top of page
552159.jpg
553309.jpg

บล.เอเซีย พลัส ชี้สัญญาณสงครามส่อแววสงบ กดน้ำมัน WTI ร่วง จับตารัฐเลิกอุ้มดีเซล 33 บาท เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจไทย

  • 13 hours ago
  • 1 min read


บล.เอเซีย พลัส ชี้สัญญาณสงครามส่อแววสงบ กดน้ำมัน WTI ร่วง จับตารัฐเลิกอุ้มดีเซล 33 บาท เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจไทย ชูหุ้น "Anti-Commodity" นำทีมฟื้น


บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า ภาพรวมตลาดเริ่มมีพัฒนาการที่ผ่อนคลายความตึงเครียดลงอย่างชัดเจน แม้สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 25 แล้วก็ตาม ปัจจัยบวกที่สำคัญเกิดจากการที่สหรัฐฯ พยายามผลักดันให้มีการหยุดยิงเป็นเวลา 1 เดือน โดยได้ยื่นข้อเสนอ 15 ข้อให้อิหร่านเพื่อเปิดโต๊ะเจรจาสันติภาพ ขณะเดียวกัน ปากีสถานได้เสนอตัวเป็นคนกลางในการเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน โดยใช้กรุงอิสลามาบัดเป็นสถานที่เจรจา ผสานกับรัฐมนตรีต่างประเทศจีนที่เรียกร้องให้อิหร่านเข้าร่วมเจรจาโดยเร็ว ทางด้านอิหร่านเองก็ได้ผ่อนปรนโดยอนุญาตให้เรือพาณิชย์จากต่างชาติที่ไม่ใช่ศัตรูสามารถเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้แล้ว แม้จะมีการเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางสูงสุดถึง 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อลำก็ตาม

 

สถานการณ์ที่คลี่คลายลงส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบ WTI ร่วงลงแรง -5.1% ลงมาแตะระดับ 87.6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง นำโดยตลาดหุ้นญี่ปุ่น (+3.2%), เกาหลีใต้ (+3.1%) และจีน (+1.8%) อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยเตือนว่ายังคงต้องจับตาความเสี่ยงที่อาจมีการยกระดับความรุนแรงทางทหารขึ้นอีก เนื่องจากสหรัฐฯ เพิ่งส่งกองกำลังทหารเพิ่มเติมราว 2,000 นาย จากกองพล 82 AIRBORNE เข้าสู่ตะวันออกกลาง รวมถึงดัชนีภาคการผลิต (PMI) ของหลายประเทศหลักทั่วโลกในเดือนมีนาคมที่เริ่มส่งสัญญาณหดตัว (SHOCK) พร้อมกัน

 

จับตารัฐบาลเลิกตรึงดีเซล 33 บาท ฉุดกำลังซื้อ-เสี่ยงกดดัน GDP ไทย สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศไทย บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่าเริ่มส่งผ่านผลกระทบมาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นด้านราคาพลังงาน ล่าสุดรัฐบาลเตรียมประกาศยุตินโยบายตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ 33 บาทต่อลิตร โดยจะปล่อยให้ราคาปรับขึ้นตามกลไกตลาดจริงตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อลดภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปัจจุบันติดลบหนักถึง 70,000 ล้านบาทต่อเดือน การปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันดีเซลจะกลายเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อของไทยขยับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะเข้ามากดดันภาคการบริโภคของประชาชน นอกจากนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดยังพบว่ายอดส่งออกเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ขยายตัวเพียง 9.90% ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าต่อเนื่อง โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ขาดดุลการค้าไปแล้วกว่า 6,137 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจัยเชิงลบเหล่านี้ ท่ามกลางฐานะการคลังที่อ่อนแอ ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อการปรับลดประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Downside GDP) ของไทย

 

กลยุทธ์การลงทุน: สบช่องต่างชาติเริ่มกลับมาซื้อ เก็งกำไรหุ้น Anti-Commodity ในด้านกระแสเงินทุน (Fund Flow) เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวก เมื่อนักลงทุนต่างชาติที่เคยเทขายหุ้นไทยอย่างหนักตลอดทั้งเดือน เริ่มชะลอแรงขายและสลับกลับมาซื้อสุทธิบ้างแล้วกว่า 618.19 ล้านบาท ซึ่งมีโอกาสที่เม็ดเงินต่างชาติจะไหลกลับเข้ามาซื้อต่อเนื่องหากสถานการณ์สงครามผ่อนคลายลง แนะนำกลยุทธ์ "เก็งกำไรระยะสั้น" รับกระแสสงครามสงบ โดยเน้นไปที่ หุ้นกลุ่ม Anti-Commodity (หุ้นที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนพลังงานที่ลดลง) ได้แก่ GULF, BGRIM, GPSC, BA, SCC และ SCGP รวมถึง กลุ่มการท่องเที่ยว อย่าง MINT, CENTEL, BDMS, BH และ กลุ่มที่ได้อานิสงส์จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ย่อตัวลง อย่าง TIDLOR และ MTC โดยมี Prime Picks ประจำวันคือ SCC, BBL และ GULF

 

(ประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม: แนะนำจับตาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีนที่รายงานงบแข็งแกร่ง นำโดย WUXI APPTEC (2359 HK) ที่รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 4 พุ่งทะยาน 140% พร้อมตุน Backlog ไว้ถึง 5.8 หมื่นล้านหยวน และ XIAOMI (1810 HK) ที่แม้ธุรกิจสมาร์ทโฟนจะชะลอตัว แต่ธุรกิจอื่นๆ เติบโตแกร่ง โดยเฉพาะรถยนต์ EV รุ่นใหม่ SU7 FACELIFT ที่กวาดยอดจองทะลุ 3 หมื่นคันภายใน 3 วัน)

 
 
 

Comments


bottom of page