Search

นักลงทุนในตลาดหุ้นไม่เชื่อว่ามีปัจจัยบวก



นักลงทุนไม่เชื่อมั่น !


ตลาดหุ้นโลกยังคงเป็นขาลง และน่าจะยังคงมี Potential Downside เหลืออีกพอสมควรนะครับ แม้ว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนี MSCI ACWI ของตลาดหุ้นโลก จะปรับตัวลงอีก 5.73% ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปี 2563 ปรับตัวลงมาแล้วถึง 28.53% YTD


ทั้งนี้ความน่ากังวลของตลาดหุ้นโลกยังคงอยู่ในระดับสูง สะท้อนออกมาจากการที่ในสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลงอย่างหนัก จนต้องนำมาตรการ Circuit Breaker มาใช้เป็นครั้งที่ 4 ในรอบ 2 สัปดาห์ ทั้งๆที่ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด เพิ่งจะออกมาตรการครั้งใหญ่ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 1.00% และอัดฉีดเงินผ่านการซื้อพันธบัตรตามมาตรการ QE วงเงิน 7 แสนล้านดอลลาร์ ในขณะที่ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ออกมาเรียกร้องให้ชาวอเมริกันระงับการจัดกิจกรรมทางสังคมเป็นเวลา 15 วัน และหลีกเลี่ยงรวมตัวกันมากกว่า 10 คน ขณะที่รัฐบาลสหรัฐมีแผนที่จะมอบเงินจากกองทุนฉุกเฉินให้แก่ชาวอเมริกันในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้า รวมทั้งการออกมาตรการที่จะให้ภาคธุรกิจสามารถเลื่อนการชำระภาษีเป็นจำนวนเงินมากถึง 10 ล้านดอลลาร์ ส่วนบุคคลธรรมดาจะสามารถเลื่อนการชำระภาษีเป็นจำนวนเงิน 1 ล้านดอลลาร์ โดยประธานาธิบดี Donald Trump ได้อนุมัติให้มีการเลื่อนการชำระภาษีให้แก่กรมสรรพากรสหรัฐคิดเป็นวงเงินรวม 3 แสนล้านดอลลาร์ และรัฐบาลเตรียมตัวที่จะใช้มาตรการประชานิยมใช้เงิน 1 ล้านล้านดอลลาร์ แจกจ่ายให้แก่ประชาชนคนละ 1000 ดอลลาร์ เพื่อเยียวยาประชาชน

รวมทั้งรัฐบาลสหรัฐยังมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 8.5 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงวงเงิน 5 หมื่นล้านดอลลาร์แก่อุตสาหกรรมการบิน โดยจะไม่ให้ธุรกิจสายการบินประสบภาวะล้มละลาย และจะไม่ให้ชาวอเมริกันตกงาน

นอกจากนี้วุฒิสภาสหรัฐยังมีมติด้วยคะแนนเสียง 90 ต่อ 8 เสียง อนุมัติร่างกฎหมายเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยร่างกฎหมายดังกล่าวมีชื่อว่า "Families First Coronavirus Response Act" ซึ่งจะครอบคลุมถึงการให้บริการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 กับประชาชนสหรัฐโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และการจ่ายเงินชดเชยให้กับลูกจ้างที่ลาป่วยจากการติดเชื้อ ซึ่งถือเป็นความพยายามเชิงรุกในการลดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากนักลงทุนมองว่ายังไม่เพียงพอที่จะรับมือกับผลกระทบของไวรัส Covid-19 หลังจากที่ประธานาธิบดี Donald Trump แสดงความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอย ซึ่งกลับท่าทีจากก่อนหน้านี้ที่บอกว่าสามารถควบคุมได้ และเศรษฐกิจสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง

ทั้งนี้ความกังวลดังกล่าวของนักลงทุนสะท้อนออกมาจากผลสำรวจความเชื่อมั่นของนักลงทุนสหรัฐจาก AAII ที่ระบุว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา สัดส่วนนักลงทุนที่เชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐในระยะ 6 เดือนข้างหน้ายังคงเป็นขาขึ้น หรือ Bullish เพิ่มขึ้น 4.61% เมื่อเทียบจากสัปดาห์ที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 34.35% ขณะที่สัดส่วนนักลงทุนที่เชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐในระยะ 6 เดือนข้างหน้ากำลังกลับเป็นขาลง หรือ Bearish ที่ลดลง 0.16% เมื่อเทียบจากสัปดาห์ที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 51.15%

