีไหน และเศรษฐกิจจะกลับมาเปิด 100% ได้ในปีไหน ซึ่งตอนนี้เราก็มองอยู่ว่าคือครึ่งปีหลังของปี 2564 เพราะจะต้องผ่านการกระจายวัคซีน จนรักษา และยอดติดเชื้อต้องลดลงก่อน เพราะในปัจจุบันแผนการรักษาพัฒนาขึ้น แต่ตัวเลขยังไม่ดีขึ้นเลย ยังพุ่งสูงขึ้นทุกวัน

ตลาดหุ้นโดนกระทบไปด้วย

ตลาดหุ้นเกินครึ่งหนึ่งอยู่บนความคาดหวังของอนาคต แม้แต่คำพูดของ เจอโรม พาวเวล ซึ่งเป็นผู้ว่าเฟดของสหรัฐอเมริกายังพูดเลยว่ามูลค่าตลาดสูง แต่มันไม่เกี่ยวแล้วล่ะ ในเมื่อเราอยู่ในโลกที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมากๆ คำพูดนี้หมายความว่าตัวเขาเองก็พร้อมที่จะอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบต่อ พอเอามาบวกเรื่องการเมืองของสหรัฐอเมริกา ซึ่ง โจ ไบเดน เลือกรัฐมนตรีการคลังเข้ามาก็คือ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าเฟดคนเก่า เป็นสำนักเดียวกับเจอโรม พาวเวล คือเน้นสนับสนุน หมายความว่าเราจะอยู่ในโลกที่มีสภาพคล่องล้นเหลือระยะหนึ่ง

คราวนี้พอมามองกลับมาว่าในสภาวะที่สภาพคล่องจะล้นเหลือจะมีอะไรตามมา อย่างแรกเงินแฟ้อขึ้น ค่อนข้างจะคอนเฟิร์มว่ามุมมองเงินเฟ้อเป็นขาขึ้น ดอลลาร์ก็จะอ่อนค่าเร็ว ดอลลาร์กลับมาแตะนิวโลว์ในรอบเกือบ 3 ปี ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาจนต่ำกว่า 30 บาทต่อดอลลาร์ คือสาเหตุส่วนใหญ่จะมาจากทางสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก คือค่าดอลลาร์มันอ่อนค่าด้วยตัวมันเอง

สภาพเงินเฟ้อเมื่อบวกดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ ฉะนั้นเงินไม่ได้ไหลกลับเข้าไปสู่พันธบัตรรัฐบาลเท่าไหร่ เพราะดอกเบี้ยมันต่ำอยู่แล้ว พอเปลี่ยนสภาพคล่องคือดอกเบี้ยอาจจะยิ่งลดลง แต่ตอนนี้ดอกเบี้ยต้องเพิ่มขึ้น เพราะสภาพคล่องมันมีอยู่ สภาพคล่องยังคงมีอยู่ สมัยก่อนสภาพคล่องเพิ่มขึ้นมาเยอะ ดอกเบี้ยก็เลยลง เพราะอยู่ที่ระดับสูง ดังนั้น เงินไม่เข้าพันธบัตรแล้ว เงินจะไปเข้าสินทรัพย์ที่เสี่ยงขึ้น กลายเป็นว่าตลาดหุ้นจะดีต่อ คือต้องดูปีต่อปี เพราะปีนี้ถึงแม้ว่าหุ้นจะมีการปรับลงช่วงไตรมาสแรกที่โควิด-19 เริ่มระบาด แต่ว่าก็กลับมาทำ New High ขึ้นเร็วมาก ตอนนี้แนสแด็กขึ้นมา 40% แล้ว ทำจุดสูงสุด All Time High เป็นครั้งที่ 52 ในปีนี้

ถ้าเราดูความคุ้มค่าการลงทุน ราคาเทียบกับกำไร ดูไม่ได้เลย เอาแค่ว่าค่า P/E ของเมืองไทยปกติ เรายืนแถว 15 เท่า 16 เท่า เราก็ว่าแพงแล้ว แต่เฟดอยู่ 29 เท่า ตอนที่เราอยู่ใกล้ๆ 1,500 กำไรเราหายไปเยอะมาก แต่ความคุ้มค่าของตลาดหุ้นกลับมาเพราะมองข้าม P/E ไปแล้ว ปี 2563 ไม่มอง P/E แล้ว ไปคุยกับนักวิเคราะห์ โบรกเกอร์ ทุกคนมองข้ามไปแล้ว และมองต่อไปว่าแล้วบริษัทกลุ่มไหนที่จะกลับมาทำรายได้ได้ดีหลังปี 2564 เป็นต้นไป อันนั้นจะเป็นกลุ่มที่คนจับตามอง

