ตลาดหุ้นโลกยังคงมีปัจจัยหนุนรออยู่

ผันผวนช่วงสั้นแต่แนวโน้มดีขึ้น: แนวโน้มตลาดหุ้นโลกในระยะสั้น มีลักษณะการแยกส่วนของทิศทางราคาอย่างมีนัยสำคัญ (Cross-Asset Divergence) โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการปรับเปลี่ยนกลุ่มการลงทุน (Sector Rotation) ขนานใหญ่ โดยตลาดหุ้นสหรัฐ เผชิญแรงกดดันจากการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายหลังความกังวลด้านความคุ้มค่าของการใช้จ่ายฝ่ายทุน (CapEx) เร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ความเคลื่อนไหวในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรถือเป็นกลไกหลักที่กำหนดทิศทางการหมุนเวียนของเงินทุนในระบบการเงินโลก โดยที่สัญญาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงที่สุดในรอบหลายเดือน สาเหตุหลักมาจากการคลี่คลายของส่วนชดเชยความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk Premium) หลังมีรายงานความคืบหน้าในการเจรจายุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ส่งผลให้การเดินเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาดำเนินการตามปกติ
การร่วงลงของราคาพลังงานได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังคาดการณ์เงินเฟ้อ ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี (US 10-Year Treasury Yield) ปรับตัวลดลงแตะระดับ 4.88-4.92% และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี ย่อตัวลงสู่ 4.58-4.60% ซึ่งการปรับลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและการผ่อนคลายความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ทำให้ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (DXY) ปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้ค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐมีเสถียรภาพมากขึ้นที่ระดับ 33.70-33.77 บาทต่อดอลลาร์
ขณะเดียวกัน สัญญาทองคำล่วงหน้า (XAU/USD) ฟื้นตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดเดิมใกล้ 3,870 ดอลลาร์สหรัฐ จากแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยและการถือครองเพื่อกระจายความเสี่ยงก่อนทราบผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ นอกจากนี้รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (ISM Manufacturing PMI) ของสหรัฐประจำเดือนตุลาคม ออกมาขยายตัวดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ขณะที่ดัชนีราคาจ่าย (Prices Paid) ชะลอตัวลง ช่วยคลายความกังวลเรื่องการดำเนินนโยบายการเงินตึงตัวของธนาคารกลางสหรัฐในการประชุมเดือนธันวาคม ทำให้ตลาดหุ้นโลก มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในลักษณะแกว่งตัวในกรอบเพื่อรอความชัดเจน (Consolidation Under Wait-and-See Regime)
โดยข้อมูลจากตลาดอนุพันธ์ระบุว่า ดัชนีความผันผวนระยะสั้นพิเศษ 1 วัน (CBOE 1-Day VIX) ดีดตัวขึ้นถึง 41.92% สู่ระดับ 19.33 จุด ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับดัชนี VIX ปกติอายุ 30 วันที่ 19.42 จุด โครงสร้างของเส้นโค้งความผันผวนที่แบนราบอย่างผิดปกตินี้สะท้อนว่า ตลาดกำลังกำหนดราคาความเสี่ยงเฉพาะหน้าต่อเหตุการณ์ทางการเมืองและผลประกอบการของบริษัทยักษ์ใหญ่
สำหรับตลาดหุ้นไทย (SET Index) มีโอกาสเกิดการฟื้นตัวทางเทคนิคในกรอบจำกัด (Technical Rebound within Tight Range) หลังจากดัชนีปรับตัวลงมาทดสอบบริเวณแนวรับสำคัญทางจิตวิทยาและเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาว 200 วัน ที่ระดับ 1,500-1,510 จุด จนเข้าสู่ภาวะขายมากเกินไป (Oversold) ในเชิงการประเมินมูลค่าตลาดหุ้นไทยเริ่มสร้างฐานราคาที่มีความปลอดภัยสูงขึ้น โดยส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างกำไรตลาดหุ้นกับพันธบัตรรัฐบาล (Earnings Yield Gap) บนคาดการณ์กำไรต่อหุ้นปี 2569 ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 5.3% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 4.4% อย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน ระดับราคาดัชนีปัจจุบันเริ่มเข้าใกล้กรอบกรณีอนุรักษนิยมตามแบบจำลอง P/E ของฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ ซึ่งประเมินจุดคุ้มค่าทางปัจจัยพื้นฐานไว้ใกล้เคียงระดับดังกล่าว จึงเป็นแรงจูงใจให้เม็ดเงินลงทุนระยะยาวและกองทุนลดหย่อนภาษีเริ่มทยอยตั้งรับ
อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวของดัชนียังมีอุปสรรคสำคัญจาก 2 ปัจจัย ได้แก่ แรงขายปรับลดน้ำหนักในกลุ่มพลังงานต้นน้ำ (PTTEP, PTT) ซึ่งถูกกดดันโดยตรงจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ทรุดตัวลงกว่า 8% รวมถึงความระมัดระวังในหุ้น DELTA ซึ่งมีมูลค่าตามราคาตลาดขนาดใหญ่และยังมีระดับ P/E ที่ค่อนข้างตึงตัว ท่ามกลางกระแสการปรับฐานของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์โลก
ในเชิงเทคนิค ดัชนีมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ 1,500-1,505 จุด หากสามารถยืนเหนือระดับนี้ได้อย่างมั่นคง จะเปิดโอกาสให้เกิดแรงซื้อกลับเพื่อขึ้นไปทดสอบแนวต้านแรกที่ 1,515-1,522 จุด และแนวต้านถัดไปที่ 1,530-1,535 จุด แต่หากดัชนีหลุดระดับ 1,500 จุดลงไป จะมีฐานแนวรับถัดไปที่บริเวณ 1,480-1,490 จุด ซึ่งเป็นโซนสะสมมูลค่าที่แข็งแกร่ง
การเลือกตั้งสหรัฐเป็นปัจจัยหนุนใหม่: ทิศทางของตลาดหุ้นโลกจะได้รับปัจจัยหนุนจากผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ (US Midterm Elections) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ตามรอบวัฏจักรการเมืองและเศรษฐกิจ 4 ปี (Presidential Cycle) ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของตลาดหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจากข้อมูลสถิติตลาดหุ้นสหรัฐ ย้อนหลังกว่า 60-90 ปี พบรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างสอดคล้องกันอย่างชัดเจน โดยที่ช่วงก่อนการเลือกตั้ง (Pre-Election Overhang) พบว่าปีที่มีการเลือกตั้งกลางเทอมมักเป็นปีที่มีความผันผวนสูงที่สุดและผลตอบแทนเฉลี่ยต่ำที่สุดในรอบวัฏจักร 4 ปี โดยผลตอบแทนเฉลี่ยของดัชนี S&P 500 ในช่วง 12 เดือนก่อนการเลือกตั้งอยู่ที่เพียง 2.9% เทียบกับค่าเฉลี่ยของปีปกติที่ 8.9% ซึ่งตลาดหุ้นสหรัฐมักเผชิญการปรับฐานหนักในช่วงฤดูร้อน โดยระหว่างปลายเดือนเมษายนถึงปลายเดือนกันยายน ตลาดมักปรับลดลงเฉลี่ยประมาณ -2.8% ทั้งนี้ดัชนี S&P 500 มีค่าการปรับฐานลงลึกระหว่างปี (Intra-year Maximum Drawdown) เฉลี่ยสูงถึง 19-19.4% เทียบกับปีอื่นๆ ในวงจรประธานาธิบดีที่มี Drawdown เฉลี่ยเพียง 12-12.5%
ขณะที่ช่วงการฟื้นตัวหลังการเลือกตั้ง (Post-Election Relief Rally) จากสถิติ 12 เดือนหลังวันเลือกตั้ง พบว่านับตั้งแต่ปี 1950 เป็นต้นมา S&P 500 ให้ผลตอบแทนเป็นบวก 100% ในช่วง 12 เดือนหลังการเลือกตั้งกลางเทอมทุกครั้ง (17-19 ครั้งติดต่อกัน) โดยให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 14% ถึง 18.2% และหากย้อนสถิติไปจนถึงทศวรรษ 1930 ตลาดไม่เคยปรับตัวลดลงในกรอบเวลา 1 ปีหลังการเลือกตั้งกลางเทอมเลย ขณะที่สถิติ 6 เดือนหลังวันเลือกตั้ง ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 14.1% ถึง 15.5% (เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีปกติที่โตเฉลี่ยเพียง 5.7%) และนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งดัชนี S&P 500 ในปี 1957 ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายนหลังการเลือกตั้งกลางเทอมไม่เคยให้ผลตอบแทนติดลบ โดยไตรมาสที่ 4 (Q4) ของปีเลือกตั้ง เป็นช่วงเวลาที่ดัชนีมักฟื้นตัวแข็งแกร่งที่สุด และมีโอกาสปรับตัวขึ้น (Win Rate) สูงถึง 83.3% นับตั้งแต่ปี 1930 และให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 5.6%-6.6%