ปัจจัยลบมีน้ำหนักมากกว่าปัจจัยบวกมากๆ ! ชัดเจนว่าความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้นักลงทุนแห่กันออกจากสินทรัพย์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น พันธบัตร ทองคำ และน้ำมัน โดยเฉพาะในตลาดพันธบัตรที่เริ่มมีความกังวลในเรื่องของสภาพคล่อง ส่งผลให้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB ต้องออกมาพยุงตลาดให้มีเสถียรภาพ โดยประกาศคำมั่นสัญญาที่จะซื้อพันธบัตรมูลค่า 7.5 แสนล้านยูโรในปี 2563 และมีแผนจะซื้อสูงถึง 1.1 ล้านล้านยูโร สอดคล้องกับธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด

ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น หรือ BOJ ได้เข้าซื้อพันธบัตรที่ไม่มีกำหนดเวลาสองครั้งรวมมูลค่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ธนาคารกลาสหรัฐ หรือเฟด ยังได้ประกาศความร่วมมือกับธนาคารกลางออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ บราซิล เดนมาร์ก เม็กซิโก นอร์เวย์ สวีเดน เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ในการทำข้อตกลงสว็อปเพื่อเพิ่มสภาพคล่องสกุลเงินดอลลาร์

อย่างไรก็ดีโดยสรุปแล้วแม้จะมีมาตรการอัดฉีดเงินออกมามากมายจากธนาคารกลางต่างๆของโลก แต่การตอบสนองของตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นนั้นสวนทาง สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการต่างๆ สามารถช่วยบรรเทาความเชื่อมั่นได้เล็กน้อยเท่านั้น หลังจากที่ Goldman Sachs ออกรายงานมาคาดการณ์ว่า GDP ของสหรัฐจะปรับตัวลง 5% ในไตรมาส 2 ของปีนี้ หลังขยายตัว 0% ในไตรมาสแรก โดยเศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวลงอย่างหนักในช่วงปลายเดือน มี.ค.-เม.ย. 2563 เนื่องจากการใช้จ่ายภาคผู้บริโภคและธุรกิจร่วงลงอย่างหนัก โดยตัวเลข GDP ของสหรัฐทั้งปีจะลดลงเหลือ 0.4% จากระดับเดิมที่คาดไว้ที่ 1.2%

นอกจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างซาอุดีอาระเบีย และรัสเซีย ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อราคาน้ำมัน เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กดดันให้ตลาดหุ้นโลกแย่ลงไปกว่าเดิม โดยที่ในสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงถึง 18.97% และทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบ18 ปี แต่ที่แย่กว่านั้นคือยังไม่มีสัญญาณใดๆที่จะเข้ามาช่วยกันพยุงราคาน้ำมันดิบโลก หลังจากที่รัฐมนตรีพลังงานรัสเซียระบุว่ารัสเซียจะเพิ่มการผลิตน้ำมันอีก 200,000 บาร์เรลในเดือนหน้า

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) กรณีที่ SET ยังคงไม่สามารถกลับไปปิดในกรอบ 1,150 จุด (+/-) ได้ เน้น “ดีดขึ้นขาย” ในลักษณะ “Short Against” เพื่อรอกลับมาทยอยสะสมหุ้น PTTGC, PTTEP, BCP, EGCO, TISCO, SCC, HMPRO, AOT และ ADVANC อีกครั้ง สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “ลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นมาอยู่ที่ระดับ 25% ของพอร์ต”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/wealthhuntersclub และ e-mail ที่ moobin.stockmania@gmail.com แล้ว แฟนๆยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ ในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 97 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-16.00 น.เช่นเดิมครับ

ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิค 120 นาที (120 Mins)

Source: Wealth Hunters Club

For advertising please call: 02-2534691