ทองคำ น้ำมันจะดีไหม

เราพูดถึงดอกเบี้ยไปแล้ว ตลาดหุ้นดี สินทรัพย์เสี่ยงดี แล้วมีอะไรจะกลับมาขึ้นต่อ เงินเฟ้อมา แล้วตามมาด้วยคอมมูนิตี อย่างทองกับน้ำมัน ซึ่งน้ำมันส่วนตัวมองว่าน่าจะมาขึ้นต่อได้ตามมุมมองเงินเฟ้อ ถึงแม้โลกจะเปลี่ยนคิดไปทางพวกอีวี หรือพลังงานสะอาดมากขึ้น แต่คอมมูนิตีน่าจะเป็นกลุ่มที่จะขึ้นมาต่อเช่นเดียวกับทองคำ ซึ่งพอทองคำขึ้นไปแตะ 2,000 แล้วกลับมาที่ 1,700 จะเห็นว่าตอนนี้กลับขึ้นมา 1,900 อีกรอบหนึ่ง ซึ่งส่วนตัวมองว่าน่าจะไปได้ต่ออีก

กลายเป็นว่าจริงๆ แล้วหุ้นกลุ่มเซฟ หรือ Value Play อาจจะเป็นกลุ่มที่ด้อยความน่าสนใจลงไป เพราะคนไม่มองความคุ้มค่าไม่แล้ว แต่ต้องมองว่าใครเติบโตเร็ว และใครฟื้นตัวได้เร็ว ขณะที่ทิศทางดอกเบี้ย ก็จะกำหนดทิศทางว่าหุ้นกลุ่มไหนจะวิ่งต่อ ด้วยความที่บ้านเรายังต้องการกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเซ็กเตอร์ใหญ่ยังเป็นเรื่องส่งออก ค่าเงินบาทก็แข็งค่า และจะกระทบการส่งออกแน่นอน กลุ่มที่จะได้ประโยชน์ในรอบนี้ บวกกับภาวะเงินเฟ้อที่จะพุ่งตัวขึ้น คือกลุ่มท่องเที่ยว ค้าปลีก พลังงานน่าจะกลับมา ส่วนกลุ่มธนาคารหลังจากที่ปรับตัวกลับมาจากจุดต่ำสุด ส่วนตัวว่าน่าจะลดความน่าสนใจลง ดังนั้น ทั้ง 3 กลุ่มใหญ่คือท่องเที่ยว ค้าปลีก พลังงานน่าจะเป็นกลุ่มตลาดขึ้นไปเป็นหลักตั้งแต่ต้นปี 2564 เป็นต้นไป แล้วหุ้นตัวใหญ่น่าจะมีโอกาสที่ดี เพราะถ้าดูจากดัชนีแล้วหุ้นตัวใหญ่ถือว่าเพิ่งกลับมาช่วงปลายไตรมาส 3/2563 เท่านั้นเอง

ด้าน Fund Flow ของปี 2564 ที่เราเชื่อว่าจะเข้าสู่ Emerging Market กว่า Developer Market ก็เป็นส่วนหนึ่งว่าเมืองไทยจะมีแนวโน้มที่ดีในปี 2564 และตลาดหุ้นจะดูดีกว่าปี 2563

ถ้ามองแบบนักกลยุทธ์มอง ควรจะทุ่มไปที่หุ้นหรือทอง อย่างไหนมากน้อยกว่ากัน

ตอนนี้ยังให้หุ้นเป็นหลัก ส่วนทองคำความผันผวนจะสูงกว่าหุ้น ณ ปัจจุบัน พอเรามองด้วยว่าสถานการณ์นี้แค่รักษาสภาพคล่อง ส่วนตัวถืออยู่ในพอร์ตไม่เกิน 15% จริงๆ หุ้นตอนนี้ส่วนตัวมองว่าถ้ามีจังหวะปรับฐาน ไทม์ไลน์การลงทุนตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ส่วนตัวว่าตอนนี้เป็นจังหวะที่ต้องซื้อเก็บแล้ว ต้องสะสมแล้ว เพราะอย่าลืมว่าทองไม่มีดอกเบี้ย แล้วดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น พวกกองทุน อสังหาริมทรัพย์ที่เน้นเก็บค่าเช่า อาจจะลดความน่าสนใจลงไปแล้ว ดังนั้นส่วนตัวให้หุ้นอยู่ในพอร์ตตั้งแต่ 50% ขึ้นไปได้เลย