ทั้งนี้เหตุผลหลักที่ผลักดันให้ตลาดหุ้นตอบสนองเชิงบวกหลังการเลือกตั้งกลางเทอม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าพรรคเดโมแครตหรือรีพับลิกันเป็นฝ่ายชนะ แต่ขึ้นอยู่กับการลดลงของความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย (Policy Uncertainty) และโครงสร้างอำนาจในสภาคองเกรส
โดยสภาวะสภาแบ่งขั้ว (Divided Government / Gridlock) เป็นผลลัพธ์ที่ตลาดชื่นชอบที่สุด ซึ่งตลาดหุ้นมักปรับตัวขึ้นได้ดีเป็นพิเศษเมื่อผลการเลือกตั้งนำไปสู่สภาวะ "Gridlock" (เช่น พรรคหนึ่งครองทำเนียบขาว แต่อีกพรรคหนึ่งครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา) เนื่องจากภาวะ Gridlock ทำให้การผ่านกฎหมายสำคัญที่มีความสุดโต่งทำได้ยากขึ้น เช่น การขึ้นภาษีนิติบุคคลครั้งใหญ่, กฎระเบียบกำกับดูแลภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เข้มงวดเกินไป หรือแผนการใช้จ่ายงบประมาณก้อนใหญ่ที่จะเพิ่มภาระหนี้สาธารณะ และเมื่อความเสี่ยงด้านการขาดดุลการคลังครั้งใหม่ลดลง การออกพันธบัตรรัฐบาล (Treasury Issuance) จะถูกจำกัด ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว (Bond Yield) ลดความร้อนแรงลง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการประเมินมูลค่า (Valuation) ของหุ้นกลุ่มเติบโตและหุ้นเทคโนโลยี
ทั้งนี้ข้อมูลจาก BlackRock ระบุว่า ในรอบที่รัฐสภาคงสภาวะแบ่งขั้ว (Divided Congress) ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 6 เดือนหลังเลือกตั้งสูงถึง 16.1% เทียบกับกรณีที่มีการเปลี่ยนขั้วอำนาจเบ็ดเสร็จ (Loss of Trifecta) ซึ่งปรับขึ้นเฉลี่ย 10.4% นอกจากนี้ เนื่องจากก่อนการเลือกตั้ง ตลาดมักซึมซับความเสี่ยงและข่าวเชิงลบไปมากแล้ว เมื่อผลคะแนนออกมาชัดเจน ความคลุมเครือจะหมดไป ทำให้นักลงทุนสถาบันและกองทุนขนาดใหญ่กล้าเข้าเปิดสถานะซื้อสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง
อย่างไรก็ดี แม้สถิติในอดีตจะสะท้อนโอกาสชนะที่สูงมาก แต่นักลงทุนต้องตระหนักว่า ปัจจัยมหภาคและกำไรของบริษัทจดทะเบียนมีอิทธิพลต่อทิศทางตลาดมากกว่าผลการเลือกตั้งเสมอ โดยจากกรณีศึกษาปี 2018 และ 2022 พบว่าตลาดหุ้นเผชิญผลตอบแทนทั้งปีติดลบ (-4.4% ในปี 2018 และ -18.1% ในปี 2022) ซึ่งไม่ได้เกิดจากผลการเลือกตั้ง แต่เกิดจากปัจจัยมหภาคอย่างการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด วิกฤตเงินเฟ้อ และสงครามการค้า นอกจากนี้ในปัจจุบันแม้สถิติจะหนุนให้เกิดการฟื้นตัว แต่ตลาดยังต้องเผชิญแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปีที่อยู่ใกล้ระดับ 5%, ราคาน้ำมันดิบโลกที่ทรงตัวสูง, แนวโน้มการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยของ Fed ในเดือนธันวาคม ตลอดจนผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในส่วนของตลาดหุ้นไทย หากผลการเลือกตั้งส่งผลให้การออกมาตรการทางการคลังสหรัฐชะลอตัวลง Bond Yield สหรัฐอาจเริ่มทรงตัวหรือย่อตัวลง ซึ่งจะช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ และลดแรงกดดันต่อการอ่อนค่าของเงินบาท และหากตลาดหุ้นโลกเข้าสู่โหมดคลายความกังวล (Risk-On) หลังผลการเลือกตั้งชัดเจน หุ้นในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) และตลาดหุ้นไทยซึ่งมีระดับ Valuation ค่อนข้างถูก (SET P/E ราว 15.1 เท่า และ Dividend Yield 4.2%) จะมีโอกาสดึงดูดกระแสเงินทุนต่างชาติ (Foreign Fund Flow) ให้ทยอยกลับเข้ามาสะสมได้มากขึ้น
ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) ตราบใดที่ SET ยังคงแกว่งตัวเหนือกว่า 1,450 จุดได้ เน้น “อ่อนตัวซื้อลงทุน” สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไปที่ระดับ 75% ของพอร์ต”
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/hippowealththailand และ e-mail ที่ hippowealththailand@gmail.com แล้ว แฟนๆ ยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 97.00 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-16.00 น. เช่นเดิมครับ











Comments