มองว่าทองคำจะปรับไปเกิน 2,000 ได้อีกหรือไม่

น่าจะได้ มีโอกาสเป็นไปได้สูงด้วย แต่ถ้าเกิดว่ามีลดเกิน 2,050 ก็สามารถอยู่ต่อได้ แต่ถ้าไม่ผ่าน 2,050 ก็คิดว่าต้องขายออกมาทำกำไร อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงหลักๆ ก็คือโควิด-19 ก็ขอให้สถานการณ์การเปิดประเทศของแต่ละประเทศกลับมาให้เร็ว ถ้าเกิดกลับไปช้ากว่าไตรมาสสาม แล้วมีทีท่าเปิดไม่ถึงครึ่ง เศรษฐกิจก็อาจจะกลับมาได้ช้ากว่าที่คิด

เงินต่างประเทศที่เข้ามา จะเป็นเงินลงทุนจริงๆ ไม่ใช่แบบฮอตมันนี่

จริงๆ ต้องบอกส่วนตัวยังมองว่าเป็นฮอตมันนี่ เพราะรอบนี้จริงๆ ต้องบอกว่าเป็นของนักลงทุนต่างชาติ ตลอด 7-8 ปีที่ผ่านมาเขาไม่ได้ถือหุ้นเรานานขนาดนั้น ซึ่ง Fund Flow ต่างชาติจะมีผลต่อหุ้นขนาดใหญ่ ค่าเงิน แล้วก็ตลาดตราสารหนี้ แต่จริงๆ คนที่กำหนดทิศทางตลาดหุ้นไทยอยู่ตอนนี้อยู่ที่รายย่อย แล้วปี 2563 ช่วงไตรมาสสามกองทุนมีการขายออกมาค่อนข้างเยอะ ถ้าเกิดเราไปดูตอนนี้ บลจ. หรือกองทุนต่างๆ จะถือเงินสดในมือค่อนข้างเยอะ แล้วถ้าเกิดตลาดหุ้นในเมืองนอกดีวันดีคืนอย่างนี้ ถึงแม้ว่าเอิร์นนิ่งยังไม่กลับมาตามที่พูดไว้ แต่ว่าความคาดหวังมันมาแล้ว กองทุนมีโอกาสมาไล่ซื้อต่ออีกรอบหนึ่ง มิฉะนั้นเขาจะเสียหายจากการตกรถไฟรอบนี้

ดังนั้นเรามีเวลาเล่นถึงไตรมาสสองปี 2564 ทยอยซื้อไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบร้อน ถ้าเกิดเทิร์นแล้วมีกำไรแต่ละรอบสัก 8-10% ส่วนตัวว่าน่าจะพอใจ แล้วก็เทิร์นเก็บเป็นเงินสด ไม่ใช่ลงทุนเป็นลองเทอมแบบซื้อแล้วถือไป 30 ปี คงไม่ได้ เพราะเราต้องเตรียมพร้อมปรับตัวอยู่ตลอดเวลา

เรื่องการเมือง

ต้องบอกว่าตลาดไทยผ่านภาวะการเมืองมาหลายครั้ง ซึ่งภาวะการเมืองของเราเป็นโอกาสในการซื้อมากกว่าจังหวะในการขาย ผมตีความเรื่องการเมืองทั้งของเมืองนอกและเมืองไทยเป็นเรื่องของชอร์ตเทอม มันมาแล้วก็ไป แต่ผลประกอบการ และการเติบโตของธุรกิจจะอยู่กับเราจริงๆ

หุ้นที่ควรเลี่ยง

ถ้าเลี่ยงช่วงนี้ไปก่อน ก็คือหุ้นที่เน้นพวก Dividend Yield สูง จริงๆ ต้องบอกว่าถ้าถือเกิน 3 ปีขึ้นไปก็ถือได้ แต่ถ้าว่าจะถือเป็น Dynamic Play อยากหากำไรในปี 2564 หุ้นที่เป็นพวก Dividend สูง ความน่าสนใจจะกลางๆ ราคาคงจะไม่หวือหวา

กลุ่มที่ต้องเลี่ยงคือลดพอร์ตพวกกลุ่มแบงก์ลงมา และกลุ่มท่องเที่ยวโรงแรมที่เรียกว่าปรับตัวสูงขึ้นเกินพื้นฐานไปเยอะ คือในกลุ่มนี้เรายังชอบอยู่ แต่มันยังมีกลุ่มที่ราคาขึ้นยังไม่ทันตัวอยู่

ต้องมีความระมัดระวัง เพราะบางทีว่าคนอาจจะคาดหวังว่าหุ้น Dividend มันจะกลับขึ้นมาเร็วกว่าตลาด

13 views0 comments

For advertising please call: 02-2534691